วิญญาณของคุณหลวง ตอบกลับเมขลาน้ำเสียงสุภาพ
“ใช่วิญญาณเร่ร่อนเหล่านั้นพบความยากลำบากหลังความตายเพราะบุญทานไม่เคยให้ ไม่เคยทำจะบอกใครให้ทำบุญให้ก็ไม่มีใครสัมผัสหรือมองเห็นได้ แต่พอปรากฏตัวให้เห็นได้บ้าง ผู้คนก็พากันกลัวไปหมดจึงเป็นการยากที่จะสื่อสารเพื่อขอส่วนบุญแต่เมื่อพวกเขารู้ว่าหล่อนสัมผัสพวกเขาได้เพราะหล่อนมีบุญเก่ามาเยอะกระแสบุญจากตัวหล่อนจึงแรงนักทำให้วิญญาณเหล่านั้นเห็นแสงแห่งบุญจากตัวหล่อนจึงมุ่งมาขอส่วนบุญจากหล่อนเมื่อมาปรากฏตัวให้หล่อนเห็น หล่อนก็ทำบุญให้ เขาก็ได้รับความสุขในอัตภาพที่เขามีฉะนั้นนี่จึงเป็นเหตุให้หล่อนเจอผีเป็นประจำอย่างไรล่ะ” คุณหลวงอธิบายยืดยาวเมขลาพยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจ มือก็ให้อาหารปลาไปเรื่อยๆ
“ไม่รู้สิคะฉันคิดว่าวิญญาณที่เร่ร่อนรวมไปถึงสัตว์เหล่านี้ต่างพากันอยู่ไปวันๆหากินเองไม่ได้เหมือนมนุษย์อย่างฉันชีวิตความเป็นอยู่ลำบากยากแค้นถ้าวันนี้ไม่มีคนมาให้อาหาร ปลาพวกนี้ก็คงจะอดกันอีก”เมขลาพูดจากใจจริงคุณหลวงมองมาทางหญิงสาวอย่างภาคภูมิใจที่หล่อนเป็นสตรีคิดดีมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมโลกเดียวกันทั้งสองนั่งนิ่งไปสักพัก ก่อนที่วิญญาณคุณหลวงจะพูดถึงเรื่องเมื่อเช้า
“หล่อนรู้รึไม่? รัศมีคิดว่าหล่อนเลี้ยงผี” คุณหลวงเอ่ยขึ้นในที่สุดเมขลากำลังให้อาหารปลาอยู่หลุดขำก๊ากขึ้นมาทันที
“เสียกิริยาจริงๆหล่อนนี่” คุณหลวงอดที่จะตำหนิไม่ได้
“ก็มันตลกนี่คะคิดไปได้ว่าฉันเลี้ยงผี นี่แม่เลี้ยงฉันเขาคิดแบบนี้จริงๆ เหรอคะ?” เมขลาอดแขวะไม่ได้ พลางพูดไปก็หัวเราะไปอีกต่างหาก
“แต่รัศมีคงจะสงสัยมานานหลายครั้งหลายคราที่ฉันช่วยหล่อน ยังไงหล่อนควรระวังตัวไว้บ้างก็เห็นจะดี” คุณหลวงเตือนอย่างเป็นห่วง คนใจชั่วเยี่ยงนั้นให้อย่างไรคุณหลวงก็ไม่วางใจเมขลารู้ดีว่าคุณหลวงเป็นห่วงเธอ
“แต่ฉันคิดว่าสองแม่ลูกนั่นคงจะมองว่าฉันสติฟั่นเฟือนก็ได้นะคะ”หญิงสาวพูดติดตลกไม่จริงจังเท่าไรนัก ทว่าคุณหลวงกลับนิ่งครุ่นคิด
เมื่อเสร็จจากการให้อาหารปลาเมขลาก็เดินมาทางด้านข้างวัดซึ่งเป็นสวนผลไม้ของชาวบ้านละแวกนั้นหญิงสาวอดคิดไม่ได้ว่าในเมืองกรุงที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้าเช่นนี้ยังมีสวนผลไม้แบบนี้หลงเหลืออยู่อีกหรือเธอเดินไปพร้อมกับควักกระดาษแผ่นเล็กแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเมื่ออ่านข้อความในกระดาษ เมขลาก็เงยหน้ากวาดสายตามองไปทั่วบริเวณ สักพัก เธอก็สะดุดตากับบ้านไม้หลังเล็กๆที่เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่
“น่าจะเป็นที่นี่”หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“หล่อนจะไปหาใคร?”คุณหลวงภัสดาที่ตามมาเงียบๆ อดถามขึ้นไม่ได้ด้วยความสงสัย
“เอาเถอะค่ะถึงแล้วก็รู้เอง” เมขลารีบจ้ำไปบ้านหลังนั้นทันทีหญิงสาวกำลังมาตามหาหญิงชราที่ขายพวงกุญแจให้เธอในค่ำคืนที่เธอไปกับอธิป เธอสงสัยและอยากรู้ในเรื่องราวบางอย่างเมื่อไปถึงบริเวณบ้านก็พบว่าประตูปิดสนิท เมขลากวาดสายตาเพื่อสำรวจว่าจะพบใครบ้างหรือไม่แม้บ้านหลังนี้จะเป็นบ้านไม้หลังเก่าๆ บนพื้นที่เล็กๆแต่ทั่วบริเวณกลับสะอาดสะอ้านบ่งบอกว่าคนที่อยู่อาศัยเป็นคนที่ขยันและรักความสะอาดไม่น้อยแต่ในตอนนี้ไม่พบใครสักคนเดียว อารมณ์ร้อนก็คุกรุ่นทันที
“เสียเที่ยวจริงๆ”หญิงสาวสบถออกมาอย่างหัวเสียแต่ยังไม่ทันจะจบประโยคเสียงใบไม้ด้านข้างบ้านก็ดังแกรบๆ ขึ้นพร้อมร่างหญิงชราผมขาวโพลนไปทั้งตัว หากทว่าแต่งตัวมัดรวบเรียบร้อยทั้งยังแต่งตัวสะอาดสะอ้านอีกด้วย
“พวกคนธาตุไฟใจร้อนเสมอ”ทักทายด้วยเสียงสุขุม ราวกับรู้จักเมขลาเป็นอย่างดีวิญญาณคุณหลวงภัสดามองไปที่ต้นเสียงของหญิงชราคนนั้นเธอมาพร้อมกับตะกร้าหวายใบย่อมภายในตะกร้ามีผักใบเขียวมากมายแต่แล้วคุณหลวงก็ต้องสะดุ้งเมื่อผู้มากวัยในยุคปัจจุบันมองตรงมาสบสายตากับคุณหลวง ราวกับเห็นวิญญาณของคุณหลวงกระนั้นทางด้านเมขลาก็รีบยกมือไหว้หญิงชราอย่างนอบน้อม และรู้สึกผิดที่ตนเองใจร้อนทำให้เผลอพูดไม่ดีออกไปหญิงชรารับไหว้ใบหน้ายิ้มแย้มไม่ถือซาในความพลาดพลั้งของเมขลาพร้อมกล่าวเชื้อเชิญแขกผู้มาเยือน
“เข้ามากันก่อน...”คำพูดเหมือนไม่ได้เชิญแค่หญิงสาวเพียงคนเดียวคุณหลวงภัสดาสะดุดใจไม่น้อย หรือว่าหญิงชราคนนี้จะไม่ใช่ธรรมดาเสียแล้ว
หญิงชราเดินนำทั้งสองเข้าไปในบ้านหลังเล็กของเธอคุณหลวงภัสดาเดินตามอย่างสงสัย ‘ทำอย่างกับเห็นเรา’ เมื่อเข้ามาในบ้านเมขลาก็สังเกตว่าสภาพด้านในสะอาดสะอ้านไม่ต่างจากด้านนอก ในบ้านมีสองห้องตรงที่เธออยู่น่าจะเป็นห้องรับแขก ส่วนอีกห้องคงเป็นห้องนอน โดยห้องรับแขกจะมีโต๊ะหมู่บูชาขนาดเล็กตั้งเข้ามุมดูแล้วกลมกลืนกับภายในห้องแม้จะไม่ใหญ่มากแต่ว่าข้าวของเครื่องใช้ถูกจัดวางได้อย่างเรียบร้อยงดงามพร้อมดอกไม้และพวงมาลัยบนพานสีทองที่ยังสดอยู่แท่นด้านบนสุดมีพระพุทธรูปปางนั่งสมาธิถูกจัดวางเด่นสง่าเพียงองค์เดียวบริเวณที่นั่งรับแขกที่หญิงชราเดินนำเข้ามานั้น เป็นโต๊ะเตี้ยๆซึ่งแขกต้องนั่งกับพื้นโดยมีเบาะรองนั่งเรียงไว้อย่างเรียบร้อย เมื่อหญิงสาวนั่งลงหญิงชราก็เอ่ยขึ้น
“มาจนได้นะเรา”หญิงชราเอื้อมไปหยิบเหยือกน้ำที่ไม่ได้แช่ตู้เย็นพร้อมขันน้ำเล็กๆที่คว่ำอยู่ในถาดเดียวกันรินน้ำให้กับเมขลา
“หนูอยากรู้ว่าที่คุณยายพูดในคืนนั้นหมายความว่ายังไงคะ?”เมขลาพูดเรื่องที่มาหาคุณยายโดยตรง หญิงชรายิ้มละไม สายตาดุจหยั่งลึกไปในความคิดของผู้ถาม
“ฉันชื่อ นวลเรียกฉันว่ายายนวลดีกว่านะ ดูไม่ห่างเหินกันเท่าไร” แทนที่จะตอบคำถามแต่หญิงชรากลับแนะนำตัวเองเสียอย่างนั้น
“ค่ะ” เมขลาพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ในใจอยากฟังคำตอบเรื่องที่เธอถามมากว่าสิ่งใด
“เรื่องที่ยายพูดไปในคืนนั้นเอาเก็บไปคิดด้วยเหรอ” ยายนวลถามกลับไม่สนใจว่าเมขลาจะเริ่มหงุดหงิดที่ยายนวลไม่ยอมตอบคำถามเสียที
“ระวังตัวจากอะไรคะ?”ถามย้ำอีกครั้ง
“ขอดูแหวนหน่อยได้ไหม”และไม่ตอบอีกเช่นเคย แต่ว่าขอดูแหวนที่หญิงสาวสวมอยู่เมขลาแม้จะรู้สึกไม่พอใจเท่าไรนักแต่ก็ยื่นมือที่สวมแหวนให้ยายนวลดูยายนวลรับไปพิจารณาอยู่นาน ก่อนเงยหน้ามองมาทางคุณหลวงภัสดาแล้วยิ้มให้เมขลาสะดุดใจว่าทำไมยายนวลมองไปทางนั้น
“แหวนนี่มีชื่อหรือไม่?”ถามขึ้นเรียบๆ
“มีค่ะชื่อเจ้าของคนเก่า ภัสดาค่ะ” น้ำเสียงอ่อนลงบ้างเมื่อพูดเรื่องแหวน
“ชื่อเพราะดีแหวนภัสดา” พูดพร้อมปล่อยมือหญิงสาว
“แหวนวงนี้จะเป็นเกราะป้องกันภัยจากภัยอันตรายทุกอย่างให้หนูได้เป็นอย่างดี”ราวกับให้คำตอบแก่เมขลาในคำถามที่เธออยากรู้ในตอนแรก
“แต่...” ยายนวลเว้นวรรคคำพูดของตัวเอง
“ถ้าหนูไตร่ตรองทางเลือกของตัวเองแล้วมันคงยากนะ ถ้าคิดจะกลับไปเริ่มใหม่แต่ถ้าทำได้ยายอยากให้หนูปล่อยวางเรื่องทุกอย่างลงอย่าจองเวรซึ่งกันและกันจะดีที่สุดและตัวหนูเองก็จะปลอดภัยจากอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาอีกด้วย” เมขลานิ่งอึ้งไปยายนวลพูดราวกับรู้ไปถึงก้นบึ้งความคิดของเธอคุณหลวงภัสดาสงสัยในคำพูดของยายนวล
“หนูกำลังคิดแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจค่ะ” เมขลาบอกในที่สุด
“หนูทราบดีว่าถ้าหนูตัดสินใจบางอย่างไปอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ทางเลือกสำหรับหนูมีไม่มากกรรมที่พวกมันกระทำกับหนูไม่ว่าชาติไหนๆ ก็สาหัสพอกัน ถ้าอโหสิให้ หนูไม่มั่นใจเลยค่ะว่าจะทำได้หรือเปล่า?”คราวนี้เมขลาพูดด้วยอาการแน่วแน่ราวกับคิดอะไรไว้ในใจทางด้านคุณหลวงเองก็รู้สึกถึงเค้าลางบางอย่างของเมขลาแต่เค้าลางนั้นมันมาพร้อมกับความไม่น่าสบายใจเอาเสียเลยมันยิ่งทำให้เขาสงสัยในคำพูดของหล่อนยิ่งนัก
“ยายอยากให้หนูไตร่ตรองให้ดีคิดให้รอบคอบ” เมขลานั่งนิ่ง แต่สีหน้ามุ่งมั่น
“ถ้าหนูต้องรักษาคนส่วนมากแล้วเสียสละบางสิ่งบางอย่างไปพร้อมกับได้เอาคืนพวกมันหนูยอมค่ะ!!” ดวงตาวาวโรจน์ไม่ยอมคน ยายนวลได้แต่ถอนใจ
“คงหยั่งรากลึกเกินจะถอนแต่ถ้าถอนก็คงมีความเสียหายไม่มากก็น้อย...” คำพูดยายนวลชวนเป็นปริศนาคุณหลวงภัสดาฟังการสนทนาโต้ตอบกันแล้วรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย
“แต่ไม่ว่าจะเกิดความเสียหายมากมายแค่ไหนยายก็ยังอยากให้หนูปล่อยวางและอโหสิกรรมใจที่ปราศจากการจองเวรจองกรรม มันเป็นใจที่ว่างเปล่าและพร้อมที่จะให้อภัยต่อกันทั้งเขาทั้งเราก็จะปลอดเวรจากกันอย่างน้อยก็ไม่ใช่เพื่อใครแต่เพื่อตัวหนูเอง”น้ำเสียงที่อ่อนโยนมีเมตตาราวกับน้ำเย็นที่ราดรดลงบนมโนสำนึกของเมขลาหญิงสาวแววตาไหวระริกเล็กน้อย ยายนวลเห็นช่องว่าพอเป็นไปได้หญิงชรายิ้มอย่างโล่งใจ ‘อย่างน้อยก็มิได้มืดบอดไปเสียทีเดียว!!’
“คุยอะไรกัน ฉันไม่เข้าใจ?”วิญญาณคุณหลวงเอ่ยถามเมขลาออกมาในที่สุดยายนวลหันมาทางดวงวิญญาณก่อนยิ้มให้อย่างจงใจคราวนี้ทั้งเมขลาและคุณหลวงเริ่มแน่ใจแล้วว่ายายนวลเห็นวิญญาณของคุณหลวง
“คุณเองก็เถอะมีเวลาไม่มากแล้วนะ”ยายนวลพูดขึ้นตรงๆ ทำเอาทั้งสองตกใจ อุทานพร้อมกัน
“ยายเห็นเขาด้วยหรือคะ?”
“แม่นวลเห็นฉันด้วยรึ?”คุณหลวงไม่ได้เรียกยายนวลเช่นเดียวกับเมขลาเพราะเขารู้ดีว่าเขาแก่กว่ายายนวลมากนักยายนวลยิ้มๆ เป็นเชิงยอมรับว่าเธอเห็นดวงวิญญาณของคุณหลวง ก่อนจะหันไปบอกเมขลา
“หนูสวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิอุทิศส่วนบุญให้มากๆ เข้าไว้นะ ส่วนคุณก็ร่วมอนุโมทนากับเขาทุกครั้งที่ได้รับรู้ถึงกระแสบุญขอให้เชื่อฉันถึงแม้จะต้องพลัดพรากจากกันอีกคราแต่มันก็จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ต้องจากกัน”คำพูดของยายนวลทำให้ทั้งคู่ใจหาย ‘จำต้องจากลากันอีกแล้วรึ!’