‘ผมย้อนเวลากลับมา 3 ปี ก่อนที่โลกจะล่มสลาย!’
จินลืมตาขึ้นมาอีกครั้งกับภาพบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน เขาถึงกับตั้งตัวไม่ทัน เนื่องจากต้องใช้เวลาชั่วครู่ในการปรับสภาพแวดล้อม จินหลับตาพยายามตั้งสติอยู่ครู่หนึ่ง เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สังเกตบรรยากาศรอบกาย แสงสีเหลืองส้มจากพระอาทิตย์ที่กำลังขึ้น ค่อยๆสาดส่องเปลี่ยนสีท้องฟ้าจากสีม่วงอมน้ำเงินกลายเป็สีฟ้าอ่อนสลับกับสีเหลืองส้มราวกับภาพวาด สายหมอกจางสะท้อนกับผิวน้ำเผยเงาของหญิงสาวเพื่อนกลุ่มเดียวกับเขานั่งฝั่งตรงข้าม หลังคาทรงปราสาทสีน้ำตาลทองโค้งขึ้นสู่ยอดแหลม ประดับด้วยโคมแดงกลมใหญ่ห้อยระย้าตามมุมทั้งสี่ด้าน เงาสะท้อนของเธอไหววูบไปมากับระลอกคลื่นเบาๆ จนเริ่มเห็นใบหน้าหวานละมุนของเธอ ดวงตากลมของเธอที่มองมา ไม่อาจทำให้จินละสายตาไปจากเธอได้ ราวกับโลกนี้หยุดหมุน
ความคิดในหัวของเขามีเพียงเสียงเรียกชื่อของหญิงสาวตรงหน้า ‘ปัญญ์!’ ถึงแม้เขาจะย้อนเวลากลับมาใน 3 ปีก่อนที่ประตูแห่งการประลองเชื่อมต่อโลกทุกใบเข้าด้วยกันจะเปิดออก เพื่อเค้นหาพระเ้าองค์ใหม่ที่ปกครองโลกทั้ง 10 มิติ ได้แก่ เทพ, มนุษย์, ปีศาจ และสัตว์นรก แต่ความรู้สึกของเขาเหมือนผ่านไปเพียง 10 นาทีเท่านั้น ซึ่งไม่อาจทำให้เขาสลัดความรู้สึกหนักอึ้งนั้นออกไปได้เลย
เสียงไม้พายกวาดน้ำดังแ่เบา พาเรือไม้โบราณเคลื่อนไปกลางอ่างเก็บน้ำอย่างช้าๆ ชายวัยกลางคนยืนบริเวณท้ายเรือเพื่อขับเคลื่อนและควบคุมทิศทางเรือสวมเสื้อม่อฮ้อมสีขาว กางเกงเลสีครีม และหมวกงอบ กลมกลืนไปกับสายหมอกจางจนแทบจะไม่เห็นตัว ไอความหนาวเย็นจากรอบข้างแทรกซึมผ่านเนื้อผ้าเชิ้ตขาวของจินจนเขาััได้และถึงกับขนลุกเล็กน้อย จมูกโด่งเป็สันของจินัักลิ่นหอมอ่อนๆ ของดินเปียกและใบไม้รอบข้างอ่างเก็บน้ำที่เกิดขึ้นหลังฝนพรำอย่างแ่เบา บรรยากาศรอบข้างช่วยบรรเทาอาการเครียดของเขาได้เป็อย่างดี ช่วยทำให้เขาผ่อนคลายราวกับว่าได้รับการบำบัดจากธรรมชาติ
ไม่นานความรู้สึกหนักอึ้งนี้ก็คลายลง แต่ดวงตากลมของจินกลับเริ่มเคล้าคลอไปด้วยหยาดน้ำตา เขาแบกความหวังของทุกคนเอาไว้บนบ่า ในหมู่มนุษย์ที่เหลือรอดเพียง 100 คนจากทั่วโลก เขาคือหนึ่งในผู้ถูกเลือกจากการตัดสินใจของทุกชีวิตนั้น เป็บุคคลที่ได้รับการยอมรับจากทุกคนทั้งเื่สติปัญญา ร่างกายและความสามารถที่ใช้เวทมนต์ได้ทุกศาสตร์ทุกแขนง รวมถึงมีความสามารถด้านการประยุกต์และผสมผสานเวทมนต์กับวิทยาศาสตร์ได้อย่างลงตัว ให้ย้อนเวลากลับมาเพื่อแก้ไขเหตุการณ์ดังกล่าวและเขาก็ได้ย้อนเวลากลับมาจากการที่ ‘เปา’ เพื่อนอีกคนในกลุ่มของเขาร่ายเวท ‘กาลเวลาหวนคืน’ ก่อนที่ทุกชีวิตในสากลจักรวาลจะถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก เพื่อเตรียมรับการเริ่มต้นใหม่ของห้วงอวกาศด้วยน้ำมือของพระเ้าองค์ใหม่
จินนิ่งเงียบและตั้งสติอยู่ครู่หนึ่ง จนเพื่อนสาวผู้ร่วมทางสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของเขา เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความห่วงใย
“เป็อะไรรึเปล่า?”
จินสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอดก่อนจะค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกอย่างแ่เบา เพื่อกลบความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้ในมุมมืดลึกสุดของหัวใจ ไม่ให้หญิงสาวตรงหน้าล่วงรู้ถึงความปวดร้าวที่ซ่อนอยู่ ภายใต้ความเงียบงันนั้นเขาหันหน้าไปทางซ้าย ดวงตากวาดมองผ่านม่านหมอกที่เริ่มปกคลุมหนาขึ้นเรื่อยๆ จนทัศนียภาพตรงหน้าเลือนราง มองไม่เห็นเรือลำอื่นๆ ของกลุ่มเพื่อนที่เหลือของเขา จินหันกลับมามองที่กาน้ำชาพร้อมถ้วยชาใบเล็ก ด้านข้างกาน้ำชาเป็โทรศัพท์มือถือของจินและการ์ดยันต์คุ้มภัย วางอยู่บนโต๊ะไม้ที่ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างเขากับปัญญ์อย่างเป็ระเบียบ ก่อนเขาจะกลับมาสบตาปัญญ์อีกครั้ง เขาฝืนยิ้มออกมาพร้อมพูดด้วยเสียงอันแ่เบาแต่หนักแน่นว่า
“เปล่าหนิ แค่อยากเก็บความทรงจำของ่เวลานี้ให้ได้มากที่สุดเท่านั้นแหละ”
คำพูดอันแสนเรียบง่ายของจินนั้น ซ่อนความหมายลึกซึ้งไว้ภายใน และจะไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าเื้ัดวงตาคู่นั้นคือความทรงจำอันแสนเ็ป ที่เหลือเพียงเขา มนุษย์คนสุดท้ายที่ได้ย้อนกลับมาในวินาทีสุดท้ายก่อนมนุษยชาติจะสูญพันธุ์ ความเงียบเหงาและความสูญเสียยังคงฝังลึกภายในใจ ราวกับว่าเหตุการณ์นั้นเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่นาทีก่อน แต่ทว่าถ้อยคำของเขานั้นกลับทำให้หัวใจของใครบางคนซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาเต้นแรงขึ้นอย่างไม่อาจห้ามได้
เพื่อไม่ให้ปัญญ์สังเกตถึงความผิดปกติของเขาอีก เขาจึงพยายามเปิดบทสนทนาด้วยเื่ที่คุ้นเคยและพูดคุยกันเป็ประจำ เขากวาดสายตาไปรอบๆ แล้วเหลือบไปเห็นสร้อยคอรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ปัญญ์สวมใส่อยู่ เพื่อให้เข้ากับชุดเดรสยาวสีขาวของเธอ
สร้อยเส้นนั้นทำจากแก้วใส ด้านในบรรจุน้ำสีฟ้าใสอยู่ภายในปริมาณสามส่วนสี่ของรูปพระจันทร์เสี้ยว แสงอาทิตย์สะท้อนผ่านน้ำในจี้เส้นนั้น ทำให้จินนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาสบตากับปัญญ์อีกครั้งด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสงสัยปนใคร่รู้
“ปัญญ์ เธอคิดว่าน้ำในจี้พระจันทร์เสี้ยวของเธอกับน้ำในอ่างเก็บน้ำนี้ อันไหนจะมีอายุมากกว่ากัน?”
ดวงตาของเธอเปล่งประกายทันทีที่ได้ยินคำถามนี้ ก่อนจะนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งและตอบคำถามอย่างใจเย็นและรอบคอบว่า
“จริงๆคำถามนี้กว้างมากเลยนะ สามารถตอบได้หลายแง่มุมเลย ถ้ามองตามหลักทางวิทยาศาสตร์ มันก็ยังตอบยากอยู่ดี เพราะโมเลกุลของน้ำทั้งสองแหล่งนี้มีองค์ประกอบทางเคมีเหมือนกัน คือ H2O และยังอยู่ในสถานะของเหลวเหมือนกันอีก งั้นเราขอตอบแบบลดขอบเขตให้มันแคบลงนะ และไม่ได้มองปัจจัยภายนอกอื่นๆร่วมด้วย รวมถึงควอนตัมที่เกิดขึ้นด้วยนะ เอาแค่เฉพาะน้ำในอ่างเก็บน้ำกับน้ำในจี้ของเราพอ
อย่างที่เราบอกน้ำจากทั้งสองแหล่งมีองค์ประกอบทางเคมีที่เหมือนกัน แต่ความแตกต่างอยู่ตรงที่น้ำในอ่างเก็บน้ำ อยู่ในวัฏจักรของน้ำที่มีการเปลี่ยนสถานะอย่างต่อเนื่อง โดยน้ำจะระเหยขึ้นไปกลายเป็ไอในบรรยากาศ กลั่นตัวเป็เมฆ ตกลงมาเป็น้ำฝน และกลับกลายเป็น้ำในอ่างเก็บน้ำแห่งนี้อีกครั้ง ทำให้โมเลกุลของน้ำในอ่าง มีการหมุนเวียนและมีการเปลี่ยนแปลงการจับตัวของธาตุไฮโดรเจน (H) และ ธาตุออกซิเจน (O) อยู่ตลอดเวลา พูดง่ายๆก็คือ ธาตุไฮโดรเจน (H) และ ธาตุออกซิเจน (O) ของโมเลกุลน้ำในอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ อาจจะไม่ใช่ธาตุเดิมที่เคยจับตัวกันเป็น้ำมาก่อน เนื่องด้วยมีปัจจัยภายนอกอย่างธาตุอื่นๆ หรือ ธาตุชนิดเดียวกันมารบกวน
ขณะที่น้ำในจี้พระจันทร์เสี้ยวถูกเก็บไว้ในภาชนะปิดสนิท ถึงจะมีการเปลี่ยนสถานะหรือระเหย ก็เป็การระเหยในระบบปิด ไม่มีธาตุจากภายนอกมารบกวน ดังนั้นถึงจะมีการเปลี่ยนสถานะเช่นเดียวกับน้ำในอ่างเก็บน้ำ แต่ธาตุไฮโดรเจน (H) และ ธาตุออกซิเจน (O) ของโมเลกุลน้ำในจี้ มีความเป็ไปได้สูงที่จะเป็ธาตุตัวเดิมจับตัวกัน
ฉะนั้นหากมองในแง่ของธาตุตัวเดิมที่มาจับกันเทียบกับอายุของโมเลกุลน้ำ ก็อาจจะตอบได้ว่า น้ำในจี้มีอายุมากกว่า เพราะว่ามีโอกาสสูงที่จะเป็ธาตุตัวเดิมจับกันเป็โมเลกุลน้ำเหมือนเดิม ซึ่งต่างจากน้ำในอ่างเก็บน้ำที่โมเลกุลน้ำที่เกิดขึ้นนั้นอาจเป็ธาตุจากแหล่งอื่นมาประกอบกันไม่ใช่ธาตุตัวเดิมมาจับกัน แล้วจินล่ะ มีความคิดเห็นยังไง?”
คำตอบของปัญญ์ทำให้ดวงตาของจินเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น เพราะคำตอบของเธอนั้นช่างมีเหตุผลและลึกซึ้งเกินกว่าที่เขาคาดคิด ก่อนเขาจะตอบอย่างรอบคอบว่า
“เรามองในขอบเขตที่กว้างหน่อย จึงคิดว่าน้ำจากทั้งสองแหล่งนี้มีอายุเท่ากัน เพราะโลกใบนี้เกิดขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มอุกกาบาตที่ประกอบด้วยธาตุต่างๆ ซึ่งรวมถึงธาตุพื้นฐานอย่างไฮโดรเจนและออกซิเจน อุกกาบาตเหล่านี้ผ่านกระบวนการทางธรรมชาติและสภาวะแวดล้อมต่างๆ จนก่อตัวขึ้นเป็โลกและเกิดความสมดุลของธาตุต่างๆ รวมถึงการกำเนิดน้ำขึ้นบนพื้นผิวโลก
น้ำในอ่างเก็บน้ำจึงอยู่ในวัฏจักรของน้ำที่ประกอบด้วยการเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็ไอระเหยขึ้นสู่บรรยากาศ กลั่นตัวเป็เมฆ และตกลงมาเป็ฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในขณะที่น้ำในจี้พระจันทร์เสี้ยวถูกเก็บไว้ในภาชนะปิดสนิท ถึงจะมีการเปลี่ยนสถานะเช่นเดียวกับน้ำในอ่างเก็บน้ำ แต่ก็ไม่มีการหมุนเวียนของธาตุใดๆอย่างที่ปัญญ์บอก
แต่หากมองถึงโมเลกุลของน้ำและธาตุหลักที่เป็องค์ประกอบดีๆแล้ว จะเห็นว่า อะตอมเหล่านี้มีอายุเท่ากันในระบบที่สมดุลของโลก ถึงแม้จะมีปัจจัยจากภายนอกรบกวน อย่างการมีอุกกาบาตพุ่งชนโลกบ้างในอดีตซึ่งนำธาตุจากภายนอกเข้ามายังโลก แต่ส่วนใหญ่ธาตุเ่าั้จะเป็หินหรือโลหะที่ไม่ส่งผลกระทบต่อธาตุไฮโดรเจน (H) และธาตุออกซิเจน (O) ที่เป็องค์ประกอบหลักของน้ำ ดังนั้นน้ำจากทั้งสองแหล่ง จึงถือว่ามีอายุในเชิงธาตุและองค์ประกอบเท่าเทียมกัน”
“นายพูดก็มีเหตุผลนะ” ปัญญ์รับฟังอย่างตั้งใจ พร้อมกับพยักหน้าเบาๆ
จินยิ้มบางๆ ก่อนเอ่ยว่า “จริงๆเราคิดว่าเื่นี้สามารถมองตามหลักของจิติญญาได้ด้วยนะ”
ปัญญ์มองหน้าจินอย่างไม่ละสายตา เธอรอกับคำตอบของจินด้วยความสนใจ จินเห็นดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า
“ถ้าเรามององค์ประกอบของน้ำเหมือนกับจิติญญา น้ำในอ่างเก็บน้ำก็เปรียบเสมือนดวงจิตที่เวียนว่ายตายเกิดเหมือนมนุษย์ที่มีอายุไขสั้นและจำกัด ส่วนน้ำในจี้พระจันทร์เสี้ยว ก็เหมือนดวงจิตที่อาศัยอยู่ในร่างที่มีอายุยืนยาว หรืออาจไม่มีร่างกายเลย เช่น เทพหรือปีศาจ ถึงอย่างนั้นเราก็ยังคงคิดว่ามีอายุเท่ากันอยู่ดี เพราะการมีอยู่ของดวงจิตเกิดขึ้นพร้อมกัน เหมือนกับธาตุที่อยู่บนโลกที่มีความสมดุลของธาตุ เพียงแต่แตกต่างกันที่มีร่างกายหรือการไม่มีร่างกายเท่านั้น”
สายตาของปัญญ์ยังคงมองมาที่จินอย่างไม่ลดละ “ไม่น่าเชื่อว่าสามารถมองในมุมมองนี้ได้ด้วย”
“นั่นสิ แต่ถึงยังงั้นเราก็ยังคิดว่า สิ่งที่เราคิดยังไม่สมบูรณ์อยู่...” จินกล่าว พร้อมหยิบถ้วยชาซึ่งอยู่ตรงหน้าตนขึ้นมาจิบ ก่อนจะพูดกับปัญญ์ต่อว่า “รีบดื่มชาเถอะ ตอนนี้เย็นหมดแล้ว”
ปัญญ์ได้ยินดังนั้นจึงรีบหยิบถ้วยชา ซึ่งวางอยู่ตรงหน้าเธอขึ้นมาจิบเช่นเดียวกัน พร้อมแสดงสีหน้าครุ่นคิด
จู่ๆ ท้องฟ้าสีฟ้าอ่อนกลับเริ่มเปลี่ยนสีกลายเป็สีม่วงอมน้ำเงิน ลมหนาวที่เคยพัดโชยมากระทบผิวกายพลันเงียบสงัด ราวกับโลกทั้งใบกำลังกลั้นหายใจอยู่ เสียงหวีดร้องแหลมสูงบาดแก้วหูดังก้องกังวานมาจากท้ายเรือ มันน่าขนลุกราวกับเสียงฆาตกรโรคจิตที่ตามล่าเหยื่อ จนปัญญ์ถึงกับผงะ ถ้วยชาในมือของเธอร่วงหล่นกระแทกพื้นไม้บนพื้นเรือ น้ำชากระเซ็นเปรอะเปื้อนไปทั่ว กลิ่นหอมจางๆของชาถูกแทนที่ด้วยกลิ่นเหม็นเน่าของซากศพลอยคลุ้งไปทั่วเรือ