
ต้นเดือนมกราคม บรรยากาศหนาวเหน็บเข้าปกคลุมทั่วไทย สายลมจากบูรพาทิศนำความเย็นะเืแผ่ซ่านมาจากแดนปลาดิบทะลวงเข้าไทยโดยสมบูรณ์
‘ถ้าไทยร่วมมือกับอังกฤษแล้ว ไทยจะได้รับความยับเยิน ทั้งประชาชนก็จะพรอยลำบากยากเย็นด้วย’ รัฐบาลว่าอย่างนั้น
ป้ายประกาศชวนเชื่อถูกติดแปะตามเสาร้านค้าว่าทหารจากแดนอาทิตย์อุทัยเป็พวกเดียวกัน
พวกเดียวกันหรือ?
ว่านยายืนซื้อขนมใส่ไส้อยู่ในตลาด เสียงโวยวายเอิกกะเริกดึงสายตาคมให้เหลียวมอง
ชายคนหนึ่งนอนพังพาบอยู่กลางวงล้อม เป็ตาแก่ขายมีดพร้า หมอหนุ่มเห็นหน้าค่าตาแกมานานั้แ่ฝึกงานเป็เอกซ์เทิร์นเมื่อสองปีก่อน แกมักแบกคานหาบเดินทั่วตลาด เรียนจบกลับมาเป็แพทย์ใช้ทุน ก็ยังเห็นแกเดินป่าวร้องขายของอยู่ทุกวัน
“นั่นมีเื่กันอีกแล้ว” แม่ค้าขายขนมเอ่ยหัวเสีย
คุณหมอมองเห็นไม่ชัดว่ากลางวงมีใครอีก เพราะคนรุมล้อมมากมายเหลือเกิน ขึ้นชื่อว่าคนไทย เอกลักษณ์เด่นคือความใส่ใจ จึงได้มีคำว่าไทยมุงขึ้นมา
“ใครมีเื่หรือ”
“คุณหมอไม่รู้หรือจ๊ะ พวกไอ้ยุ่นมันชอบมาอวดเบ่งในตลาด พูดภาษาต่างด้าว พอฟังกันไม่เข้าใจมันก็พาลพาโลโวยวาย จนบางทีของไม่ได้ขาย ต้องยกให้มันฟรีๆ ยุคข้าวยากหมากแพงชีวิตก็ลำบากอยู่แล้ว ยังจะมาซ้ำเติมกันอีก นี่จ่ะของคุณหมอ”
หากนี่คือมิตรดังที่รัฐบาลกล่าว ก็นับเป็มิตรในคราบศัตรู มิตรที่ใช้อำนาจกดขี่เพื่อนที่อ่อนแอกว่า พวกชาวบ้านจะไปร้องทุกข์กับใครได้บ้างในสถานการณ์เช่นนี้
“โอ้ยๆ ช่วยด้วย ไอ้ห่ารากไส้ กูขอแช่งให้พวกมึงไม่ตายดีกันสักคน” เสียงตาแก่โอดโอย
เื่ชักจะบานปลายกันใหญ่ หมอว่านทนดูต่อไม่ไหว แต่จะให้สอดมือจนตนเองเดือดร้อนถูกหมายหัวก็นับว่าเขลาเกินไป ขาเรียวยาวเดินผ่านไทยมุงไปยังร้านน้ำชาเถ้าแก่แซ่ตั้งที่พวกทหารในค่ายชอบไปนั่งจิบกาแฟกัน ตนไร้อำนาจจัดการ ก็หยิบยืมมือคนอื่นเสียสิ
“อ้าว คุณหมอ เพิ่งลงเวรหรือ มานั่งด้วยกันสิ” นายทหารชั้นประทวนผิวเข้มหัวเกรียนนายหนึ่งเอ่ยถาม สำเนียงติดลาวอีสาน
“เพิ่งลงเวรครับ จ่าเองเหมือนกันล่ะสิ” คุณหมอนั่งกลางวง ก่อนจะเอ่ยต่อ “เมื่อกี้เดินผ่านร้านขนม เจอพวกญี่ปุ่นรุมตาเนียนจนสะบักสะบอม ร้องโอดโอยยังไม่ยอมปล่อย เห็นทีสักเดี๋ยวผมคงมีคนไข้เพิ่มอีกคน” เอ่ยไปก็ส่ายหัวแสดงท่าทางระอาใจ
“พวกมันอยู่ไหนครับ คุณหมอ” จ่าหมอนเอ่ยถามสำเนียงสุพรรณ เืบรรพบุรุษบางระจันเริ่มเดือด
“หน้าร้านขายข้าวหอมพยอมน่ะ”
เอ่ยไม่ทันขาดคำทหารลูกอีสานก็ะโออกไปก่อนใครเพื่อน ตามด้วยหนุ่มสุพรรณ คุณหมอมองหนุ่มนายร้อยยศสูงอีกหนึ่งซึ่งยังนั่งจิบชาต่อให้หมดแก้ว ก่อนจะวางเงินไว้ยี่สิบสตางค์
“ฝากจ่ายด้วยนะคุณหมอ ผมตามไปก่อน เดี๋ยวจะบานปลาย”
“ครับ คุณเอื้อ”
คนมีสีไปกันหมดทั้งโต๊ะ ว่านยาถึงสั่งขนมปังอบจิ้มสังขยามากินพร้อมเต้าฮวยร้อนๆ ละเลียดจิบ หยิบขนมปังชุบสังขยากลิ่นหอมละมุนเข้าปาก ดวงตาไร้จุดสังเกต ทว่าสมองกลับประมวลจับกิริยาคนรอบข้างโดยตลอด แต่ไหนแต่ไรมาก็เป็เช่นนี้ รอจนหมดถ้วย ถึงมีชาวบ้านวิ่งมาตาม
“คุณหมอจ๊ะ ตาเนียนสลบไปแล้ว ช่วยไปดูแกหน่อยได้ไหม”
“ได้สิ ประเดี๋ยวนะ อาโกฉันวางเงินไว้นี่นะ” ร้องบอกเถ้าแก่
“ขอรับคุณหมอ”
วิธีการของว่านยาเป็เช่นนี้ เขาพร้อมช่วยคนเสมอ ขอแค่ตนไม่เดือดร้อน หากเป็คนอื่นอาจหมายถึงการปัดปฏิเสธ แต่สำหรับหมอหนุ่มนั้นเพียงหาหนทางอื่น ประตูมีภัย เขาก็ะโลงหน้าต่าง เท่านี้เอง
????
“คุณหมอ จะกลับบ้านก็ระวังหน่อยหนา สัปดาห์ก่อนพวกเสือออกปล้นเสบียงทหารญี่ปุ่น ได้ข่าวว่ามีคนตายไปหลายอยู่ ทางการตามล่ากันแทบพลิกป่า ยังจับมือดมไม่ได้ว่าเป็เสือจากดงไหน”
หมอใหญ่ เป็คุณหมออีกคนประจำแผนกอายุรกรรม ย้ายมาจากโรงพยาบาลพระมงกุฎ ทำงานั้แ่โรงพยาบาลเปิดใหม่จนได้เป็หัวหน้า ฟังดูใหญ่โต แต่สถานพยาบาลในชนบทต่างจากเมืองกรุงอยู่มาก ที่นี่มีหมอเพียงห้าคนผลัดเปลี่ยนเวรกัน ผู้ช่วยแปดหมอคน และพยาบาลอีกเก้าคน แบ่งเป็สามแผนก ศัลยกรรม อายุรกรรม และสูติกรรม แต่ละวันต้องสลับสับเปลี่ยนกันดูแลคนไข้ หากเป็หนักก็ต้องทำเื่ส่งตัวเข้าพระนคร ที่นั่นมีเครื่องมือเครื่องไม้ครบครันกว่า
“ใครอีกเล่าครับ” คนอายุอ่อนปีกว่าเอ่ยถาม มือเก็บข้าวของพวกหนังสือปากกาใส่กระเป๋า
“ไม่รู้ซี ฟังเขาเล่า ไอ้นี่มันมาแปลก เงียบเชียบนึกจะปล้นก็ปล้น นึกจะฆ่าก็ฆ่า ไม่พูดพร่ำ คนเลยไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนาม พวกญี่ปุ่นแค้นจนกระอัก ทั้งน้ำมัน ทั้งปืน ทั้งข้าว ถูกขนเสียเกลี้ยง ของเยอะขนาดนั้นแต่ทหารมีแค่ปืนกลับตามไม่ทัน”
ฟังดูต่างจากโจรในดงอย่างหมอใหญ่ว่า
“แต่นอกจากมัน พวกเสือเอิบเองก็เพิ่งดักปล้นเรือเมล์ ยังดีที่ไม่มีคนตาย คุณหมออายุเข้าเบญจเพสนี่ เห็นพวกพยาบาลคุยกัน ระวังไว้หน่อย”
ว่านยาเผลอหัวเราะนายแพทย์รุ่นพี่ คนพูดเรียนวิทยาศาตร์แท้ๆ แต่เชื่อเื่งมงายเสียได้
“คุณใหญ่เป็หมอนะครับ”
“ขำเข้าไปเถอะ เป็หมอแล้วอย่างไร ขนาดพวกอาจารย์ในมหาวิทยาลัย นักวิชาการทั้งหลายยังไปดูดวง ขอพรกันให้รึ่ม ยิ่งประเทศระส่ำระส่าย รัฐประกาศศึกากับพวกฝรั่ง คนในพระนครเข้าวัดยกมือไหว้ขอพรให้เทพคุ้มครองจนหูตามัว” เอ่ยพร้อมยกมือไหว้
หมอใหญ่เหลือบมองแพทย์หนุ่มรุ่นน้องก่อนเอ่ยต่อเสียงเบา
“นี่ได้ข่าวว่าพวกญี่ปุ่นคิดเปลี่ยนค่าเงินอีก(กระซิบ) เฮ้อ พวกนักเศรษฐกิจแอบคุยกันเื่เงินเฟ้อ ฉันเข้าพระนครทีอกสั่นขวัญแขวน ต่อให้รอดจากา ไม่รู้จะรอดจากความขาดแคลนไหม”
ว่านยายืนฟังหมอทหารวัยใกล้เลขสี่บ่นอยู่นาน เขาก็เอ่ยประโยคเดิมซ้ำอีกครั้ง
“คุณใหญ่เป็หมอ เื่อดตายไม่น่าห่วงเท่าชาวบ้านหรอกครับ”
แพทย์นับได้ว่าเป็อาชีพหนึ่งที่มั่นคงในยุคา ถึงงานจะหนัก แต่ไม่มีทางอดตาย เพราะหากโรงพยาบาลตาย ชาวบ้านร้านตลาดก็ไม่รอด ทหารเองก็ไม่รอดเช่นกัน
น่าห่วงคือประชาชน ยิ่งหน้าแล้ง ผลผลิตไม่ดี คราวนี้จะได้มีคนอดตายกันจริงๆ
“เอาเถอะ หมอว่าน ผมไม่พูดกับคุณแล้ว ฝากไหว้หลวงเวชวินิจท่านด้วยแล้วกัน”
“ครับ จะแจ้งคุณพ่อท่านให้”
หมอหนุ่มเอ่ยก่อนจะเดินออกจากห้องพักแพทย์ เก็บเื่ขุนโจรคนใหม่ไว้ในใจ ใช่ว่าเขาไม่กลัวเกรง ยิ่งนึกถึงความหลังยิ่งจุกทั้งลำคอ
ครอบครัวมิตรสหายใกล้ชิดซึ่งเติบโตด้วยกันในตลาดถูกปล้นฆ่ายกครัวเมื่อสองปีก่อน เหลือรอดเพียงน้องชายที่เรียนตำรวจในพระนคร ทุกเดือนหมอว่านยังเขียนจดหมายส่งไปถามสารทุกข์สุกดิบน้อง เผื่อขาดเหลืออะไร ดูแลเท่าที่จะทำได้ หวังให้ดวงิญญาเพื่อนรักได้หมดห่วง กระนั้นเพราะผูกพันกันมาทั้งชีวิต พอคิดถึงก็อดสะท้อนใจไม่ได้
????