ไม่ได้พบหน้าบิดามารดาเสียนานอันซิ่วเอ๋อร์จึงมีเรื่องราวมากมายอยากเล่าไม่รู้จบจางเจิ้นอันติดธุระจึงต้องกลับไปก่อนทิ้งให้อันซิ่วเอ๋อร์อยู่ร่วมโต๊ะอาหารต่อตามลำพัง
พอเขาจากไปอันซิ่วเอ๋อร์ก็ยิ่งคุยกับเหลียงซื่อและคนในครอบครัวได้อย่างเปิดอกมากขึ้นเหลียงซื่อกุมมือนาง พลางถามไถ่ว่าเคยถูกใครรังแกที่จวนตระกูลจางบ้างหรือไม่อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกจุกในอก แต่ก็ส่ายหน้าปฏิเสธไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องราวที่ไม่สบายใจ
"ท่านแม่ยังไม่รู้อีกหรือว่าลูกเป็นคนอย่างไร?"อันซิ่วเอ๋อร์กล่าว "คนอย่างลูกทั้งว่านอนสอนง่าย ทั้งฉลาด พวกเขาจะมาหาเรื่องลูกทำไมกัน"
"นั่นสินะ"เหลียงซื่อครุ่นคิดแล้วก็เห็นจริง ในสายตาของนางลูกสาวย่อมดีพร้อมหาใครเปรียบไม่ได้ เป็นที่รักใคร่ของผู้คนอยู่แล้ว
ระหว่างที่คุยกันต่งซื่อก็ลุกไปเตรียมอาหาร อันซิ่วเอ๋อร์จึงตามไปที่ห้องครัวทั้งสองได้พูดคุยกันอย่างเปิดอกอันซิ่วเอ๋อร์ขอบคุณต่งซื่อที่ช่วยดูแลบ้านและพ่อแม่ให้ในช่วงที่ผ่านมาต่งซื่อเพียงตอบว่านั่นเป็นสิ่งที่นางควรทำอยู่แล้ว
ตอนเที่ยงคนในครอบครัวทานอาหารร่วมกัน ไม่มีคนนอกบรรยากาศจึงอบอุ่นเหมือนได้ย้อนกลับไปวันวาน
เหลียงซื่อเอ่ยกับอันซิ่วเอ๋อร์ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย"ช่วงตรุษจีน เจ้าไม่ได้อยู่บ้าน แม่กินอะไรก็ไม่อร่อยเลย"
อันซิ่วเอ๋อร์จึงกล่าวพลางยิ้ม"ถ้าอย่างนั้น เอาแบบนี้ดีไหมเจ้าคะ ลูกจะอยู่ที่นี่กับท่านแม่ไม่กลับจวนตระกูลจางแล้ว"
"พูดแบบนั้นได้อย่างไร"พออันซิ่วเอ๋อร์พูดเช่นนี้ เหลียงซื่อกลับไม่ยอม นางตำหนิว่า"พวกเราก็แค่คิดถึงเจ้า ถ้าเจ้าอยู่ที่นี่ตลอดท่านแม่สามีของเจ้าจะต้องไม่พอใจแน่ๆ"
"ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะจริงๆ แล้วท่านก็อยากให้ลูกไปๆ เสียด้วยซ้ำ" อันซิ่วเอ๋อร์เผลอหลุดปากพูดความจริง
"ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นเล่า?ท่านเขยไม่ได้บอกหรือว่าเจ้าท้องแล้ว?" เหลียงซื่อวางตะเกียบจ้องมองอันซิ่วเอ๋อร์ถาม "แม่สามีเขาไม่ได้ดีกับเจ้ารึ?"
"ลูกไม่ได้หมายความอย่างนั้นเจ้าค่ะ"อันซิ่วเอ๋อร์เห็นว่าตนเผลอพูดผิดไป จึงรีบแก้ไข "เพียงแต่จวนตระกูลจางเป็นตระกูลใหญ่ ถึงจะพักอยู่ในจวนเดียวกันพวกเราก็อยู่กันคนละเรือน ไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่แรกแล้วนอกจากตอนไปคารวะท่านแม่สามีแล้ว ลูกอยากไปไหนก็ไปได้เจ้าค่ะ"
"ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วหมั่นมาหาบ่อยๆ นะ เมื่อคืนแม่ก็คุยกับพ่อเจ้าแล้วว่าถึงตอนนั้นจะให้พี่ใหญ่กับพี่รองกลับไปก่อนส่วนแม่กับพ่อและพี่สะใภ้จะอยู่ที่นี่อีกสักพัก คอยดูแลเจ้า" เหลียงซื่อกล่าวพลางยิ้ม แล้วคีบอาหารให้อันซิ่วเอ๋อร์อีกคำ
"พวกท่านจะอยู่ที่นี่กันหมดเลยหรือเจ้าคะ?ท่านพี่บอกว่ามีธุระอยากให้พี่ใหญ่กับพี่รองช่วย" อันซิ่วเอ๋อร์ตักข้าวเข้าปากคำหนึ่งแล้วกล่าว "เขาจากบ้านมาหลายปีรอบกายก็ไม่มีคนที่ไว้ใจได้เลย"
"แต่พี่ใหญ่กับพี่รองของเจ้าก็เป็นแค่คนบ้านนอกจะไปช่วยอะไรเขาได้" เหลียงซื่อส่ายหน้าพลางกล่าว"อย่าไปสร้างความลำบากให้ลูกเขยเขาเลย"
"โธ่ท่านแม่อย่าเพิ่งดูถูกพวกพี่ๆ เลย พวกเขาไม่ธรรมดานะเจ้าคะ พี่ใหญ่มีแรงเยอะพี่รองก็ละเอียดรอบคอบ ถ้าได้ฝึกฝนดีๆ ต้องช่วยท่านพี่ได้แน่ๆ เจ้าค่ะ"
"ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี"ลึกๆ แล้ว เหลียงซื่อก็ยังหวังให้พวกเขาได้อยู่ในเมืองหลวงนี้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่ตอนสองคนตายายกลับไปหมู่บ้าน ก็จะได้มีหน้ามีตาไปด้วย
แต่นางก็รู้ดีว่าลูกชายทั้งสองของตนนั้นมีทิฐิถ้าจางเจิ้นอันใช้งานพวกเขาเพียงเพราะเห็นแก่อันซิ่วเอ๋อร์ พวกเขาคงไม่ยอมแน่ๆ
อันเถี่ยสือและอันเถี่ยมู่พี่ชายทั้งสองคนตั้งใจฟังน้องสาวกับมารดาคุยกันไม่ได้พูดแทรกอะไร พวกเขาชอบบรรยากาศแบบนี้ แต่ในใจก็กำลังครุ่นคิดตามไปด้วย
อันซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้คาดคั้นให้พวกเขาตัดสินใจทันทีเพียงแต่ยิ้มแล้วเปลี่ยนเรื่องคุย "เอาล่ะเรื่องนี้อย่าเพิ่งพูดถึงเลย รอให้ทุกอย่างลงตัวก่อน ท่านพี่จะมาคุยกับพวกพี่ๆ เองพวกเรากินข้าวก่อนดีกว่า พอกินเสร็จแล้ว จะเข้าเมืองไปเดินเที่ยวกันให้ทั่วเลยลูกรู้ด้วยนะว่าร้านไหนมีผลไม้แช่อิ่มอร่อยๆ"
"เจ้าเด็กคนนี้นี่ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ ชอบกินจริงๆ" เหลียงซื่อกล่าวพลางยิ้ม
"คนเราก็ต้องกินเพื่ออยู่สิเจ้าคะ"อันซิ่วเอ๋อร์พูดพลางหัวเราะ แล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ
"ฝีมือทำอาหารของพี่สะใภ้ดีขึ้นมากจริงๆขนาดพ่อครัวใหญ่ที่จวนตระกูลจางยังเทียบไม่ได้เลย"
พอกินอิ่มอันซิ่วเอ๋อร์ก็เอนหลังพิงเก้าอี้ ลูบท้องเบาๆ ชมฝีมือต่งซื่อ
"ก็แค่อาหารบ้านๆธรรมดา ไม่ได้อร่อยขนาดนั้นหรอก" ต่งซื่อตอบอย่างถ่อมตัว
"อร่อยมากๆ ต่างหากถ้าไม่เชื่อ ลองถามพวกเด็กๆ ดูสิ พวกเขาไม่โกหกหรอก"
อันซิ่วเอ๋อร์พูดไม่ทันขาดคำยังไม่ทันที่ต่งซื่อจะได้ถาม พวกเด็กๆ ก็พยักหน้าหงึกๆ"อื้อ อร่อยมากๆ"
"เห็นไหเล่าบอกแล้ว พี่สะใภ้นี่ถ่อมตัวเกินไปจริงๆ"
สำหรับคนทำอาหารไม่มีอะไรน่ายินดีไปกว่าการที่อาหารของตนเป็นที่ชื่นชอบพอได้ยินอันซิ่วเอ๋อร์และเด็กๆ ชมเปาะ ต่งซื่อก็อดยิ้มไม่ได้ก้มหน้าเก็บถ้วยชามตะเกียบอย่างเขินๆ เด็กหญิงทั้งสองคนก็เข้ามาช่วยอันซิ่วเอ๋อร์นั่งพักบนเก้าอี้ คุยกับพ่อเฒ่าอันและเหลียงซื่อต่อ
ล้วนเป็นคนกันเองคุยกันแต่เรื่องสัพเพเหระ เหมือนมีเรื่องให้คุยไม่รู้จบ ทำเอาอันหรงเหออยู่ไม่สุขเขานั่งกระสับกระส่ายอยู่ข้างๆ อันซิ่วเอ๋อร์ มองไปทางประตูหลังพอเห็นต่งซื่อพาต้ายาและเอ้อร์ยาออกมา เขาก็รีบลุกพรวดขึ้น พูดว่า"ท่านอาขอรับท่านอาบอกว่าจะพาพวกเราไปเที่ยวตอนบ่ายไม่ใช่หรือขอรับ"
"วางใจเถอะน่าข้าไม่ลืมหรอก" อันซิ่วเอ๋อร์หยิกแก้มป่องๆของอันหรงเบาๆ แล้วลุกขึ้น หันไปพูดกับเหลียงซื่อและพ่อเฒ่าอัน "ท่านพ่อ ท่านแม่ นานๆ จะได้มาเมืองหลวงสักทีวันนี้เราออกไปเที่ยวกันทั้งครอบครัวเลยดีไหมเจ้าคะ"
"พวกเจ้าไปกันเถอะพ่อแก่แล้ว เฝ้าบ้านอยู่นี่ดีกว่า" พ่อเฒ่าอันปฏิเสธเขาอายุมาก ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง หลังเริ่มค่อม เดินเหินก็ช้ากลัวว่าจะไปถ่วงทำให้ลูกหลานหมดสนุก
"โธ่ไปด้วยกันเถอะน่า นะเจ้าคะท่านพ่อ" อันซิ่วเอ๋อร์เดินเข้าไปหาพ่อเฒ่าอันดึงแขนเสื้อเบาๆ พลางอ้อน "พ่อไม่ไปก็ไม่สนุกสิเจ้าคะเมื่อก่อนพ่อชอบเล่าไม่ใช่หรือว่าตอนหนุ่มๆ เคยมาทำงานรับจ้างที่เมืองหมิ่นเยว่นี่ถือว่าไปรำลึกความหลังกันนะเจ้าคะ"
"เอ้า ไปก็ไป"พ่อเฒ่าอันเห็นลูกสาวอุตส่าห์ชวนจริงจัง ทั้งยังพูดถึงอดีตก็อดคิดถึงไม่ได้ สุดท้ายจึงพยักหน้าตกลง
"งั้นเราไปกันเลยเจ้าค่ะดูสิ เด็กๆ รอจนทนไม่ไหวแล้ว" อันซิ่วเอ๋อร์พูดพลางยิ้มพอทุกคนได้ยินก็มองตาม อันหรงเหอเดินไปยืนรอที่หน้าประตูแล้วส่วนต้ายากับเอ้อร์ยาก็จ้องมองมาตาแป๋วด้วยความคาดหวัง
สำหรับเด็กๆ แล้วแค่ได้ออกไปเห็นถนนหนทาง ได้เปิดหูเปิดตา แม้ไม่ได้ซื้ออะไรเลยก็ตื่นเต้นดีใจมากพอแล้ว
ในที่สุดทั้งครอบครัวก็พากันออกจากประตูอันซิ่วเอ๋อร์กับเหลียงซื่อช่วยกันประคองพ่อเฒ่าอันเดินนำหน้า ต่งซื่อกับเด็กๆเดินตามมาตรงกลาง ส่วนอันเถี่ยสือกับอันเถี่ยมู่เดินรั้งท้ายคอยระวังภัย
ครอบครัวของอันซิ่วเอ๋อร์ไม่เคยได้มาเดินเที่ยวตามถนนหนทางแบบนี้ด้วยกันมาก่อนทุกคนต่างยิ้มแย้มมีความสุข ยิ่งได้ยินเสียงเด็กๆ เจื้อยแจ้วอยู่ข้างหลังพ่อเฒ่าอันยิ่งรู้สึกตื้นตันใจ ทุกริ้วรอยบนใบหน้าคล้ายประดับไปด้วยรอยยิ้ม
"ไม่ได้มาเมืองหลวงเสียนานเมืองหลวงนี่เทียบกับเมื่อก่อนแล้วก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าไร แต่ต้นไม้ริมถนนสายนี้ดูเหมือนจะโตขึ้นมากนะ" พ่อเฒ่าอันพึมพำกับตัวเอง
"ตาแก่นี่จะไปจำอะไรได้นักหนา เมืองหลวงใหญ่โตขนาดนี้ถนนเส้นนี้อาจจะไม่ใช่เส้นที่ตาเคยอยู่ก็ได้ ใครจะไปรู้บางทีแถวนี้อาจจะไม่เคยมาเลยด้วยซ้ำ" เหลียงซื่อพูดขัดขึ้นพ่อเฒ่าอันหน้าเสียไปเล็กน้อย ก่อนจะตวาดกลับ "ยายแก่นี่!ทำไมไม่ไว้หน้าข้าบ้างเลย!"
นานๆจะเห็นพ่อเฒ่าอันกับเหลียงซื่อเถียงกันสักที อันซิ่วเอ๋อร์และคนอื่นๆได้แต่แอบอมยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร พอถูกพ่อเฒ่าอันตวาด เหลียงซื่อก็หุบปากไม่ได้ต่อปากต่อคำเขาอีก แต่เดินเป็นเพื่อนเงียบๆ ชมทิวทัศน์ในเมืองหลวงไปด้วยกัน
ถนนเส้นนี้ส่วนใหญ่เป็นย่านบ้านพักอาศัยพอเลี้ยวพ้นถนนเส้นนี้ไป ทิวทัศน์ก็พลันเปิดโล่งผู้คนบนถนนก็หนาตาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ผู้คนเดินขวักไขว่รถม้าวิ่งกันจอแจคึกคัก พ่อเฒ่าอันมองภาพตรงหน้า ตะลึงงันไปชั่วขณะ ราวกับลืมหายใจ
จู่ๆดวงตาของเขาก็ร้อนผ่าวชื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับหยาดน้ำตาที่รื้นจากดวงตาฝ้าฟาง แล้วจึงค่อยๆก้าวเดินต่อไปช้าๆ
เด็กๆที่เดินตามมาข้างหลัง ไม่เข้าใจความรู้สึกเหมือนอยู่คนละยุคสมัยของตาพวกเขามีแต่ความตื่นตาตื่นใจกับถนนที่คึกคักตรงหน้าใจจริงอยากจะวิ่งออกไปสำรวจถนนทันที แต่เพราะยังไม่คุ้นเคยกับสถานที่จึงได้แต่ข่มใจไว้ ไม่กล้าวิ่งเล่นซุกซนไปตามลำพัง
"ไม่ได้มาเห็นเมืองหลวงเสียนานเหลือเกิน"พ่อเฒ่าอันพึมพำเสียงเบา ทุ้มต่ำและแหบพร่าเล็กน้อย "พ่อไม่เคยคิดเลย ว่าชีวิตนี้จะได้กลับมาเหยียบเมืองหลวงอีกครั้ง...แค่นี้ตายไปก็ไม่เสียดายชีวิตแล้ว"
"ท่านพ่อ!พูดจาไม่เป็นมงคลแบบนี้ทำไมเจ้าคะ!" อันซิ่วเอ๋อร์ปรามบิดาด้วยสายตา"เมืองหลวงมีอะไรกันนักหนา ขอแค่พ่อสุขภาพแข็งแรงวันหน้าพวกเราจะพาพ่อมาเที่ยวอีกบ่อยๆ ก็ได้"
"เมืองหลวง...พ่อไม่กล้าคิดหรอก สังขารแก่ๆ ของพ่อ ทนเดินทางเหนื่อยๆ ไม่ไหวแล้ว" พ่อเฒ่าอันโบกมือปฏิเสธ
เหลียงซื่อเสริมขึ้นพลางถอนหายใจ"ร่างกายพ่อเจ้าน่ะ แต่ก่อนไม่ได้เป็นแบบนี้แค่เดินทางจากบ้านนอกมาเมืองหลวงคราวนี้ ก็ทำเอาเขาเหนื่อยแทบแย่แล้ว"
"เฮ้อ..."
อันซิ่วเอ๋อร์ถอนหายใจแผ่วเบามองบิดาแล้วพลันรู้สึกปวดใจ ร่างกายเขาดูทรุดลงไปทุกปี แผ่นหลังที่เคยตั้งตรงบัดนี้กลับงองุ้ม หน้าอกที่เคยแข็งแรง บัดนี้แค่แบกฟืนสักมัดก็คงเหนื่อยหอบการเคลื่อนไหวที่เคยคล่องแคล่วว่องไว บัดนี้เดินไม่กี่ก้าวก็เริ่มหายใจหอบเสียแล้ว
พ่อเฒ่าอันเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้ลูกสาวอันซิ่วเอ๋อร์ต้องพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ นางประคองบิดาเดินชมถนนไปอย่างช้าๆพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ไม่ต้องรีบร้อนเจ้าค่ะเรามีเวลา ค่อยๆ เดินชมไปนะเจ้าคะ อยากได้อะไรก็บอกลูก เดี๋ยวลูกซื้อให้"
"เจ้านี่นะพวกเราแค่ออกมาเดินเล่น ดูความคึกคักก็พอแล้ว ไม่ต้องซื้ออะไรหรอก" เหลียงซื่อพูดเสริมขึ้น "แค่ได้มาเดินบนถนนกว้างๆคึกคักแบบนี้พร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว แค่นี้แม่ก็ไม่เคยกล้าฝันถึงมาก่อนแล้ว"
"แค่นี้เองเจ้าค่ะถ้าอย่างนั้นเอาแบบนี้ดีไหม ช่วงนี้เราออกมาเดินเล่นกันทุกวันเลยให้ท่านพ่อท่านแม่เดินจนเบื่อไปเลย" อันซิ่วเอ๋อร์พูดพลางยิ้ม
เหลียงซื่อหัวเราะ"ถ้าอย่างนั้น พ่อเจ้าคงแย่แน่ๆ"
"ก็นั่งเกี้ยวสิเจ้าคะ"อันซิ่วเอ๋อร์พูด แล้วก้มลงถามพ่อเฒ่าอัน "ท่านพ่อ จะให้ลูกเรียกเกี้ยวให้ไหมเจ้าคะ?"
"ไม่ต้องหรอก"พ่อเฒ่าอันโบกมือ "พ่อเดินไปกับพวกเจ้าแบบนี้สบายใจดี นั่งเกี้ยวไปก็ไม่สนุกเท่า"
"ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจพ่อเจ้าค่ะ"เมื่อเขาพูดเช่นนี้ อันซิ่วเอ๋อร์ก็ไม่คะยั้นคะยอต่อ
จริงๆแล้วจางเจิ้นอันเตรียมรถม้าไว้ให้แล้วแต่เพราะอันซิ่วเอ๋อร์อยากเดินเที่ยวกับครอบครัวมากกว่าตอนออกจากประตูจึงไม่ได้ใช้รถม้า เพียงแต่ตอนนี้นางก็อดกังวลไม่ได้ว่าร่างกายของบิดาจะทนเดินนานๆ ไม่ไหว