ตามจิตสำนึกของมนุษย์ เมื่อเคยกระทำความผิดพลาดครั้งใหญ่ผู้แยกแยะชั่วดีจะไม่ยอมประพฤติผิดอีก! เป็ครั้งที่สอง หลี่ถิงถิงก็เช่นกันจะไม่เลือกเดินเส้นทางเดิมอีกแล้ว...
เมืองเทียนสุ่ย
ตลาดกลางเมืองเสียงแม่ค้าพ่อขายแข่งกันเรียกลูกค้ากันจ้าระหวั่น ความคึกคักผู้คนพลุ่งพล่านออกจากบ้านเรือนจับจ่ายใช้สอยแทบตลอดเวลาใน่กลางวันที่นี่คือเทียนสุ่ยเป็ชื่อเมืองหนึ่งของแคว้นต้าเสี่ยนตั้งอยู่ถัดจากเมืองชายแดนทิศใต้ห่างจากเมืองหลวงวัดจากระยะทางเดินเท้าสิบห้าวัน
ชาวเมืองเทียนสุ่ยส่วนมากประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็หลักการปกครองแยกย่อยสามอำเภอ สิบห้าหมู่บ้าน ทั้งนี้เมืองเทียนสุ่ยที่มีแม่น้ำผ่ากลางเมืองกลายเป็จุดการค้าทางน้ำทำให้ตลาดกลางเมืองมีเหล่าบรรดาผู้คนต่างถิ่นมาเที่ยวชมมากหน้าหลายตา
กลุ่มบุรุษราวสิบกว่าคนกำลังเดินแหวกผู้คนมุ่งหน้าไปท่าเรือหนึ่งในนั้นสวมอาภรณ์ผ้าไหมสีม่วงปักดิ้นเงินลวดลายเมฆา สีม่วงสีประจำเชื้อพระวงศ์สีต้องห้ามสำหรับแคว้นต้าเสี่ยน
ฉะนั้นผู้คนจึงหลีกทางให้กลุ่มคนผู้นี้เดินได้สะดวกบุรุษใบหน้าหล่อเหลาทว่าเ็าและดูดุดันไม่น่าเข้าหา รูปร่างสูงใหญ่กำยำล่ำสันองอาจน่าเกรงขามยิ่งนักสามัญชนทั่วไปมองปราดเดียวย่อมดูออกว่าเขาเป็เชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์
“ท่านอ๋อง! เรือจวิ้นอ๋องจอดรออยู่ท่าเรือด้านหน้าพ่ะย่ะค่ะ”
บุรุษสวมใส่ชุดองครักษ์ก้าวประชิดโน้มกายกระซิบบอกผู้เป็นาย
“ฮึ”บุรุษในอาภรณ์สีม่วงแค่นเสียงเ็าหนึ่งคำรบ “เขาจะมาไม้ไหนอีกหาคนหนุน่ชิงบัลลังก์รึ...ความกล้านี้เทียมฟ้าเสียจริง” ใบหน้าเกรี้ยวกราดแต่แววตาแฝงไปด้วยความสนุกสนานน้ำเสียงยามเอ่ยฟังออกถึงความเยาะหยัน
“ข้าถูกมองเป็สะพานั้แ่เมื่อใดกัน”สิ้นวาจาก็กวาดสายตาไปรอบด้านตามความเคยชินทว่าคราวนี้สายตาอันคมกริบหยุดอยู่ตรงดรุณีน้อยนางหนึ่ง หากมองจากที่ไกลๆจะเห็นว่านางนั่งนิ่งบนม้าหินชมทิวทัศน์ริมแม่น้ำ
บุรุษที่สวมชุดองครักษ์มองตามสายตาผู้เป็นาย“ท่านอ๋องรู้จักหรือพ่ะย่ะค่ะ” เนิ่นนานแล้วที่ไม่เห็นเ้านายมองสตรีใดความสงสัยทำให้อดเอ่ยคำถามไม่ได้
บุรุษสวมอาภรณ์ผ้าไหมสีม่วงพ่นลมหายใจแรงๆหนึ่งครั้ง “เพียงคุ้นหน้า คล้ายเคยเห็นมาก่อน” คำตอบกำกวม “ไปกันเถอะดูสิว่าจวิ้นอ๋องมีอะไรน่าสนใจ”
บุรุษกลุ่มนั้นละสายตาจากดรุณีน้อยแล้วเดินจากไปจนไม่เห็นแม้เงาทว่าจังหวะหนึ่งบุรุษในอาภรณ์ผ้าไหมสีม่วงกลับหันหลังทอดสายตาที่อ่านยากเพ่งมองนางอีกรอบอยู่สองอึดใจค่อยย่ำเท้าก้าวขึ้นเรือสำราญลำใหญ่
อีกด้านมุมหนึ่งดรุณีน้อยนั่งเหม่อลอยทอดสายตามองผิวน้ำกระเพื่อมข้างแม่น้ำร่วมครึ่งชั่วยามแล้วท่าทางกำลังจมดิ่งสู่ภวังค์ห้วงคิดหนักใบหน้าเกลี้ยงเกลาของนางเจือแววหลากหลายอารมณ์ เดี๋ยวบูดบึ้ง เดี๋ยวยิ้มแหย่เดี๋ยวหัวเราะ หากคนแถวนั้นไม่รู้จักคงคิดว่าเด็กสาวผู้นี้เป็บ้าสติฟั่นเฟือนแน่แท้
“ขะ...ข้ามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรข้าตายแล้วไม่ใช่หรือ” นางพูดพึมพำกับตัวเอง ดูเหมือนละเมอเพ้อพกอยู่บ้างซ้ำก้มมองมือเรียวเล็กรอบแล้วรอบเล่าด้วยใบหน้าตื่นตะลึงคล้ายไม่อยากจะเชื่อ
“ข้าถูกคนของทางการที่ปลอมตัวเป็โจรสังหารอย่างเืเย็นไม่ใช่หรือ...เลี่ยเอ๋อร์ของข้าเล่า”
ยิ่งนั่งนานคำพูดแปลกๆหลุดออกมาไม่หยุดหย่อน “เลี่ยเอ๋อร์ของแม่” ปากสั่นระริกจนต้องยกมือขึ้นปิดปาก พยายามปิดกั้นเสียงร่ำไห้เพื่อไม่ให้ผู้คนรอบกายใ
“อาถิงเป็อะไรไป”ห่างจากจุดที่เด็กสาวนั่งอยู่ไม่ไกลนัก พ่อค้าเกี๊ยวน้ำเ้าประจำของคนที่ยังไม่ได้สติสังเกตนางมาระยะหนึ่งแล้วพลันเอ่ยถามกับภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่กำลังเช็ดโต๊ะอยู่
ฝ่ายภรรยาหยัดยืนแล้วทอดสายตามองเด็กสาวด้วยใบหน้าฉายแววหนักใจ“คงเหนื่อย” น้ำเสียงแสดงถึงความรู้สึกขุ่นมัว พริบตาต่อมาดวงตาพลันแข็งกร้าว“พวกบ้านเหนียนต้องใช้งานอาถิงหนักเป็แน่” ความไม่พอใจได้ล้นทะลักออกมา “อย่าหาว่าข้าพูดพล่อยๆเลยนะตาเฒ่า” นางหันหน้าเตรียมท่าบ่นยาวกับสามี
“บ้านเหนียนปากบอกรับอาถิงเป็ลูกบุญธรรมเลี้ยงดูอย่างดีเพื่อเป็ฮูหยินลูกชายพวกมันวันข้างหน้า แต่เ้าดูสิ! ใช้งานอาถิงจนไม่มีเวลากินข้าว” ยิ่งพูดความหงุดหงิดยิ่งเพิ่มทวี
“ตื่นแต่เช้ามืดทำงานตัวเป็เกลียว น้ำข้าวได้กินบ้างหรือไม่ก็ไม่รู้”แม่ค้าขายเกี๊ยวน้ำถอนหายใจเวทนา“ในเมืองเทียนสุ่ยไม่มีใครน่าสงสารเท่าอาถิงอีกแล้ว”
ผู้คนละแวกนั้นกล่าวถึงอาถิงส่วนอาถิงรับรู้ไหม ไม่เลยนางไม่รับรู้เสียงภายนอกใดๆ ทั้งสิ้นนั่งหลังงองุ้มจมจ่อทบทวนภาพจำต่างๆ เื่ราวในอดีต “ข้าเกิดใหม่จริงด้วย”หลังจากหยิกแขนแล้วรู้สึกเจ็บอยู่หลายครั้งถกเถียงกับตนเองราวครึ่งชั่วยามว่ามิได้ฝันไป ‘หลี่ถิงถิง’ สรุปได้ว่านางย้อนกลับมา่อายุสิบสามปี อีกหน
“์เมตตาข้ารึ”หัวเราะในลำคอทว่าสีหน้าย่ำแย่ขมขื่นมิได้มีความสุขหรือดีใจแม้แต่น้อย
หลี่ถิงถิงมีชะตาชีวิตตกระกำลำบากอายุเจ็ดขวบบิดามารดาสิ้นใจตายเพราะโจรปล้นจากนั้นนางถูกเพื่อนบ้านสกุลเหนียนรับเลี้ยงไว้อ้างเพื่อเป็ฮูหยินให้บุตรชายคนเดียวของพวกเขานางโยกย้ายไปอาศัยบ้านสกุลเหนียน ซาบซึ้งในน้ำใจสองสามีภรรยาแซ่เหนียนที่ให้ข้าวกินให้น้ำดื่มทว่าก่อนตายในกองเพลิงนางได้รู้ความลับหนึ่งช่างน่าสมเพชที่แท้บ้านเหนียนก็รับเลี้ยงนางเพราะทรัพย์สมบัติ
หลี่ถิงถิงนั่งรำลึกความหลังชาติก่อนไล่เรียงั้แ่จำความได้จนถึงวาระสุดท้ายภาพกองเพลิงสีส้มที่ลุกโชนเผาไหม้คนทั้งหมู่บ้านที่ถูกสังหารอย่างเืเย็นเืสดๆ ไหลนองปานแม่น้ำหนึ่งสาย กลิ่นคาวเือันเข้มข้นโชยไปตามอากาศ
บุตรชายนามว่าเหนียนเลี่ยเขาบริสุทธิ์ผุดผ่องเกิดมามองโลกเพียงสองฤดูหนาวแต่ต้องมาตายเพราะน้ำมือของผู้เป็พ่อ‘เหนียนซูหยวน’ความมักใหญ่ใฝ่สูงของเ้าช่างน่าสะพรึงกลัวพอชื่ออดีตสามีเมื่อชาติก่อนผุดขึ้นมาในห้วงความคิดมือเล็กทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเืหลังมือปูดโปนความเคียดแค้นปะทุในหัวอกระบายได้เพียงหลั่งน้ำตาเงียบๆ
“เ้าอยากบินขึ้นสูงอยากเป็เชื้อพระวงศ์แต่ทำไมต้องสังหารคนข้างหลังด้วย...เลี่ยเอ๋อร์เกิดมายังไม่เคยเห็นพ่อสักครั้งเ้ายังฆ่าได้!” ความเกลียดชังที่อดกลั้นไว้ก็พรั่งพรูออกมาจากใจ นางพึมพำลำพังคล้ายคนเสียสติสามีในชาติก่อนของนางเป็บัณฑิตเดินทางไปสอบเคอจวี่[1]ที่เมืองหลวง
ข่าวคราวหายไปสามปีหลี่ถิงถิงที่อยู่ทางบ้านนอกทำงานงกๆ คอยส่งเบี้ยให้เขา ลูกก็ต้องเลี้ยงพ่อแม่สามีก็ต้องปรนนิบัติดูแลเหนื่อยสายตัวแทบขาดทว่าความหวังที่สามีจะส่งรถม้ามารับครอบครัวไปใช้ชีวิตที่เมืองหลวงทำให้หลี่ถิงถิงลุกขึ้นสู้
แต่ใครจะรู้เล่า...เหนียนซูหยวนสอบติดบัณฑิตทั่นฮวาั้แ่ปีแรกแต่ไม่ยอมบอกข่าวดีกับครอบครัวหนำซ้ำยังหมั้นหมายกับองค์หญิงใหญ่แห่งราชวงศ์โอวหยาง
เหนียนซูหยวนที่กำลังจะอภิเษกกลายเป็ฟู่หม่า[2] หากทางราชวงศ์รู้ว่าเขาเคยแต่งงานซ้ำร้ายมีบุตรอายุสองขวบมีหวังพังทลายโดนโทษตัดหัวเสียบประจานฐานหลอกลวงเบื้องสูง
และดูเหมือน์จะเข้าข้างบุรุษแซ่เหนียนองค์หญิงใหญ่โอวหยางจีเยว่ พระธิดาพระองค์เดียวในเกาฮองเฮาหลงรักบัณฑิตทั่นฮวาสกุลเหนียนหัวปักหัวปำลงทุนวางแผนฆ่าล้างบางชาวบ้านหมู่บ้านหลี่เชี่ยนจนสิ้นซากเพื่อสร้างปูมหลังให้ราชบุตรเขยมีฐานะสูงส่ง
หนึ่งร้อยสามสิบชีวิตดังขยะไร้ค่ามอดไหม้วอดวายเพียงคืนเดียว
นึกคิดแล้วยิ่งเจ็บแค้นทว่าตอนนี้เหตุการณ์เลวร้ายเ่าั้ยังไม่เกิดขึ้น ในเมื่อเง๊กเซียนประทานโอกาสให้อีกครั้งชาตินี้หลี่ถิงถิงทบทวนไตร่ตรองวางแผน ‘ลมเปลี่ยนทิศ’อันไหนความแค้นนางจะสนองคืน อันไหนที่ยังไม่ก่อไฟแค้นนางก็จะชิงดับั้แ่ต้นลม
[1] การสอบเคอจวี่คือระบบการสอบคัดเลือกขุนนางที่ทางราชสำนักจัดขึ้นโดยจะประเมินทั้งความรู้และคุณธรรมของผู้เข้าสอบต้องระดับขั้นจิ้นซื่อ (บัณฑิตชั้นสูง)การสอบสาขาสุดท้ายในระบบเคอจวี่ คัดเลือกข้าราชการซึ่งเป็ขั้นที่ยากที่สุด
[2] ราชบุตรเขย