พิธีการคัดเลือก“หลวนถง” หรือชายบำเรอขององค์จักรพรรดินีนั้น จะจัดขึ้นใน่ต้นฤดูหนาวของทุกปี เพื่อสรรหาบุรุษผู้เพียบพร้อมทั้งความสามารถและรูปโฉมไว้อุ่นเตียงจักรพรรดินีได้ทันก่อนฤดูหนาวจะมาเยือน
รถม้าของจวนแม่ทัพหลี่แล่นมาจนถึงหน้าประตูกรมพิธีการฝ่ายในซึ่งตั้งอยู่ประตูทิศตะวันตกของพระราชวัง
เฉินเฉิงก้าวลงจากรถม้าอาภรณ์สีขาวปลิวสะบัดตามแรงลม ตะวันยามเช้าส่งแสงลงกระทบเรือนกายบุรุษ ขับเน้นให้ความผุดผ่องของเขาเจิดจ้ามากขึ้นทำให้ทั้งบุรุษแลสตรีที่อยู่ในบริเวณต่างนั้นหันมองเขาเป็จุดเดียว
เขาไม่สนใจกับแววตาของผู้คนเ่าั้เฉินเฉิงเงยขึ้นมองกำแพงวังรู้สึกสายตาพร่าเลือนขึ้นมาชั่วขณะจึงรีบกะพริบตาไล่หยาดน้ำออกจากตา
พระราชวังอาจจะเป็ที่น่าเกรงขามสำหรับคนอื่นแต่สำหรับเขามันคือ บ้าน ที่ที่เขาเกิดและเติบโตขึ้น เขาคล้ายกลับคนที่ถูกบังคับให้เดินทางจากบ้านไปแสนไกล....แต่แล้วในที่สุดวันหนึ่งเขาก็ได้กลับมาบ้านอีกครั้ง
การกลับวังหลวงในครั้งนี้เขารู้สึกซึ้งใจในความภักดีของแม่ทัพหลี่ยิ่งนัก เพราะนอกจากจะจ่ายทองคำแท่งให้เจียวมี่ถึงสิบแท่งตามที่นางเรียกร้องแม่ทัพหลี่ยังร่างหนังสือรับรองความเป็เครือญาติให้เขาเพื่อนำมาเป็หลักฐานใช้ในการสมัครรับการคัดเลือกหลวนถงอีกทั้ง ยังให้อัฐติดตัวเขาสำหรับใช้สอยไม่น้อย
“คุณชาย...ห่อผ้าขอรับ”
พ่อประจำจวนแม่ทัพประคองห่อผ้าส่งให้เฉินเฉิงอย่างนอบน้อมหลังจากที่แม่ทัพหลี่ประกาศต่อทุกคนในจวนว่าเฉินเฉิงคือหลานชายห่าง ๆ ที่พลัดพรากกันมานานเขาก็ปฏิบัติดูแลหลานชายท่านแม่ทัพเป็อย่างดี
เฉินเฉิงรับห่อผ้ามาถือไว้ในมือแล้วเชิดหน้าขึ้นกำลังจะก้าวออกไป แต่แล้วเขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้ จึงหันกลับมาโค้งให้ผู้าุโเล็กน้อยแล้วเอ่ยอย่างเก้อเขินว่า
“ขอบคุณท่านลุง”
เขาเอ่ยขอบคุณข้ารับใช้เป็ครั้งแรกจึงรู้สึกกระดากอย่างไรพิกลเพราะเมื่อครั้งที่เป็ฮ่องเต้เขาไม่เคยพูดขอบคุณกับข้ารับใช้นับพันเ่าั้เลยไม่ว่าจะเป็ทหารขันที หรือนางกำนัล
“ไม่เป็ไรขอรับขอให้ให้คุณชายโชคดีนะขอรับ”
ชายชรากล่าวอย่างยิ้มแย้มก่อนขึ้นประจำที่ด้านหน้ารถม้า แล้วจากไปทิ้งเฉินเฉิงที่ยืนยิ้มน้อย ๆไว้เื้ั เขารู้สึกชุ่มชื่นความใจแปลก ๆบางทีถ้อยคำเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เรารู้สึกดีได้
พลั๊ก!
ตุบ !
ไหล่ของเฉินเฉิงถูกกระแทกอย่างแรงห่อผ้าร่วงหล่นลงพื้น เขากำลังจะอ้าปากต่อความกับบุรุษในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มแต่คนผู้นั้นกลับเป็ฝ่ายตะคอกใส่เขาก่อนว่า
“ตาบอดหรืออย่างไรถึงไม่เห็นข้าเดินมา”
“ท่านนะสิตาบอดข้ายืนอยู่ของข้าดี ๆ ท่านเป็ฝ่ายเดินเข้ามาชน”
เฉินเฉิงเชิดหน้าขึ้นโต้เถียงอีกฝ่ายศักดิ์ศรีฮ่องเต้เช่นเขาลบหลู่ได้รึ
“เ้าเห็นหรือไม่ว่าข้าเดินชนเ้าหน้าอ่อนนี่”
บุรุษในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มหันไปถามเด็กรับใช้ข้ากาย
เด็กรับใช้ที่ถือห่อผ้าให้คุณชายตนหลบตาเฉินเฉิงแล้วรีบตอบว่า
“ไม่ขอรับนายน้อยไม่เดินชนขอรับ เป็คนผู้นั้นขืนขวางทางแล้วทำให้ชนนายน้อยขอรับ"
“พวกเ้ากล้ากลับดำเป็ขาวต่อหน้าผู้คนได้อย่างไร”
เฉินเฉิงจ้องตาบุรุษที่ถูกเรียกว่านายน้อยอย่างไม่เกรงกลัว
“ทำไม... เ้าจะทำไม...”
บุรุษในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มเดินเข้าหาเฉินเฉิงอย่างคุกคาม
แล้วชายหนุ่มผู้หนึ่งที่เห็นเหตุการณ์ั้แ่ตั้งจนจบก็รีบมาดึงเฉินเฉิงให้ถอยห่างออก แล้วหันไปคารวะบุรุษในอาภรณ์สีน้ำเงินอย่างนอบน้อม
“คุณชายต้าเย่ว์โปรดระงับโทสะด้วย สหายของข้าคงจะตาบอดจริง ๆ เพราะไม่ทราบว่าท่านเป็ถึงบุตรของท่านราชครู ข้าขออภัยคุณชายแทนสหายของข้าด้วย”
บุรุษแปลกหน้าผู้นั้นประสานมือโค้งลงยิ้มอย่างเป็มิตร
ถึงต้าเย่ว์แม้อยากจะกลั่นแกล้งบุรุษหน้าอ่อนผู้นี้อีกสักหน่อยเพราะรู้สึกไม่ชอบใจที่อีกฝ่ายมีรูปโฉมงดงามดึงดูดสายตาผู้คนมากกว่าเขา แต่ก็ต้องยอมตัดใจเพราะบัดนี้ผู้คนรอบข้างต่างหันมาสนใจพวกเขากันหมดแล้วหากเกิดเื่ขึ้นมาจริง ๆ เกรงว่าจะเป็ที่วิพากษ์วิจารณ์ไปถึงหูบิดาเขาแน่ ๆ
“ได้ข้าจะยกโทษให้พวกเ้าครั้งหนึ่งก็แล้วกัน”
“ยกโทษ...อึก... อัก”
เฉินเฉิงกำลังจะอ้าปากโต้เถียงแต่กลับถูกปิดปากไว้ไม่ให้พูดโดยบุรุษแปลกหน้าผู้นั้นเขากล่าวกับคุณชายวางอำนาจผู้นั้นอย่างนอบน้อมว่า
“ขอบใจน้ำใจคุณชายมาก”
ต้าเย่ว์ยิ้มอย่างพอใจแล้วสะบัดแขนเสื้อเดินเข้าประตูกรมพิธีการฝ่ายในเข้าไป
เมื่อบุตรราชครูเดินห่างออกไปแล้วบุรุษแปลกหน้าจึงปล่อยมือจากปากของเฉินเฉิง
“เราไม่ผิดเหตุใดเราต้องไปขอโทษคนอันฒพาลเช่นนั้นด้วยเล่า”
เขาโวยวายจนใบหน้าแดงก่ำ
“เื่เล็กน้อยเช่นนี้ท่านอย่าทำให้เสียการใหญ่เลยนะ”
บุรุษแปลกหน้าผู้นั้นหยิบห่อผ้าจากพื้นส่งคืนให้เฉินเฉิง จากนั้นก็กล่าวต่อไปว่า “เพราะอันฒพาลที่ท่านเอ่ยถึงคือ บุตรของราชครูต้าเว่ย ขุนนางขั้นสามในราชสำนักหากเ้ามีเื่กับเขาเกรงว่าเื่ราวจะไม่จบง่าย ๆ”
เฉินเฉิงได้ยินดังนั้นก็พอจะสงบสติอารมณ์ลงได้บ้างแล้วตระหนักถึงสภาพของตนเองในตอนนี้ว่าเป็เพียงหลานนอกไส้ของแม่ทัพที่ไม่มีกำลังทหารในมือแม้แต่น้อยเห็นได้ชัดว่าจต่อกรกับอำนาจขุนนางขั้นสามไม่ได้แน่ ๆ
“ขอบใจท่านมากที่เตือนสติข้า”
ชายแปลกหน้าผู้นั้นฉีกยิ้มกว้างอย่างจริงใจแล้วเอ่ยว่า
“เื่เล็กน้อยเท่านั้นท่านกับข้ามาที่นี่เพื่อสมัครเป็หลวนถงเช่นกัน ก็นับว่าเป็สหายร่วมอุดมการณ์ข้าชื่อ ซื่อิ เป็บุตรชายคนสุดท้องของตระกูลซื่อ แล้วท่านเล่ามีนามว่าอะไร”
ซื่อิสวมอาภรณ์สีฟ้าสว่างไสวรับกับใบหน้าเ้าสำราญแม้รูปโฉมจะไม่งดงามเท่ากับเฉินเฉิง แต่ใบหน้าที่แต้มรอยยิ้มตลอดเวลาของเขานั้นก็โยกคลอนหัวใจสตรีให้หวั่นไหวได้ไม่น้อย
“ข้านามว่าเฉินเฉิง เป็หลานชายห่าง ๆ ของท่านแม่ทัพหลี่”
เฉินเฉิงประสานมือแนะนำตนเองอย่างเป็พิธีการซื่อิมองดูเขาอย่างสนใจ จากนั้นก็สนทนากันประโยคสองประโยคขณะที่เดินเข้าสู่ประตูกรมพิธีการ
....................................................................