บทที่ 12
เก็บเกี่ยวผลกำไร!
“นี่...”
“เป็ไปได้ยังไง?”
“ฉู่ซิว ขอบเขตกงล้อสมุทรระดับสี่ ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเขาเป็ฝ่ายไล่ต้อนเฉินอวิ๋นเฟยได้ล่ะ? แถมยังไล่ต้อนจนอีกฝ่ายไม่มีทางสู้ด้วย”
“ถ้าไม่ใช่เพราะเฉินอวิ๋นเฟยตายไปแล้ว ข้ายังสงสัยอยู่เลยว่าเขาแกล้งแพ้หรือเปล่า?”
ถูกต้องแล้ว ตอนนี้จากมุมมองของผู้ชม ฉู่ซิวั้แ่เริ่มลงมือก็ได้กดขี่เฉินอวิ๋นเฟยจนอีกฝ่ายไร้ทางสู้
แท้จริงแล้วไม่ได้เป็เช่นนั้นเลย ต้องโทษที่เฉินอวิ๋นเฟยพูดมากและมั่นใจเกินไป จึงถูกฉู่ซิวฉวยโอกาสลงมือก่อน ชุดท่าโจมตีระลอกหนึ่งผ่านไป เขาก็ต้านทานไว้ไม่อยู่แล้วจะเอาอะไรมาสู้ต่ออีก
ภายหลังความเงียบงันนั้น ก็คือความโกลาหลดี ๆ นี่เอง
เหล่าเซียนพนันที่แออัดกันเต็มพื้นแทบจะมึนงงไปตามๆกัน บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยเสียงคร่ำครวญโหยหวน อลหม่านราวกับไก่ในเล้า
“ข้าแพ้อีกแล้ว ครั้งนี้แม้แต่ทรัพสินของครอบครัวก็หมดสิ้น ข้าไม่น่าเล่นพนันเลย”
“โอ๊ย ข้าเพิ่งจะยืมหินิญญามาหนึ่งหมื่น กลับสูญเปล่าอย่างนั้นหรือ? บ้าชิบ !”
“ไอ้เฉินอวิ๋นเฟยนี่ช่างไร้ความสามารถสิ้นดี เอาของวิเศษของข้าคืนมา!”
“ฉู่ซิว! ไอ้ตัวดี!แกล้งทำเป็หมูมากินเสือ ข้าสงสัยว่ามันแอบซ่อนการฝึกตนเอาไว้แน่!”
“น่าแค้นใจยิ่งนัก!”
“หากข้าเดิมพันอีก ข้าก็ขอเป็หมาเสียดีกว่า!”
ผู้คนนับหมื่นร้องโหยหวนคร่ำครวญ ตีอกชกหัวกันลั่น แต่ละคนหัวเสียกันอย่างมากกับการสูญเสียในครั้งนี้
เถาเหยาสีหน้ายินดี นางพาฉู่ซิวลอยขึ้นไปที่แท่นของศิษย์สายตรง
“ศิษยพี่เก่งจริง ๆ”
“แค่การประลองของผู้บำเพ็ญ ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงหรอก… ” ฉู่ซิวสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความสุขหรือความทุกข์ใด ๆ
คนอย่างเขานั้น เขาจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าตนได้ฆ่าคนไปมากเท่าใด? เพียงแค่ขอบเขตเสินเฉียวระดับหนึ่ง จะไปทำให้เขาตื่นเต้นได้อย่างไรเล่า?
เจียนหลิงอวิ๋นสีหน้าบึ้งตึง เพราะการประลองครั้งนี้ทำให้เขาสูญเสียอย่างหนัก เขาเหลียวมองฉู่ซิวอย่างพินิจ แล้วโบกแขนเสื้อแล้วปรากฎแสงสีฟ้าก่อนจะวูบหายไป
เขาไม่คิดจะข่มขู่ฉู่ซิวด้วยคำพูดโหดร้าย มีเพียงผู้ที่อ่อนแอเท่านั้นที่จะพูดข่มขู่เขา และแน่นอนว่าเจียนหลิงอวิ๋นมิใช่ผู้ที่อ่อนแอ
ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง เสียใจ อาฆาต พยาบาท อิจฉา ที่จ้องมองมายังฉู่ซิวเป็หมื่นคู่ ฉู่ซิวได้แต่ยิ้มอย่างร่าเริง เริ่มเก็บของรางวัลที่กองท่วมราวกับูเา
“โอ้!”
ฉู่ซิวทันใดนั้นก็ร้องใ อีกครั้งที่ดึงสายตาลูกศิษย์ทั้งหลายที่เพิ่งจะละสายตาไปกลับคืนมาอีกครั้ง
“ถุงเก็บของของข้าพื้นที่เต็มซะแล้ว ศิษย์น้องเ้าพอจะมีที่ว่างเหลือไหม?”
เถาเหยาไหวมือข้างหนึ่ง ถุงเก็บของสีแดงอันวิจิตรบรรจงใบหนึ่งเหินไปหาฉู่ซิว ฉู่ซิวยกมือรับ ครานั้นเองที่พลังิญญาหลั่งไหลเข้ามา เพียงไม่กี่ลมหายใจเขาก็หลอมรวมมัน
‘ว้าว! ถุงเก็บของที่ข้าใช้อยู่ขณะนี้ มีพื้นที่น้อยกว่าถุงเก็บของที่เถาเหยาให้ถึงสี่เท่าเชียวรึ?’
“ขอบใจเ้ามากนะศิษย์น้อง”
“ศิษย์พี่ ท่านใช้ไปเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ!” เถาเหยายิ้มหวาน แก้มงามปรากฏรอยบุ๋มเล็กน้อย
ฉู่ซิวเก็บของมีค่า มูลค่าหนึ่งล้านก้อนหินิญญาทั้งหมดเข้าไปในถุงเก็บของมือขวาถือโอสถศักดิ์สิทธิ์ระดับเจ็ด เสียงดังก้อง “ยังมีศิษย์คนใดที่้าจะเดิมพันกับข้าอีกหรือไม่?”
“โอสถศักดิ์สิทธิ์ ระดับสูงที่หอมกรุ่นขนาดนี้ ทุกคนไม่อยากได้แล้วหรือ?” เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าศิษย์ที่หมดตัวไปแล้ว ต่างก็แสดงสีหน้าที่ใ
อยากจะบ้าตาย!
เหล่าบรรดาศิษย์ทั้งหลายที่แพ้พนันต่างก็ทำหน้าทำตาบ่นกันระงม
‘หึ! ทำตัวให้มันเหมือนคนหน่อยเถิด’
‘เ้ามิได้มาประลอง แต่เ้ามาเพื่อกวาดล้างของพวกข้าต่างหาก’
“โอ๊ะ! หากเป็เช่นนั้น ข้าจะไปแล้วนะ?”
ฉู่ซิวดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว เรือบินขนาดเท่าฝ่ามือก็ปรากฏขึ้น ขยายใหญ่ออกเมื่อเจอลม กลายเป็เรือบินลำเล็กยาวไม่กี่จั้ง ลอยตัวอยู่เบื้องบน
“ข้าจะไปจริง ๆ แล้วนะ สหายเต๋าทั้งหลาย?” ฉู่ซิวะโขึ้นเรือบิน แต่ก็ยังมิวาย โผล่หัวออกมาอีกครั้ง พร้อมรอยยิ้มอันอบอุ่น
“พูดจริง ๆนะ ข้าจะไปจริง ๆ แล้วนะทุกคน…”
[ติ๊ง นายท่านช่างชั่วร้ายและเลวทรามเสียจริง! สมกับเป็ตัวร้ายโดยกำเนิด รับรางวัลคะแนนสะสม 200 แต้ม]
“ไอ้เวรเอ้ย รีบไปให้พ้นๆหน้าข้าเลยไป!”
“ข้าไม่อยากเห็นหน้าเ้าอีก”
“ทุกครั้งที่ข้าเห็นเ้า ข้าก็นึกถึงหินิญญาสามหมื่นก้อนที่สูญเสียไปของข้า!”เหล่าศิษย์ทั้งหลายจ้องมองฉู่ซิวด้วยดวงตาแดงก่ำเพราะความโกรธ
‘เกลียดมันยิ่งนัก ไอ้ขยะนี่!’
“พวกเ้าเกลียดชังข้ามากนักหรือ? หากที่นี่มิใช่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ พวกเ้าคงกรูกันเข้ามาสังหารและแย่งชิงสมบัติแล้วล่ะ!”
บนแท่นสูง เจตนาสังหารแผ่กระจายราวกับพายุหมุนที่พร้อมจะฉีกฉู่ซิวเป็ชิ้นๆ
“รีบเผ่นกันดีกว่า!” ฉู่ซิวสั่งการเรือบินและออกจากดินแดนนรกแห่งนี้ไปในทันที
ก่อนที่จะจากไป เขาได้รับการส่งสารจากเถาเหยา
‘ศิษย์พี่ใหญ่ วันนี้ท่านคงไปเหยียบเท้าเจียนหลิงอวิ๋นเข้าให้แล้ว’
‘คนผู้นี้มีจิตใจอำมหิต เ้าก็ระวังเขาไว้ให้ดีล่ะ’ ฉู่ซิวยิ้มรับเล็กน้อย เอ่ยขอบคุณ จากนั้นก็สั่งการเรือบิน ให้มุ่งหน้าไปยังยอดเขาอวิ๋นเซี่ย
ด้วยสถานะในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เขาจึงไม่กังวลเื่การแก้แค้น สิ่งที่เขาสนใจมากที่สุดตอนนี้ก็คือการยกระดับการบำเพ็ญของตนเอง
เอ่อ…
ครั้งนี้ข้าชนะ ได้สมบัติที่ประเมินมูลค่าแล้ว ก็ราวสิบหกล้านหินิญญา ไม่รู้ว่าจะแลกเป็คะแนนสะสมได้เท่าไร
รอช้าอยู่ทำไมล่ะ
ยามว่างเช่นนี้ แน่นอนว่าต้องไปหาท่านอาจารย์เพื่อเพิ่มพร์ในการฝึกก่อน ค่อยขยายผลประโยชน์สูงสุดในวันนี้ทีหลัง
ฉู่ซิ่วมองไปข้างหน้า สีหน้าเฉยเมย คิดในใจว่า…
ก่อนเขาจะจากยอดเขาเทียนซิงไป ที่เขาจงใจเย้ยหยันพวกนั้นก็เพื่อรับคะแนนสะสม 200 แต้มงั้นหรือ? แน่นอนว่าไม่ใช่!
ในฐานะปีศาจฉู่ เขาฆ่าคนด้วยรอยยิ้ม!แต่จะให้มานั่งทำเื่บ้าบอ เย้ยหยันไร้สาระเช่นนั้นมันใช่เขาซะที่ไหน?
แล้วทำไมเขาถึงทำเช่นนั้นล่ะ?
เพราะเมื่อครู่ จากหน้ากากจิ้งจอกสำริดที่ทิ้งไว้กับท่านอาจารย์ เขาแอบฟังบทสนทนาของคนสองคน และเพื่อไม่ให้คนใหญ่โตเหล่านี้เชื่อมโยงเขากับเ้าปีศาจฉู่ที่ตายไปได้ การแสดงเช่นนี้จะต้องดำเนินต่อไป…
เฉียวเิเตี๋ย: ท่านจอมเทพ ท่านหมายความว่าฉู่ซิ่วได้เข้าไปในดินแดนปฐมกาลที่ลึกที่สุดและก้าวสู่ขอบเขตสัมผัตเจต ได้รับเจตจำนงกระบี่ในตำนานงั้นรึ?
เฉียวเิเตี๋ยรู้สึกประหลาดใจ “เป็ไปได้อย่างไร ลูกศิษย์ของข้าคนนี้โง่เขลา พูดถึงการก้าวสู่ััเจต ขั้นต้น เขาสามารถเข้าไปในดินแดนปฐมกาลและเข้าใจเจตจำนงได้นั้นแทบเป็ไปมิได้”
ไท่ซู่จื่อกล่าวอย่างเฉยเมย “ข้าเห็นด้วยตาของข้าเอง”
“เฉียวเิเตี๋ย ศิษย์ของเ้าเมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการเปลี่ยนแปลงในด้านจิตใจหรือไม่ ?”
เฉียวเิเตี๋ย “ท่านจอมเทพ ท่านสงสัยว่าเขาถูกยึดร่างหรือ?”
ไท่ซู่จื่อคิดอยู่นานพลางกล่าวว่า “ตอนแรกข้าก็มีความคิดนี้เหมือนกัน แต่ข้าก็ปฏิเสธความคิดนั้นอย่างรวดเร็ว ผู้ที่สามารถหนีออกจากร่างและยึดร่างกายผู้อื่นได้อย่างน้อยก็ต้องเป็ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ และการจะยึกร่างผู้อื่นย่อมต้องมีเจตนาของตนเอง”
“อีกอย่าง ดินแดนปฐมกาล ในหนึ่งชีวิตจะเข้าได้เพียงครั้งเดียว แม้จะอาศัยร่างผู้อื่นก็มิอาจฝ่าฝืนกฎสูงสุดนี้ไปได้”
“ดังนั้น ข้าจึงมิได้สงสัยว่าฉู่ซิวถูกผู้อื่นยึดร่าง”
เฉียวเิเตี๋ยถามต่อว่า “ถ้าหากศิษย์ผู้นี้มิได้ถูกยึดร่าง แล้วเขาไปถึงดินแดนปฐมกาลส่วนที่ลึกที่สุดได้อย่างไร?”
ไท่ซู่จื่อกล่าวว่า “บางทีเขาอาจได้รับโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่ไม่ธรรมดาก็เป็ได้…”
“ขอบเขตกงล้อสมุทรระดับสี่ หมัดเดียวสังหารขอบเขตเซินเฉียวขั้นต้น ร่างกายมนุษย์ที่ดุจสัตว์ร้ายเช่นนี้ ข้าสงสัยว่าคงมิธรรมดาแน่”
“ข้าสงสัยว่า เขาอาจปลุกพลังกายเทพที่คล้ายกับกายเทพชางหยวนที่แข็งแกร่งที่สุดขึ้นมาก็ได้”
“เฉียวเิเตี๋ย เ้าจงทะนุถนอมศิษย์ผู้นี้ให้ดี เจตจำนงกระบี่แห่งดินแดนปฐมกาล บวกกับกายเทพที่พวกเรายังมิแน่ใจอีก มิแน่อนาคตดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่ของเรา อาจจะมีเทพกระบี่ขอบเขตจักรพรรดิขึ้นมาอีกคนก็เป็ได้”
“ข้าจักทำเช่นนั้น…” เฉียวเิเตี๋ยผู้สวมหน้ากากจิ้งจอกสำริด ร่างกายบิดไปมาโดยไม่เป็ธรรมชาติ
ในใจคิดว่า ‘ทะนุถนอมให้ดีหรือ...ข้าจะทะนุถนอมเขาอย่างไร ตอนนี้ข้าได้กลายเป็ตัวเพิ่มพร์ให้เ้าศิษย์ชั่วผู้นั้นไปแล้วนี่!’
ได้ยินดังนี้ ฉู่ซิวยิ้มจนแทบกลั้นไม่อยู่ เขาสามารถจินตนาการได้เลยว่าอารมณ์ของเฉียวเิเตี๋ยในเวลานั้นจะเป็เช่นไร
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาก็ควบคุมเรือบิน มุ่งหน้าไปยังยอดเขาอวิ๋นเซี่ย เพื่อจะไปพบท่านอาจารย์ของเขา เพื่อให้นางช่วยเขาเพิ่มพร์ในการฝึก เขาบังเอิญได้พบกับเหรินหงอิงศิษย์น้องที่สาม
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านกลับมาแล้ว” เหรินหงอิงมองเขาด้วยความซับซ้อน นางได้ยินเื่ราวที่เกิดขึ้นจากเหล่าศิษย์บนยอดเขาอวิ๋นเซี่ยแล้ว
ตอนนี้ นางมองฉู่ซิวด้วยความใและสงสัย
นึกในใจว่า ‘ศิษย์พี่ใหญ่ไปเก่งขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน?’
ฉู่ซิวพยักหน้า ยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน “ศิษย์น้องสาม เ้าก็มาหาท่านอาจารย์หรือ?”
“ข้ามาแต่ท่านอาจารย์ไม่ให้ข้าพบ” เหรินหงอิงพูดด้วยความสิ้นหวัง
ฉู่ซิวะโลงจากเรือบิน ทำให้มันมีขนาดเล็กลงเท่าหัวแม่มือ จากนั้นก็เก็บใส่ถุงเก็บของแล้วเดินตรงไปยังประตูใหญ่ของตำหนัก
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านอาจารย์ตอนนี้ไม่ให้ใครพบเลย” เหรินหงอิงขมวดคิ้ว
“ท่านอาจารย์ ศิษย์มาแล้ว” ฉู่ซิวพูดแทรกขึ้น
“อืม~ เข้ามาได้” เสียงทุ้มเย็นที่แฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามดังก้องกังวาน เหรินหงอิงเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อสายตา
จ้องมองฉู่ซิวที่เดินหายเข้าไปในตำหนักบนยอดเขานั่น สีหน้าราวกับเห็นผีก่อนจะเอ่ยว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ไปเป็ที่โปรดปรานของท่านอาจารย์ั้แ่เมื่อไหร่?”