ครืน!
แผ่นดินสั่นะเืกึกก้องไปนับหมื่นลี้เทือกเขาทอดยาว ป่าไม้มากมายต่างสั่นไหว ก้อนหินกลิ้งหลุน แผ่นดินแตกออกเป็รอยแยก
“ตูมๆๆ...”
ท่ามกลางขุนเขาและทั่วทั้งป่าดงพงไพรแม้กระทั่งสัตว์อสูรทั้งหมดภายในสำนัก ต่างหมอบลงกับพื้น ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ส่งเสียงครวญครางดั่งกับกำลังหวาดผวา
สัตว์อสูรนับพันสิ้นสติ!
ตูม!
รังสีบารมีอันน่าสะพรึงกลัวของเซียนนักบุญกวาดกระจายออกไปทั่วสารทิศดั่งคลื่นั์ซัดถล่มเข้าใส่สำนักว่านโซ่ว พระราชวังนับพันะเืเลือนลั่น ค่ายกลต่างๆเริ่มทำงาน ทว่าก็ยังคงสั่นไหวรุนแรง
“นี่... นี่มัน... รังสีบารมีของเซียนนักบุญ!”
“นั่นคือดินแดนบรรพบุรุษของสำนักเกิดกระไรขึ้น เหตุใดบรรพบุรุษเซียนนักบุญจึงพิโรธเช่นนี้”
“เดี๋ยวก่อน ก่อนหน้าประมุขสำนักมิได้นำผู้ฝึกตนจากสำนักออกไปหรือเกิดเื่กระไรขึ้นกันเล่า”
ทั่วทั้งสำนักว่านโซ่วไม่ว่าจะเป็พระราชวัง ยอดเขาหรือถ้ำ ล้วนมีร่างหนึ่งปรากฏขึ้น พวกเขาคือผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งของสำนัก
ในขณะนี้พวกเขาทั้งหมดต่างตกตะลึงและหวาดหวั่น
เกิดเื่อันใดขึ้น เหตุใดจึงทำให้บรรพบุรุษเซียนนักบุญพิโรธเช่นนี้
ประเด็นที่สำคัญคือ แม้แต่เวลาก่อนหน้านี้เซียนนักบุญผู้อวดดีจากตระกูลซูที่เพิ่งก้าวสู่ระดับเซียนนักบุญได้สังหารผู้าุโในระดับนิรันดร์ขั้นที่เจ็ดของสำนักไปทว่าบรรพบุรุษก็ยังไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ ออกมา!
หรือว่าประมุขสำนักและคนอื่นๆกำลังเกิดเื่ขึ้น
“น้องข้า เหตุใดเ้าจึงต้องจากไปผู้ใด! ผู้ใดสังหารเ้า ข้าจะล้างแค้นให้เ้า!”
ในขณะนั้นเอง เสียงคำรามด้วยความโกรธแค้นและเศร้าโศกดังก้องไปทั่วแผ่นดินเปี่ยมไปด้วยความเกลียดชังและความอาดูร คลื่นเสียงนั้นดุจดั่งพลังเทพของสำนักพุทธ เสียงคำรามของราชสีห์เพชรผู้น่าเกรงขามก้องไปทั่วทั้งสำนัก!
“อ๊าก! ...”
ในชั่วพริบตา มิอาจรู้ได้ว่าศิษย์จำนวนมากมายเท่าใดที่แตกสลายจากความหวาดกลัวและเสียงกรีดร้องนี้
เมื่อบรรพชนเซียนนักบุญพิโรธขึ้นมา์และพิภพแทบจะพังทลายจนสิ้น
เพียงแค่รังสีบารมีก็มากพอที่จะบดขยี้ผู้ฝึกตนในระดับสำแดงกฎได้
บัดนี้ แม้ว่าจะมีค่ายกลป้องกันอยู่ทว่าเสียงคำรามเพียงครั้งเดียวก็มากพอที่จะสังหารศิษย์ที่บำเพ็ญเพียรได้ไม่สูงนักเป็จำนวนมาก
“บะ... บรรพบุรุษ โปรดสงบอารมณ์เถิดขอรับ!”
ผู้าุโสูงสุดในระดับกึ่งเซียนนักบุญปรากฏตัวขึ้นเขากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเทา และอ้อนวอนด้วยความหวาดเกรง
หากปล่อยให้บรรพบุรุษระบายความโกรธเช่นนี้ต่อไปสำนักว่านโซ่วคงถูกทำลายล้างเป็แน่!
“บรรพบุรุษ...”
“หากเป็เช่นนี้ต่อไปสำนักว่านโซ่วจะถูกทำลายล้าง!”
“โปรดสงบอารมณ์เถิดขอรับ!”
เหล่าผู้ฝึกตนระดับกึ่งเซียนนักบุญที่ซ่อนตัวอยู่ในสำนักต่างปรากฏตัวขึ้นและกล่าวขึ้นพร้อมกัน ในเวลานี้มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่กล้าออกมาห้ามปราม
“อ๊าก!!”
ภายในดินแดนบรรพบุรุษของสำนักเสียงะเิดังครื้นครั่น ถ้ำล้วนพังทลาย ร่างอันสง่างามปรากฏขึ้น ยืนตระหง่านระหว่าง์และพิภพน่าสะพรึงไร้ที่เปรียบ ดวงตาทั้งสองดุจสุริยันและจันทรา หมอกสลัวหมุนวนไปมา เงาของสัตว์อสูรนับพันล้อมรอบตัวเขา
“ข้ารับรู้ถึงการจากไปของเ้าในระหว่างที่กำลังบำเพ็ญเพียรน้องข้า ผู้ใดสังหารเ้า ผู้ใดบังอาจสังหารเ้าได้ ผู้ใดกล้าสังหารเ้า!! หรือว่าเป็มันเ้าซูฉางเซิงผู้นั้นหรือ”
ร่างสง่านั้นหลั่งน้ำตา
“กระไรนะ! บรรพบุรุษจื่อซานสิ้นชีวีแล้วหรือ!ทั้งยังถูกซูฉางเซิงสังหารเสียด้วย”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหล่าผู้ฝึกตนระดับกึ่งเซียนนักบุญของสำนักว่านโซ่วต่างก็ตกตะลึง
ไม่แปลกใจที่บรรพบุรุษจะคลุ้มคลั่งนั่นคือหนึ่งในสองเซียนนักบุญของสำนักว่านโซ่ว ทว่ากลับต้องมาสังเวยชีวิตเช่นนี้
ชั่วขณะหนึ่ง เหล่ากึ่งเซียนนักบุญต่างรู้สึกราวกับว่าโลกกำลังจะถล่มลงมา
นั่นคือเซียนนักบุญเสาหลักอันมั่นคงคาดไม่ถึงว่ากลับถูกล้มได้
“ข้ากำลังจะฝ่าทะลวงขีดจำกัดใน่เวลาวิกฤติไม่อาจไปช่วยเ้าได้ทันเวลา น้องข้า เ้าจงวางใจ ข้าจะล้างแค้นให้เ้าจงได้!” ร่างนั้นพึมพำ
เสียงของเขาดังก้องราวฟ้าผ่ากัมปนาทไปทั่วแผ่นดิน
“ซูฉางเซิง ไม่ว่าเ้าจะใช้วิธีใดข้าจะสังหารเ้าเพื่อสังเวยแก่น้องข้า!”
ตูม!
ในขณะนั้นเอง ท้องฟ้ามืดมิดลงทันใดดวงดาวปรากฏขึ้นทีละดวง พร้อมกับห่วงโซ่แห่งกฎเกณฑ์ที่พัวพันกัน รังสีบารมีนั้นช่างน่าใ
“ไม่ต้องแล้ว ข้ามาถึงที่เพื่อส่งพวกเ้าลงนรกพร้อมกันทีเดียว!”
เสียงดังก้อง ทว่าสงบนิ่งและะเืไปทั่วทั้งสำนักว่านโซ่ว
“ซูฉางเซิง!”
เมื่อได้ยินเสียงคุ้นเคยนั้นเหล่าผู้าุโและเหล่ากึ่งเซียนนักบุญของสำนักว่านโซ่วต่างเบิกตากว้าง
เมื่อซูฉางเซิงสังหารผู้าุโของสำนักว่านโซ่วพวกเขาก็เริ่มรวบรวมข้อมูลของซูฉางเซิง รวมถึงเสียงและรูปลักษณ์ต่างๆ
บัดนี้เมื่อเสียงนี้ดังขึ้นพวกเขารู้ทันทีว่าเป็ผู้ใดที่มาเยือน
และยิ่งสั่นระริกด้วยความกลัว
ซูฉางเซิง กล้าบุกมาถึงที่ตั้งของสำนักว่านโซ่ว
เหตุใดเขาจึงกล้าทำถึงเพียงนี้เขาทำเช่นนี้ได้อย่างไร ผู้ใดมอบความกล้าแก่เขากัน!!!
“ซูฉางเซิง!”
ทันใดนั้น ร่างสง่าผู้นั้นก็ตั้งสติได้เช่นกันเขาคำรามลั่น ยกมือขึ้นตบลงไปหนึ่งที รังสีบารมีอันน่าพรั่นพรึงของเซียนนักบุญแผ่กระจายออกไป
“ไม่ต้องรีบร้อน ข้าจะส่งพวกเ้าทั้งหมดลงนรกให้พวกเ้าได้ไปอยู่เป็เพื่อนกันในปรโลก!”
เสียงของซูฉางเซิงดังขึ้น
ตูม!
ดวงดาวนับพันหมุนวน ร่วงหล่นลงมาดุจดาวตกพุ่งเข้าใส่สำนักว่านโซ่ว นี่คือการทำลายล้างทั้งสำนักให้ราบเป็หน้ากลอง
“ทั้งสำนักจงฟังคำสั่งสังหารศัตรูเสีย!”
เสียงคำรามดังก้องไปทั่วทั้งสำนักในขณะนี้เอง สำนักโบราณที่มีอายุหลายหมื่นปีและเป็สำนักกองกำลังระดับสูง ได้เปิดเผยรากฐานที่ซ่อนไว้ออกมา
รังสีบารมีอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายค่ายกลของสำนักเริ่มทำงาน ปรากฏตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์ ซึ่งใช้ปราบปรามเซียนนักบุญได้!
“ฮ่าๆๆ ...”
เสียงหัวเราะของซูฉางเซิงดังครั่นครื้นทั่วนภารังสีบารมีที่แข็งแกร่งกว่าเดิมสิบเท่าปะทุขึ้น
คัมภีร์ลับเก้าภัยพิบัติล้วนเพิ่มพลังทั้งหมดเป็สิบเท่า!
ไม่เพียงแต่การบำเพ็ญเพียรเท่านั้นรวมถึงร่างกาย จิติญญา พลังเทพ และทุกๆ ด้าน เพิ่มขึ้นถึงสิบเท่า!
พลังต่อสู้โดยรวมเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่า!
ตูม!
จำนวนดวงดาวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจักรวาลดาราจักรปรากฏขึ้นทีละแห่ง ในที่สุดก็ก่อตัวเป็ทะเลดาวอันกว้างใหญ่ และพุ่งตกลงมาอย่างแรง
มองจากระยะไกล เหนือท้องฟ้าของสำนักว่านโซ่วขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่หมื่นลี้ทะเลดวงดาวกำลังตกลงมา แต่ละดวงแผดเผาพลังเทพรุนแรง ร่วงหล่นลงมาดั่งดาวตกบ้าคลั่ง
นั่นคือภาพแห่งการทำลายล้างโลก
ในที่สุด แสงดาวอันไร้ขอบเขตก็กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างจนสิ้น
เวลาไม่ถึงเค่อต่อมา สำนักว่านโซ่วถูกทำลายล้างแผ่นดินนับหมื่นลี้เหลือเพียงซากปรักหักพัง...
...
“งานอภิเษกยังคงดำเนินต่อไป!”
อีกด้านหนึ่ง ในงานเลี้ยงมงคลสมรสของตระกูลซูในเมืองเทียนหยวนซูฉางเซิงเดินออกมา มองไปยังผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งจากสำนักต่างๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ใบหน้าของเขายังคงหล่อเหลาไร้ที่ติไม่เหมือนผู้ที่เพิ่งผ่านการต่อสู้มาแม้แต่น้อย
กลับมาแล้วหรือ
เมื่อมองดูซูฉางเซิงที่หายไปไม่ถึงเค่อผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งจากสำนักต่างๆ ล้วนตกอกใกันหมด
หรือว่าการคาดเดาของพวกเขาก่อนหน้านี้ผิดพลาดเซียนนักบุญฉางเซิงไม่ได้ไปทำลายสำนักว่านโซ่วหรือ
คิดไปคิดมาก็อาจจะเป็ไปได้สำนักว่านโซ่วเป็สำนักกองกำลังระดับสูงสุด มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายหมื่นปี มีรากฐานมั่นคงทั้งยังมีบรรพบุรุษเซียนนักบุญที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าคอยปกป้องอยู่
แม้แต่ผู้ฝึกตนในระดับเซียนนักบุญขั้นที่หกก็ไม่กล้าพูดว่าจะทำลายสำนักว่านโซ่วในที่ตั้งของพวกเขาได้
ซูฉางเซิงแม้จะแข็งแกร่งก็คงไม่แกร่งไปกว่าเซียนนักบุญขั้นที่หกกระมัง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแก้ไขทุกอย่างได้ภายในเวลาไม่ถึงเค่อนั่นยิ่งเป็ไปไม่ได้
“ข้าคงคิดมากไปเอง แม้ซูฉางเซิงจะแกร่งเพียงใดก็คงไม่ขนาดนั้น แม้แต่บรรพบุรุษก็ทำลายสำนักว่านโซ่วไม่ได้”
หลิงเจี้ยนคิดในใจ
บรรพบุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักหลิงซวีเจี้ยนคือผู้ฝึกตนในระดับเซียนนักบุญขั้นที่หก ทว่าแม้แต่เขาก็มิอาจทำลายสำนักว่านโซ่วได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำเช่นนั้นภายในเวลาสั้นๆนี้
ในไม่ช้า งานอภิเษกก็เสร็จสิ้นหลังจากการเฉลิมฉลอง่สั้นๆ ก็ได้เวลาส่งตัวเข้าห้องหอ
ส่วนเหล่าประมุขสำนักระดับกึ่งเซียนนักบุญต่างก็ทนไม่ไหวแล้วเมื่อเห็นซูฉางเซิงไปดำเนินพิธีการอื่นๆ ต่อ และหลังจากการพูดคุยกันสั้นๆ พวกเขาก็ขอตัวกลับ
บางคนกลัวอำนาจของซูฉางเซิงบางคนก็อยากรู้ปฏิกิริยาและสถานการณ์ของสำนักว่านโซ่ว
แน่นอนว่าหลิงเจี้ยน ประมุขสำนักหลิงซวีเจี้ยนนั้นหวาดกลัวอย่างแท้จริงแล้ว
“ต้นขาของซูฉางเซิง ข้าจะต้องคว้ามันเอาไว้ให้ได้!”
บรรพชนไป๋อวิ๋นไม่ได้จากไปไหนเมื่อประจักษ์ต่อความแข็งแกร่งของซูฉางเซิง เขายิ่งแน่วแน่ที่จะเกาะต้นขาแข็งแกร่งนั้นไว้และส่งมอบเยวี่ยเอ๋อร์ให้จงได้
“ผู้นำตระกูลซู...”
เมื่อคิดเช่นนี้ บรรพชนไป๋อวิ๋นก็ยิ้มกว้างพาไป๋เยวี่ยเกอไปหาซูอวิ๋น
เขา้ายืนยันเื่การแต่งงานโดยเร็วที่สุด
แน่นอนว่าเขาก็รู้สึกกังวลในใจเช่นกันว่าจะสำเร็จหรือไม่
เพราะพฤติกรรมในอดีตของซูฉางเซิงไม่ได้แสดงออกถึงความหลงใหลในความงามของสตรี
และซูฉางเซิงไม่รู้เื่ทั้งหมดนี้แม้ว่าจะรู้ ก็ใช่ว่าเขาจะสนใจ
ในขณะนี้ เขากำลังทำสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตของเขานั่นคือการเข้าหอ!
แม้ว่าในอนาคตจะมีอีกนับครั้งไม่ถ้วนทว่าสำหรับตอนนี้ นี่เป็ครั้งแรกเชียวนะ
ดังนั้น แม้แต่ซูฉางเซิงก็ยังรู้สึกประหม่าอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน