เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา จับน้ำเสียงที่เน้นหนักนั้นได้เพียงแต่ไม่เข้าใจในสายตาที่เขากำลังจ้องมองเธออยู่ ดวงตาคู่นั้นคมปลาบเหมือนตาเหยี่ยว แม้แต่สีหน้าของเขาในยามนี้เธอก็ยังอ่านไม่ออก“คุณเอ็มม่าบอกผมว่าคุณกำลังเดินทางเข้าลอนดอนเพื่อไปเยี่ยมญาติคนหนึ่งคือเลดี้ด๊านซ์ฮอลแลนด์ ผมก็เลยถือวิสาสะแจ้งเรื่องไปให้เธอทราบแล้วละครับ ว่าคุณจะต้องไปถึงช้าสักหน่อย เพราะไม่อยากให้ญาติของคุณตกใจมากเกินไป แต่ถึงอย่างไรก็คิดว่าเธอยังเป็นห่วงคุณสองคนมากอยู่ดี”“เอ๊ะ นี่คุณรู้จักเลดี้เฮสเตอร์ด้วยหรือคะ? ” เธอถามพิศวง“เราเคยได้รู้จักกันมาแล้วครับ เพียงแต่ไม่สนิทกัน แต่เมื่อไปถึงที่นั่นแล้วคุณก็จะได้เห็นเองละครับ ว่าในสังคมกรุงลอนดอนมันแคบกว่าที่คุณคิดไว้มาก และส่วนใหญ่ถ้าไม่เป็นญาติกันทางใดทางหนึ่ง ก็มักจะสนิทสนมคุ้นเคยกันอย่างดีเพราะฉะนั้น จึงไมใคร่มีความลับระหว่างกัน” เขาเอื้อมมือไปหยิบจานและตักอาหารใส่ลงขณะยกแก้วน้ำผลไม้ขึ้นดื่ม ไอเรนี่เพิ่งมีโอกาสได้พินิจพิจารณาผู้ช่วยชีวิตไว้เป็นครั้งแรก เขามีใบหน้าค่อนข้างตอบโหนกแก้มสูง ริมฝีปากได้รูป และประกอบด้วยดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้น คิ้วเข้มๆ กับจมูกที่โด่งเป็นสัน ทำให้ใบหน้าของเขาดูคล้ายเหยี่ยวอย่างที่เธอสังเกตเห็นอยู่ในตอนแรก ส่วนเรือนผมนั้นเป็นสีดำสนิทผู้ชายคนนี้เหมือนม้าเปลี่ยวไม่มีผิด เธอครุ่นคิดอยู่ในใจ...ระวังตัวให้ดีนะไอเรนี่ เธอเตือนตัวเอง ผู้ชายลักษณะนี้แหละที่มักจะนำความยุ่งยากมาสู่ผู้หญิงเสมอ แต่เมื่อคิดมาถึงตรงนี้เธอก็เกือบจะหัวเราะออกมาดังๆ ถามตัวเองว่า เธอรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะต้องเป็นคนอย่างนั้น ในเมื่อผู้ชายที่เธอเห็นว่าน่ากลัวอันตรายที่สุดก็มีแต่บาทหลวงเวสเตอร์เพียงคนเดียวเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เธอก็เห็นรอยยิ้มที่ซ่อนเร้นความหมายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา แววในดวงตาคู่นั้นเหมือนจะขบขันในกิริยาท่าทางของเธอด้วยซ้ำ ไอเรนี่รู้สึกไม่พอใจที่เขาจับได้ว่าเธอลอบสังเกตเขาอยู่ มันทำให้เธอต้องหลบตาลงและสนใจแต่เฉพาะอาหารเช้าตรงหน้าท่าทางเรามันคงเหมือนสาวบ้านนอกไม่มีผิด เขาถึงได้ยิ้มเยาะเอาได้...เธอคิดในใจ แต่เราก็มาจากเมืองชนบทจริงๆ นี่นา แล้วจะให้ทำตัวอย่างไรล่ะ? อีกประการหนึ่ง เราก็ไม่รู้ธรรมเนียมของคนในเมืองหลวงเลยว่าเขาปฏิบัติต่อกันอย่างไรแต่เขาดูจะเป็นคนที่มีอำนาจอยู่ในตัวอย่างที่เธอไม่เคยเห็นในตัวผู้ชายคนไหนมาก่อน ท่าทางมีภูมิรู้และสง่างามกว่าเพื่อนๆ ของพ่อตั้งหลายคน มันทำให้ไอเรนี่อดคิดไมได้ว่า เขาจะเป็นลักษณะของผู้ชายทั่วไปที่เธอจะได้พบในกรุงลอนดอนกระมัง ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็หมายความว่าเธอจะได้เพื่อนที่ถูกใจอีกหลายคนทีเดียว และสภาพในเมืองหลวงก็คงไม่น่าเบื่อหน่ายเท่าไรนักและมันก็ทำให้เธอเกิดความสงสัยขึ้นมาอีกว่า ตอนที่เขาหยุดให้ความช่วยเหลือเธอนั้นเขากำลังจะเดินทางไปไหนหรือว่าจะไปลอนดอน... ถ้าเช่นนั้น..ไอเรนี่เตือนตัวเองว่าเธอไม่ควรจะหวังอะไรให้มากเกินไปนักดูเหมือนเขาจะอ่านความคิดของเธอออก เมื่อแมนนิ่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า“คุณคาร์เลตั้นครับ ผมเห็นจะต้องขออนุญาตไว้ก่อนว่าขณะที่รถของคุณอยู่ในระหว่างการซ่อมนี่ผมจะอยู่ด้วยนะครับผมได้คุยกับคนขับรถของคุณมาแล้ว ลืมเล่าไปว่าเขาไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากนัก นอกจากช้ำบวมตรงศีรษะมากไปหน่อยเขาบอกว่ารถคงจะซ่อมเสร็จในวันสองวันนี้ จากนั้นผมก็จะพาคุณไปส่งที่ลอนดอนให้”ไอเรนี่หัวใจพองโตขึ้นมาทันที เมื่อเขาพูดออกมาอย่างนี้ก็หมายความว่าเขาจะเดินทางเข้าลอนดอนพร้อมๆ กับเธอบางทีเธอกับเขาอาจจะมีโอกาสได้พบกันอีกก็ได้“คุณแมนนิ่งคะ จริงๆ แล้วเราไม่อยากรบกวนให้คุณต้องลำบากกับเรามากกว่านี้เลย เท่าที่ผ่านมาคุณก็ให้ความกรุณากับเรามากแล้ว ฉันไม่กล้ารบกวนคุณอีกหรอกค่ะ”“คุณว่าผมให้ความกรุณาคุณอย่างมากทีเดียวหรือ? ” เขาย้อนถามพร้อมกับรอยยิ้ม “ไม่จริงหรอกคุณคาร์เลตั้น ธรรมชาติของผมไม่ใช่คนใจบุญสุนทานอย่างที่คุณคิดหรอก”เธอออกจะแปลกใจในคำตอบของเขาอยู่ไม่น้อย ถ้าเขาพูดเช่นนี้ก็หมายความว่าที่เขาช่วยเธอนั้นไม่ใช่ด้วยความสงสารหรือเห็นใจ แต่เขามีเหตุผลอะไรเล่า?“คุณเอ็มม่าครับ” เขาหันไปให้ความสนใจกับน้องสาวของเธอแทน “ครั้งนี้เป็นครั้งแรกหรือครับ... ที่คุณเดินทางเข้าลอนดอน? ”เด็กสาวพยักหน้ารับ มือที่ประสานกันอยู่กระชับแน่นขึ้นกว่าเดิม ท่าทางของน้องสาวทำให้ไอเรนี่ต้องถอนใจออกมาเอ็มม่ายังขลาดอายอยู่มาก แต่ก็นั่นแหละ ในเมื่อมีสายตาของแมนนิ่งคอยจ้องจับดูความเคลื่อนไหวอยู่ แม้แต่ตัวเธอเองก็แทบจะทำอะไรไม่ถูกด้วยความอึดอัดใจเช่นกันแต่ไอเรนี่ก็หวังว่าเมื่อไปถึงลอนดอนแล้ว เอ็มม่าจะคลายความขลาดอายนี้ลงได้บ้าง อาจจะมีความมั่นใจในตนเองเพิ่มขึ้น อีกครั้งหนึ่ง ที่เธอรู้สึกดีใจที่ได้พาน้องสาวไปลอนดอนในครั้งนี้ แม้แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก็ไม่อาจทำลายความตื่นเต้นที่เกิดอยู่ลงได้เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองกำลังนั่งฝันกลางวัน หญิงสาวก็ดึงตัวเองกลับมาสู่ปัจจุบันอีกครั้ง แมนนิ่งกำลังเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองลอนดอนให้น้องสาวของเธอฟัง และเอ็มม่าก็ดูจะลืมเลือนความอายลง ถึงกับหัวเราะตามเขาไปอย่างสนุกสนานผู้ชายคนนี้ช่างเป็นคนมีเสน่ห์มากมายเหลือเกิน เขามีทั้งเสน่ห์และความลึกลับอยู่ในตัวเองอย่างที่เธอไม่อาจหาได้ในตัวผู้ชายอื่น นอกจากนั้นมันก็ยังมีอันตรายอยู่ในตัวเขาไม่น้อยเลยและแม้ว่าเมื่อคืนนี้เขาจะแสดงบทบาทของพระเอกขี่ม้าดำมาช่วย แม้ว่าขณะนี้ขากำลังใช้เสน่ห์ในตัวเองเล่าเรื่องสนุกๆ ให้น้องสาวหัวเราะตลอดเวลา กระนั้น ไอเรนี่ก็ไม่มั่นใจเลยว่าเธอไว้วางใจในตัวผู้ชายคนนี้ได้
แมนนิ่งคำนวณเวลาได้อย่างถูกต้อง รถม้าคันของเธอซ่อมเสร็จในเวลาเพียงแค่สองวัน นอกจากมิสเตอร์ฮาร์เปอร์ เจ้าของโรงแรมจะลงมือซ่อมเองแล้ว ก็ยังมีผู้ช่วยอีกถึงสามคนซึ่งมาจากหมู่บ้านใกล้เคียง และเต็มใจจะช่วยสองพี่น้องซึ่งกำลังได้รับความลำบากค่ำวันนั้นไอเรนี่ น้องสาวและแมนนิ่งนั่งคุยกันอยู่ในห้องโถงกลางของโรงแรม ต่างระมัดระวังที่จะพูดคุยกันด้วยสุ้มเสียงแผ่วเบา หรือไม่ก็รับฟังความคิดเห็นของพวกที่อยู่ในท้องถิ่น กับแขกที่ผ่านเข้ามาพักขณะจะเดินทางต่อไปลอนดอนการสนทนาส่วนใหญ่ของทุกคนดูจะเป็นเรื่องเดียวกันหมดคือเรื่องการปฏิวัติที่เกิดขึ้นทางภาคเหนือทั้งนี้เพราะเมื่อวันที่หกของเดือน เจมส์ เอ็ดเวิร์ด สจ๊วตต์ ผู้นับถือนิกายคาทอลิกและเป็นพระราชบุตรองค์เดียวของพระเจ้าเจมส์ที่สอง ได้เสด็จทางเรือจากฝรั่งเศสมาขึ้นบกที่สกอตแลนด์ และได้เรียกร้องให้ชาวสกอตทั้งหลายช่วยเหลือพระองค์ในการต่อสู้เพื่อช่วงชิงเอาบัลลังก์ของพระบิดากลับคืนมาผู้คนที่มารวมตัวกันอยู่ในโรงแรมแห่งนี้ต่างก็แสดงความคิดเห็นกันไปต่างๆ นานา บางคนก็เห็นด้วย แต่ก็มีอยู่มากไม่พอใจในนิกายโรมันคาทอลิกเอ็มม่าดูจะเป็นคนเดียวที่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจจะเป็นเพราะเด็กสาวไม่ชอบคุยเกี่ยวกับเรื่องสงครามที่ตนไม่มีความรู้พอ ส่วนไอเรนี่แสดงความเห็นว่าถ้าพระเจ้าเจมส์ที่สองยังครองราชย์อยู่ สถานการณ์ของบ้านเมืองอาจจะผิดแผกแตกต่างไปกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ได้“ผมว่าที่คุณพูดมามันก็จริงอยู่หรอกนะครับ...คุณคาร์เลตั้น” แมนนิ่งจับตามองหญิงสาวที่ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบอยู่ “คุณคิดว่าเรื่องสงครามเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นด้วยหรือเปล่าล่ะ? ”“ไม่หรอกค่ะ ฉันกลับเห็นว่ามันเป็นเรื่องน่าเศร้ามากกว่า แต่จริงๆ แล้วก็น่าเห็นใจอยู่เหมือนกันที่เจ้าชายต้องถูกชิงราชบัลลังก์ไป”“ถึงอย่างนั้นก็เถอะครับ ผมอยากจะแนะนำว่าคุณไม่ควรพูดจาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาดังๆ หรือแม้แต่เมื่อไปถึงลอนดอนแล้วก็ตาม เวลามันได้เปลี่ยนไปแล้วมันไม่ใช่สมัยของสจ๊วตต์อีกต่อไป ยังมีคนอีกมากที่ไม่พอใจในนิกายโรมันคาทอลิก”เธอพยักหน้ารับอย่างใช้ความคิด จากนั้นทั้งสามก็เปลี่ยนเรื่องสนทนา จนกระทั่งถึงเวลาที่สองพี่น้องจะลาไปนอน