บทที่ 33 คำชมเชย (เปิดฟรี 23/08/2568)
เมื่ออาสะใภ้หวังเห็นว่าชามใบใหญ่เต็มไปด้วยอาหารน่ากิน ยังมีหมูเกาลัดอีกด้วย จึงตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบปฏิเสธแล้วผลักชามกลับไป
“หนิงลั่ว เจ้ายกมาให้ข้าทำไม! อีกอย่าง พวกเจ้าเพิ่งแยกบ้านออกมา ข้าวของต่างๆ ก็ยังขาดแคลน จะมีอาหารมาให้พวกเราได้อย่างไร” อาสะใภ้หวังเชื่อว่าอาหารเหล่านี้ต้องเป็นสิ่งที่หนิงลั่วและครอบครัวต้องประหยัดปากประหยัดท้องเพื่อเก็บไว้กินเอง พวกนางจะรับมาได้อย่างไร
“อาสะใภ้ต้องลองชิมสักคำ ขืนยืนคุยกันตรงนี้ต่อไปข้าต้องหนาวแย่แน่เจ้าค่ะ เข้าบ้านกันก่อนเถอะ” ด้านนอกลมพัดค่อนข้างแรง พอหนิงลั่วอ้าปากพูด ลมก็พัดเข้าไปในปากทำให้นางตัวสั่นไปหมด
“ได้ๆ รีบเข้ามาก่อน” อาสะใภ้หวังเอ่ยเชิญ
เมื่อก้าวเข้ามาในบ้าน ความอบอุ่นก็โอบล้อมร่างกายทันที หนิงลั่วเพิ่งได้เห็นต้นหอมหมื่นลี้หน้าบ้านอย่างเต็มตา มันเติบโตได้สวยงามสมอย่างที่คาดไว้ บ้านตระกูลหวังมีฐานะดีกว่าตระกูลหนิงมาก แค่ก้าวเข้าไปก็รู้สึกถึงความอุ่นสบายอย่างเห็นได้ชัด จนหนิงลั่วแทบจะส่งเสียงร้องออกมาด้วยความผ่อนคลาย
บ้านตระกูลหวังกว้างขวางกว่าบ้านของนางมาก มีห้องอยู่ทั้งสองฝั่ง และยังมีห้องใต้หลังคา บนผนังยังแขวนหนังสัตว์ตากแห้งอยู่หลายผืน ดูจากสภาพแล้ว คงเป็นครอบครัวที่หาเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์ หนังสัตว์แต่ละผืนขายได้หลายตำลึง หากเป็นหนังหมาป่าหรือหนังจิ้งจอก ราคาจะยิ่งสูงขึ้นไปอีก
ภายในบ้านตระกูลหวังนั้นมีเครื่องเรือนครบครันอย่างน่าทึ่ง อีกทั้งยังมีเครื่องเรือนที่ทำจากไม้แดงอยู่ไม่น้อย หากเป็นยุคปัจจุบัน ของโบราณเหล่านี้คงมีมูลค่ามหาศาล หนิงลั่วรู้สึกตกตะลึง หันมองไปรอบๆ อย่างอดไม่ได้ การจัดวางและการตกแต่งบ้านของตระกูลหวังดูแล้วเหมือนจะไม่ใช่แค่ชาวบ้านธรรมดาที่ไร้รสนิยม หากมองโดยรวมแล้ว บ้านชาวบ้านที่มีขนาดและการตกแต่งเช่นนี้ ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
“อาสะใภ้นี่คืออาหารที่ข้าทำ ข้านำมาให้พวกท่านได้ลิ้มลอง อย่าปฏิเสธเลยนะ ไม่เช่นนั้นข้าคงเข้าใจไปว่าท่านกำลังรังเกียจฝีมือทำอาหารของข้า” หนิงลั่วกล่าวพลางวางชามอาหารลงบนโต๊ะ นางใช้ผ้าสะอาดคลุมไว้เพื่อรักษาความร้อน อาหารยังอุ่นอยู่เมื่อเปิดออก
อาสะใภ้หวังคาดไม่ถึงว่าหนิงลั่วจะพูดจาฉะฉานได้เช่นนี้ เด็กสาวตรงหน้าดูไม่เหมือนกับเมื่อก่อนเลยสักนิด แต่ก่อนนางก็กล้าหาญไม่น้อย ทว่าไม่ได้มีความสุขุมรอบคอบเท่าตอนนี้ ไม่เพียงวาจาที่มีจังหวะจะโคน แต่ยังสามารถจับจังหวะจิตใจผู้อื่นได้ดีราวกับเป็นผู้ใหญ่ที่มากประสบการณ์
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของหนิงลั่ว อาสะใภ้หวังที่ตั้งใจจะปฏิเสธก็ไม่อาจบอกปัดได้อีก
อาสะใภ้หวังมองหนิงลั่วพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “หนิงลั่ว กิริยามารยาทเจ้าดีจริงๆ ...ก็ได้ ในเมื่อเจ้าพูดขนาดนี้แล้ว เช่นนั้นพวกเราจะลองชิมฝีมือของเจ้าดู”
หวังเฮ่าได้ยินว่าอาหารนี้เป็นฝีมือของเด็กสาวตัวเล็กตรงหน้า สายตาของเขาฉายแววตื่นเต้นเล็กน้อย ยามหวนนึกถึงความทรงจำในวัยเด็ก ภาพของเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่คอยวิ่งตามหลังเขาตลอดเวลาพลันผุดขึ้นมาในใจ เหมือนว่าเวลาผ่านไปได้เพียงไม่นาน เด็กหญิงคนนั้นก็เติบโตขึ้นมากแล้ว
แม้ผิวพรรณของนางจะคล้ำไปบ้าง ร่างกายก็ดูผอมบางเล็กน้อย ทว่าใบหน้ากลับยังดูงดงาม โดยเฉพาะดวงตากลมโตเป็นประกายเหมือนดวงดาว ราวกับสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของนางออกมาได้ผ่านดวงตาคู่นี้ นางโตขึ้นมากจริงๆ
ก่อนจะลิ้มชิมรสอาหาร อาสะใภ้หวังไม่ได้คาดหวังมากนักกับฝีมือทำอาหารของหนิงลั่ว นางคีบเนื้อชิ้นหนึ่งขึ้นมาลองชิมแบบไม่ได้ใส่ใจนัก แต่ใครจะคิดว่าเพียงแค่คำแรก นางก็ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ “นี่คือหมูเกาลัด? เจ้าทำอย่างไร เหตุใดมันจึงอร่อยเช่นนี้ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเจ้าจะมีพรสวรรค์ด้านการทำอาหาร!”
อาสะใภ้หวังย่อมรู้สึกประหลาดใจ เพราะนางรู้ดีว่าสภาพของบ้านตระกูลหนิงเป็นเช่นไร เมื่อตอนที่บิดามารดาของหนิงลั่วยังอยู่ ทั้งสองแทบไม่เคยได้กินเนื้อเลยด้วยซ้ำ ยิ่งตอนนี้บ้านที่มีเพียงเด็กสามคน ก็คงไม่ค่อยมีโอกาสได้ฝึกทำอาหารมากนัก
โดยทั่วไป เด็กสาวตัวเล็กๆ ที่ไม่ค่อยได้เข้าครัว คงมีฝีมือทำอาหารรสชาติพอกินได้เท่านั้น ทว่าใครจะคิดว่าฝีมือของหนิงลั่วกลับดีจนทำให้คนที่ทำอาหารมาหลายสิบปีเช่นอาสะใภ้หวังรู้สึกยอมรับ “อืม รสชาติยอดเยี่ยม หวานมันกำลังดี ไม่เลี่ยนจนเกินไป เนื้อเปื่อยนุ่มกำลังดี กลิ่นหอมของเนื้อยังคงอยู่ แต่ก็มีรสหวานของเกาลัดแทรกอยู่ด้วย อร่อยมากจริงๆ”
อาสะใภ้หวังอดไม่ได้ที่จะกล่าวชื่นชม ในใจบังเกิดความคาดหวังกับรสชาติของอาหารอย่างอื่นมากยิ่งขึ้นไปอีก
หมูเกาลัดดูเหมือนจะเป็นเมนูง่ายๆ แต่หากต้องการทำให้อร่อยถึงระดับนี้ เกรงว่าคงต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างน้อยสิบกว่าปี
แม้อาหารเหล่านี้จะเพิ่งทำเสร็จหมาดๆ แต่กว่าจะมาถึงที่นี่ก็ใช้เวลาไม่น้อย ทว่าตอนนี้รสชาติยังดีถึงเพียงนี้ หากได้ลิ้มลองทันทีที่ยกออกจากเตา คงจะยิ่งอร่อยกว่านี้แน่นอน อาสะใภ้หวังไม่อาจสงวนท่าทีของตนได้อีกต่อไป รีบลองลิ้มชิมรสอาหารอย่างอื่นของหนิงลั่วทันที
“ข้าขอลองชิมอันนี้หน่อย นี่คืออะไรหรือ ดูไม่ออกเลย” อาสะใภ้หวังคีบชิ้นหัวใจและปอดหมูขึ้นมาลองชิม
หวังเฮ่าคีบเกาลัดขึ้นมาก่อนจะกินเข้าไป เมื่อกลืนลงคอแล้วก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวขึ้นว่า “นี่คือเกาลัดใช่หรือไม่ เนื้อนุ่มและเหนียวเล็กน้อย ยังมีรสเค็มจางๆ ดูเหมือนจะอร่อยกว่าที่บ้านเราทำเสียอีก”
อาสะใภ้หวังได้ยินดังนั้นก็รู้สึกไม่พอใจนัก นางเหลือบมองบุตรชายพลางกล่าว “เจ้าเด็กอกตัญญู เจ้ากินอาหารที่ข้าทำมาตั้งสิบกว่าปี ข้าไม่เคยได้ยินเจ้าบ่นสักคำว่าสิ่งใดไม่อร่อย แต่พอได้ลองอาหารของหนิงลั่ว เจ้ากลับบอกว่าอาหารของนางอร่อยกว่า ข้าเห็นชัดๆ ว่าเจ้าลำเอียง!”
หวังเฮ่าหัวเราะแล้วตอบ “ข้าพูดตามความจริง ถ้าเช่นนั้นท่านแม่ลองชิมดูเองแล้วบอกมาสิ ว่าใครทำอร่อยกว่ากัน” เมื่อพูดจบ เขาก็ลองคีบเนื้อขึ้นมาอีกคำ พร้อมพยักหน้าด้วยสีหน้าพึงพอใจอย่างยิ่ง
“หืม?! นี่คือเนื้ออะไร อร่อยมากเลย! หนิงลั่ว เจ้านี่เก่งกาจจริงๆ ทำไมเจ้าถึงทำอาหารเก่งเช่นนี้” ก่อนหน้านี้อาสะใภ้หวังยังพยายามผลักไสหนิงลั่วให้เอากลับไป ทว่าบัดนี้นางกลับรู้สึกโชคดีที่เด็กสาวไม่ได้ทำเช่นนั้น ไม่เช่นนั้น นางคงพลาดรสชาติอันแสนอร่อยนี้ไปแล้ว
“แค่ท่านชอบ ข้าก็ดีใจแล้วเจ้าค่ะ จริงสิ วันนี้ข้ายังไม่ได้ทำลูกชิ้นซานเย่าให้พวกท่าน ไว้คราวหน้าข้าจะทำมาให้ลองชิมนะเจ้าคะ” หนิงลั่วกล่าว
“เจ้าเด็กโง่ พวกเจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดีๆ อย่าฟุ่มเฟือยนัก เงินทองต้องรู้จักใช้ให้คุ้มค่า ใช้ให้นานๆ” อาสะใภ้หวังกล่าวพลางจับมือหนิงลั่วแน่น แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หนิงลั่ว ข้าได้ยินจากหนิงเวยว่าทางบ้านเก่าบังคับให้พวกเจ้าจ่ายเงินห้าตำลึงภายในครึ่งเดือน พวกเจ้าจะหาได้ทันหรือ”
ห้าตำลึงมิใช่เงินจำนวนน้อย แม้แต่บ้านตระกูลหนิงก็คงหาเงินก้อนนี้มาได้ไม่ง่ายนัก ทว่าอาสะใภ้หวังคิดไว้แล้วว่าหากทำได้ นางก็อยากช่วยเหลือสองพี่น้องให้พ้นจากการควบคุมของบ้านเก่าเสียที
“ข้าคิดว่าน่าจะไม่มีปัญหา ข้าจะต้องหาทางให้ได้ ขอบคุณอาสะใภ้ที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ” หนิงลั่วตอบ
อาสะใภ้หวังมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ ไม่คาดคิดว่าหนิงลั่วที่อายุยังน้อยจะมีความมุ่งมั่นถึงเพียงนี้ เวลาพูดจายังดูเป็นผู้ใหญ่กว่าหนิงเวยเสียอีก “หากพวกเจ้ามีเรื่องลำบากอะไร ก็อย่าลืมบอกข้านะ พวกเราเป็นเพื่อนบ้านกัน จะปล่อยให้พวกเจ้าต้องลำบากเพียงลำพังได้อย่างไร”
หนิงลั่วรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง ไม่คิดว่าอาสะใภ้หวังจะมีน้ำใจมากขนาดนี้ ในฐานะเพื่อนบ้าน การช่วยเหลือเช่นนี้ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว เพื่อนบ้านคนอื่นแม้จะมีความเห็นใจและมักพูดถึงชะตากรรมของพวกนางอยู่เป็นประจำ แต่ก็ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือจริงๆ นางจึงรู้สึกขอบคุณอาสะใภ้หวังจากใจ
“อาสะใภ้ มีคำกล่าวว่าช่วยเหลือยามฉุกเฉิน มิใช่ช่วยให้พ้นจากความยากจน ตอนที่ข้าป่วยหนัก พี่รองก็ขอยืมเงินจากท่านไม่น้อยแล้ว พวกข้ายังไม่ทันได้คืนเลย จะให้มาขอยืมอีกก็คงไม่เหมาะ อีกอย่าง ตอนนี้พวกข้าก็แยกบ้านออกมาแล้ว หนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็ต้องเดินไปด้วยตัวเอง”
“เฮ้อ...เจ้าพูดถูก แต่พอเห็นพวกเจ้าสองคนกับเด็กเล็กอีกคน ข้าก็อดเป็นห่วงไม่ได้” อาสะใภ้หวังมองหนิงลั่วแล้วก็ยิ่งชอบใจ เด็กสาวคนนี้ฉลาดหลักแหลมขึ้นกว่าเมื่อก่อนนัก
“เช่นนั้นอาสะใภ้ ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อนเจ้าค่ะ” หนิงลั่วกล่าวลาพร้อมรอยยิ้ม แล้วหมุนตัวเดินกลับบ้าน