ณ กองถ่ายแบบซึ่งมีนางแบบสาวสวยสองสามคนกำลังนั่งแต่งหน้าทำผมกันอยู่โดยมีหญิงเหล็กร่างใหญ่คอยจัดแต่งทรงผมให้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีนางแบบสาวซาซ่าคู่ควงเก่าของกฤษณะที่ถูกเขาตัดเยื่อใยไปอย่างไม่ไยดีนั่งไขว่ห้างอ่านนิตยสารรายสัปดาห์
ก่อนจะมีเสียงกรีดร้องที่แสนจะแสบแก้วหูดังออกมาสนั่นพร้อมกับปาเล่มนิตยสารที่อยู่ในมือทิ้งอย่างเดือดดาล ทำให้คนที่อยู่รอบข้างต้องหันมามองเป็ตาเดียวกันด้วยความสงสัยบ้างก็ยืนซุบซิบนินทากับการเอาแต่ใจของนางแบบสาวผู้นี้
“มีอะไรกันคะคุณน้อง เป็อะไรไปร้องกรี๊ดแตกยังกับผัวตายอย่างงั้นแหละค่ะ”
แคทธารีนผู้จัดการสาวประเภทสองเดินเข้ามาถามไถ่ทันทีที่ได้ยินเสียงกรีดร้องของนางแบบสาวในสังกัดก่อนจะก้มลงเก็บนิตยสารเล่มที่เธอปาทิ้งก่อนหน้านี้ขึ้นมาเปิดอ่าน
“กฤษณะอัครโชค หนุ่มหล่อมาดเข้มที่เป็ที่หมายปองของบรรดาสาวๆ ประกาศสละโสดและสาวผู้โชคดีที่สามารถกุมหัวใจของชายหนุ่มได้นั้นเป็ใครมาจากไหนกันตอนนี้เรายังไม่สามารถให้คำตอบได้ เพราะทางคุณแม่บอกว่าขออุบเอาไว้ก่อน งานนี้เลยต้องรอลุ้นกันเองในวันแต่งงานที่สำคัญงานนี้คุณแม่ก็ฝากบอกมาด้วยว่า ขอแสดงความเสียใจกับพวกสาวๆ ที่จะจ้องจับลูกชายหล่อนด้วยต่อจากนี่ลูกชายหล่อนจะมีเ้าของแล้ว แม่สามีประกาศชัดซะขนาดนี้ใครที่ยังใจกล้าหน้าด้าน เธอผู้นั้นก็คงจะหน้าหนาแล้วแหละค่ะ”
อ่านจบก็มีสายตาไม่พอใจของนางแบบสาวที่สะบัดหน้าหันกลับมามองแต่อีกฝ่ายก็หาได้สะทกสะท้านใดๆ
“คุณกฤษจะแต่งงานหรอคะเนี่ยไม่น่าเชื่อ พี่ก็เห็นน้องซาซ่ากับคุณกฤษออกจะควงไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดก็นึกว่าจะเป็ตัวจริงซะอีก”
ผู้จัดการสาวพูดอย่างจีบปากจีบคอใช่ว่าเธอเองจะชอบนางแบบในสังกัดคนนี้เสียเมื่อไหร่ ชอบเื่มาก เอาแต่ใจไม่เคารพผู้ใหญ่ ทั้งที่เธอมีอายุมากกว่าหล่อนตั้งหลายปี และไหนจะเป็คนพาหล่อนเข้ามาในวงการนี้อีกช่างไม่รู้จักบุญคุณคนบ้างเอาซะเลย
“ฉันจะกลับ ไม่ถ่งไม่ถ่ายมันแล้ว”
“อุ๊ยๆ ยังไปไหนไม่ได้นะคะคุณน้อง งานก็คืองานเื่ส่วนตัวก็เื่ส่วนตัว อย่าเอามาปนกันสิคะและถ้าคุณน้องไม่ถ่ายแล้วใครจะรับผิดชอบล่ะ” แคทธารีนบอกอย่างใหลังเห็นนางแบบสาวลุกยืนขึ้น
“ช่างสิ ไม่เกี่ยวกับฉันสักหน่อย”เธอบอกปัดความรับผิดชอบด้วยความหงุดหงิด ซึ่งอีกฝ่ายก็เดือดขึ้นมาทันที
“อ้าวเฮ้ย!!พูดแบบนี้ก็สวยดิ๊” ยกมือขึ้นกอดอกอย่างไม่ชอบใจกับคำพูดของนางแบบสาว พร้อมๆ กับอาการใของคนรอบข้างที่เห็นการกระทำที่ไม่คาดคิดของผู้จัดการสาว
“............” เงียบ!!ความเงียบเข้ามาปกคลุมทั่วทั้งห้อง
“ต๊ายตาย อะแฮ่ม!!”ผู้จัดการสาวหันไปยิ้มให้กับทีมงานภายในห้อง แล้วหันกลับมาพูดเสียงหวานกับนางแบบสาวใหม่อีกครั้ง
“ได้ไงล่ะคะคุณน้องขาพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะคะ ในเมื่อคุณน้องเป็คนทำ งานนี้ก็ต้องรับผิดชอบไปแบบเต็มๆซึ่งก็คงจะรับผิดชอบไม่ไหวหรอกค่ะทางที่ดีนั่งลงทำหน้าทำผมให้เสร็จแล้วกลับไปถ่ายแบบซะดีกว่านะคะ”
ได้ยินแคทธารีนพูดเช่นนั้นซาซ่าจึงได้แต่กระแทกก้นนั่งลงตามเดิม ก่อนจะส่งสายตาไม่พอใจมองไปรอบๆเมื่อเห็นว่าคนในกองถ่ายกำลังส่งเสียงซุบซิบนินทากันอย่างเมามัน
ในขณะเดียวกันทางด้านหญิงสาวที่เป็เหตุของกระแสข่าวได้แต่นั่งปั้นหน้าไม่ถูก ยามที่รุ่นพี่สาวอ่านข่าวในนิตยสารเธอไม่คิดมาก่อนว่าจะเป็ข่าวเร็วขนาดนี้
ทั้งที่เพิ่งจะตัดสินใจไปเมื่อวันก่อนเองแต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะคนที่ตัดสินใจก็คือตัวเธอเอง ใบหน้าหวานยิ้มนิดๆ ให้รุ่นพี่สาวหลังอ่านข่าวจบแล้วพูดติดขำตามมา
“น่าเสียดายจังพี่นะอุตส่าห์ตั้งตารอ ไม่รู้ผู้หญิงคนนั้นจะสวยเหมือนพี่รึเปล่า”
“โหย!!พี่สา ถึงพี่รอ คุณกฤษเค้าก็ไม่หันมามองพี่หรอกครับ” ทิวาเอ่ยแซวรุ่นพี่สาว
“ทำไมยะ ถึงเค้าจะไม่หันมามองผู้หญิงสวยๆ อย่างฉันแต่แกก็ไม่มีสิทธิ์พูดมากนะไอ้ทิวา อ่อ แต่ถ้าเ้าสาวของคุณกฤษหน้าตาสวยนิสัยน่ารักเหมือนกับน้องอริสก็ว่าไปอย่าง ซึ่งถ้าเป็อย่างนั้นจริงฉันยอมให้เค้าแต่งงานได้เลย” พูดจบก็ได้รับรอยยิ้มจางๆ ของอริสาส่งกลับมา
“แล้วพี่รู้ได้ไงว่าเ้าสาวคุณกฤษเค้าไม่สวยทำไมต้องเอาน้องอริสของผมไปเปรียบเทียบด้วยล่ะ” คนหนุ่มรุ่นน้องว่าใบหน้าง้ำงอไม่พอใจในตอนท้าย
“แหม!!พูดซะเต็มปากเต็มคำเชียวนะ น้องอริสของผมไม่ทราบว่าน้องอริสเป็ของแกั้แ่เมื่อไหร่ฮะไอ้ทิวา”ด้วยความหวงน้องสาวสุดที่รักสาวิกาจึงพูดดักคอแต่เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าผิดปกติของหญิงสาว เธอจึงเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วงเป็ใย
“น้องอริสไม่สบายตรงไหนรึเปล่าจ๊ะดูไม่ค่อยร่าเริงเลย”
มองใบหน้าหวานที่ปัดแต้มบลัชออนสีชมพูอ่อนเหมือนทุกๆวันแต่วันนี้ใบหน้าของน้องสาวกลับแลดูหมองลงราวกับว่ามีเื่อะไรสักอย่างทำให้เธอต้องหนักใจก่อนหวนกลับมานึกถึงก่อนหน้านี้ตอนที่เธออ่านข่าวในนิตยสารแล้วไม่ทันได้สังเกตเห็น
“เอ่อ!!..เปล่าค่ะแค่มึนหัวนิดหน่อยคงเพราะนอนไม่พอ”
อริสาบอกดึงสติของสาวิกาที่กำลังครุ่นคิดได้ยินดังนั้นก็ทำท่าตกอกใราวกับเป็เื่ใหญ่โตกันทีเดียว
“มึนหัว!! ทำไมไม่บอกพี่ล่ะครับรอแป๊ปนึงนะเดี๋ยวพี่ไปเอายามาให้” เป็ทิวาเองที่พูดขึ้นมา
“มะ ไม่ต้องหรอกค่ะไม่ได้เป็อะไรมาก” เธอเอ่ยบอก แต่ไม่ทันเสียแล้วเมื่ออีกฝ่ายเดินไปเอายามาให้แล้วเดินกลับมาพร้อมกับน้ำเปล่าและยาตามที่บอก
“ไม่ได้นะจ๊ะไม่สบายก็ต้องกินยาขืนเป็หนักกว่านี้มันจะแย่เอา”
“..........” ความห่วงใยของคนทั้งสองส่งผลให้อริสารับยามากินตามด้วยน้ำอย่างปฏิเสธไม่ได้
“ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็บอกพี่นะ”รุ่นพี่สาวเอ่ยบอกอีกครั้ง
“ไม่ต้องเป็ห่วงหรอกค่ะ กินยาแล้วเดี๋ยวก็หาย”
รอยยิ้มเจือจางปรากฏบนใบหน้าหวานกับความหวังดีของคนทั้งสองเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจสาวิกากับทิวาที่ยืนดูอยู่ รู้ดีว่าเป็การฝืนยิ้มเสียมากกว่าแต่ในเมื่อหญิงสาวบอกเช่นนั้น จึงไม่อยากจะเซ้าซี้อะไรมากนัก รอดูอาการห่างๆ ก็แล้วกันจากนั้นทั้งสองจึงขอตัวกลับไปทำงานตามเดิม
.............................................................................................................................