ตอนที่ 23 ความผูกพันย่อมก่อเกิดขึ้นตามกาลเวลา พิชิตผู้มีวาสนาอันยิ่งใหญ่
ซูชิงเกอยอมรับว่าตนเองรู้สึกหวั่นไหว
เมื่อครู่...ถึงกับเกิดความรู้สึกหวั่นไหวขึ้นจริงๆ ในใจ
การที่บุรุษอย่างกู้ฉางเกอกล่าววาจาอ่อนโยนเช่นนี้ออกมานั้น ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจและซาบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก
แต่นางก็รู้ดีว่า การที่จะได้ยินคำพูดที่จริงใจจากปากของบุรุษผู้นี้นั้น คงเป็เื่ยากยิ่ง
การอยู่ใกล้ชิดกับองค์ราชันก็เปรียบดั่งอยู่ใกล้ชิดกับพยัคฆ์ร้าย
เส้นทางที่จะ่ชิงความโปรดปรานจากกู้ฉางเกอนั้น ยังอีกยาวไกลนัก
“หากคุณชายเชื่อใจชิงเกอเช่นนี้ ชิงเกอก็รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่ง”
ซูชิงเกอผู้มีใบหน้าขาวผ่องไร้ที่ติอีกเส้นผมนุ่มสลวยดุจแพรไหมเคลียไปตามบ่าเอนกายแนบชิดกู้ฉางเกออย่างสงบ
“ซาบซึ้งใจหรือว่าเ้าไม่กล้าขยับตัวกันแน่”
กู้ฉางเกอยิ้มเอ่ยอย่างมิใส่ใจ
สตรีผู้เฉลียวฉลาดเช่นนี้ คงมิมีทางยอมสยบเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำของเขา
แต่กระนั้นก็ไม่สำคัญ เพราะยังมีเวลาอีกมากมายนัก ความผูกพันย่อมก่อเกิดขึ้นตามกาลเวลา
“ติ๊ง! เกิดเหตุการณ์พลิกผันของชะตาลิขิต ท่านได้รับค่าวาสนาเพิ่มขึ้น 60 แต้ม และได้รับค่าชะตา์เพิ่มขึ้น 300 แต้ม”
ทันใดนั้น เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้น กู้ฉางเกอรู้สึกประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก
มิรู้ว่าเป็เพราะเหตุใด ค่าวาสนาของเขาจึงเพิ่มขึ้นเป็ 100 แต้มแล้ว
ถึงแม้ว่าจะยังคงเป็สีดำเช่นเดิม
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับตอนเริ่มต้นที่มีเพียง 30 แต้มแล้ว ก็นับว่าดีขึ้นมากนัก
เมื่อกู้ฉางเกอรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเื่ราวชักจะน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ
นั่นหมายความว่า หากแต้มวาสนาของเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงพอ ในอนาคตหากต้องเผชิญหน้ากับผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตคนอื่น ก็อาจไม่ต้องยุ่งยากเหมือนกับการรับมือกับเย่เฉินอีกต่อไป
เพราะหากปราศจากการต่อต้านของโชคชะตาแล้ว เย่เฉินก็คงถูกเขาจัดการสังหารด้วยฝ่ามือเดียวไปั้แ่แรกแล้ว คงไม่มีความจำเป็จะต้องมานั่งวางแผนซับซ้อนเช่นนี้
‘ดูเหมือนว่าหนทางในการเพิ่มแต้มวาสนาของเขานั้น มิใช่เพียงจำกัดอยู่แค่การจัดการกับผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการชนะใจผู้ที่มีวาสนาอันยิ่งใหญ่อีกด้วย’
‘เพราะคำพูดเมื่อครู่ แม้ว่าภายนอกซูชิงเกอดูเหมือนจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ความจริงแล้วในใจของนางแทบจะยอมศิโรราบต่อเขาแล้ว’
‘นี่เองจึงเป็สาเหตุที่ทำให้แต้มวาสนาของเขาเพิ่มขึ้น…’
กู้ฉางเกอคาดเดาถึงความจริงของเื่นี้ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องถามระบบ
นอกจากการปราบปรามผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตแล้ว ตอนนี้เขายังมีอีกเส้นทางหนึ่ง
นั่นก็คือ การพิชิตผู้ที่มีวาสนาอันยิ่งใหญ่
…
เื่ที่เย่เฉินหลบหนีออกจากคุกไปนั้น ไม่นานก็ถูกคนของสำนักไท่เสวียนค้นพบ
เหล่าผู้าุโและศิษย์ต่างพากันโกรธแค้น ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็ความกังวลและหวาดกลัว
เพราะเย่เฉินได้ล่วงเกินคุณชายกู้
แต่พวกเขากลับปล่อยปละละเลยจนทำให้เย่เฉินหลบหนีไปได้
หากคุณชายกู้เอาผิดขึ้นมา ต่อให้สำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนต้องสิ้นไปเป็หมื่นชีวิต ก็คงไม่พอที่จะชดใช้ความผิดนี้ได้
เดิมทีเ้าสำนักไท่เสวียนที่เคยเต็มเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่น ก็กลับหวาดหวั่นและกระวนกระวายใจเพราะเื่นี้
“ท่านพ่อมิต้องกังวลไป คุณชายกู้คงไม่มีทางกล่าวโทษด้วยเื่เล็กน้อยเช่นนี้หรอก”
กลับเป็ซูชิงเกอที่ยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง
เมื่อเห็นบุตรสาวที่ดูเหมือนจะได้รับความโปรดปรานจากกู้ฉางเกอ
เ้าสำนักไท่เสวียนก็เริ่มคลายความกังวลลง
ก่อนกล่าวว่า “ชิงเกอ หากคุณชายกู้เกิดเอาผิดขึ้นมา เ้าต้องช่วยพูดแทนพ่อด้วยนะ”
ซูชิงเกอแสดงสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจกลับอยากจะถอนหายใจและกลอกตาด้วยความรู้สึกอ่อนใจ
เพราะนางรู้ดีว่า หากคุณชายกู้คิดจะกระทำสิ่งใด นางก็มิอาจจะไปห้ามปรามได้
“ท่านพ่อวางใจเถิด”
แม้ภายในใจจะคิดเช่นไร แต่นางก็ยังคงตอบออกไปเช่นนั้น
ซูชิงเกอมองออกว่า การที่เย่เฉินหลบหนีไปได้นั้น แท้จริงแล้วเป็เพราะกู้ฉางเกอตั้งใจปล่อยเขาไป
ส่วนสาเหตุที่แท้จริงนั้น นางก็มิอาจคาดเดาได้
...
ในเวลาเดียวกัน ภายในมหาวิหารหลักของสำนักไท่เสวียน
เงาร่างผู้คนแน่นขนัด บรรยากาศเคร่งขรึมอันเงียบสงัดปกคลุมไปทั่ว
ด้านหน้าสุดมีผู้คนยืนเรียงรายอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็ผู้าุโสูงสุดจ้าวเทียนแห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์หยางซวี อดีตจักรพรรดิฉู่อู๋จี๋แห่งราชวงศ์เทพสุริยัน และประมุขเซียวฮั่วแห่งตระกูลเซียวโบราณ
วันนี้แทบทุกกลุ่มอำนาจที่เคยคิดจะรุกรานสำนักไท่เสวียน
ไม่ว่าจะเป็ชายหรือหญิง ผู้เฒ่าหรือเด็ก ล้วนยืนสำรวมกันในที่นั้นด้วยท่าทีเคารพอย่างยิ่ง ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าววาจา
หรือแม้แต่…หายใจแรงๆ ก็ยังมิกล้า
หากรวมพลังของกลุ่มอำนาจเหล่านี้เข้าด้วยกันแล้ว ถือได้ว่าเป็หนึ่งในกลุ่มอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนตงฮวง
ภายใต้การจัดการของเ้าสำนักไท่เสวียน ทุกคนจึงได้มารวมตัวกันเพื่อรอเข้าพบกู้ฉางเกอที่มหาวิหารหลักแห่งนี้
พวกเขาเพิ่งได้รับข่าวว่า บุรุษหนุ่มผู้นี้มาจากแดน์เบื้องบนในตำนาน
ข่าวนี้สร้างความตกตะลึงเป็อย่างมาก
ราวกับหินอสนีบาตพุ่งชนมหาสมุทร ก่อให้เกิดคลื่นั์ซัดสาดโหมกระหน่ำในใจของทุกคนจนมิอาจสงบลงได้
แดน์
สำหรับดินแดนตงฮวงแล้ว นั่นเป็สถานที่อันลึกลับและห่างไกล อีกทั้งยังเป็สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่และความน่าสะพรึงกลัว
ห้าหมื่นกว่าปีมานี้ มิเคยมีผู้ใดสามารถทำลายเขตแดนแห่งภพและฝ่าทะยานขึ้นไปยังแดน์ได้
แม้แต่การดำรงอยู่ของแดน์ ก็กลายเป็เพียงตำนานเล่าขานอันเลื่อนลอย
ทว่าตอนนี้กลับได้ทราบข่าวว่า บุรุษหนุ่มลึกลับผู้นี้ได้ลงจากแดน์มาเพื่อฝึกฝนตนเอง
การพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ราวกับการได้ประจักษ์กับตำนานที่กลายเป็ความจริง
ดังนั้นความตื่นตะลึงที่ตามมานั้น
ย่อมยากเกินกว่าจะพรรณนาได้
‘มิน่าเล่า สำนักไท่เสวียนถึงได้สงบนิ่งและหยิ่งผยองถึงเพียงนี้ หากสำนักของข้ามีวาสนาได้พบกับบุรุษหนุ่มผู้นี้บ้าง เกรงว่าคงจะมีท่าทีอวดดียิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก…’
ณ เวลานั้น จ้าวเทียน ฉู่อู๋จี๋ และเซียวฮั่วต่างก็คิดเช่นเดียวกันในใจ
ความรู้สึกริษยาและไม่พอใจต่อสำนักไท่เสวียนแผ่ซ่านไปทั่ว
ขณะเดียวกันก็ต่างรู้สึกโล่งใจที่ไม่ได้บุกเข้ามาในที่แห่งนี้จริงๆ
การขึ้นไปยังแดน์นั้นแสนง่าย แต่การลงมายังแดนมนุษย์นั้นยากเข็ญยิ่ง
ทุกคนต่างตระหนักดีว่า ชาติกำเนิดของบุรุษหนุ่มผู้นี้น่าหวั่นเกรงเพียงใด จึงมิมีผู้ใดกล้าอาจหาญล่วงเกินได้
ณ เวลานี้ ทุกคนต่างก็เฝ้าฝันและกระหายจะได้พบเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเขาสักครั้ง