บทที่ 24 สร้างบ้านหลังนี้ (รีไรต์)
ลู่จินกู้มองไปที่อีธาน อีกฝ่ายตอบรับสั้น ๆ เพียงแค่ “อือ”
ท่าทางของว่านฉีหยาสงบลงอย่างเห็นได้ชัด เธอพูดทั้งน้ำตาว่า “ผู้รู้เคยกล่าวไว้ว่า แม่ทัพตระกูลกู้เคยช่วยเหลือเผ่าว่านฉีมาก่อน พวกเขาเป็เพื่อนกัน พวกเราที่หนีรอดออกมาได้ ต้องหาวิธีไปขอความช่วยเหลือจากตระกูลกู้…”
บนใบหน้าเล็ก ๆ ที่เปื้อนน้ำตามีรอยยิ้มปรากฏขึ้น
“ถ้าเป็ท่านกู้ ฉันยินดีเล่าเื่ทุกอย่างให้เขาฟัง”
นี่เป็ครั้งแรกที่ลู่จินกู้รู้สึกได้อย่างแท้จริงว่าตระกูลกู้ ของกู้ตั๋วนั้นทรงอิทธิพลมากแค่ไหน ดูเหมือนว่าเธอจะเผลอไปกอดขาทองคำเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ
ว่านฉีหยาไปติดต่อกับกู้ตั๋วพร้อมกับอีธาน หลังจากทั้งคู่กลับมา อีธานก็พูดว่า “ฝากคุณช่วยดูแลเด็กคนนี้ไว้ก่อน”
จริง ๆ แล้วไม่ต้องให้เขาพูด ลู่จินกู้ก็ตั้งใจจะทำแบบนั้นอยู่แล้ว
“ต่อไปนี้ เรียกตัวเองว่าว่านหยาไปก่อนนะ” เธอยิ้มพลางลูบหัวเด็กหญิงตัวน้อย “อยู่ที่นี่อย่างสบายใจได้เลย อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเื่มลพิษอะไรพวกนั้น” น้ำตาของว่านฉีหยาเอ่อคลออีกครั้ง เธอตอบรับด้วยความซาบซึ้งใจ
“อย่าร้องไห้เลย” เธอหยิบลูกอมน้ำตาลอ้อยยัดใส่มือของเด็กหญิงตัวน้อย “อร่อยไหม?”
เด็กคนไหนจะไม่ชอบของหวาน ดวงตากลมโตของเด็กหญิงเบิกกว้าง พยักหน้าหงึก ๆ หลังจากจัดการเื่นี้เรียบร้อย ลู่จินกู้ก็เข้านอนอย่างสบายใจ
พอตื่นขึ้นมาก็เลยเที่ยงวันไปแล้ว เธอเดินออกจากบ้านพลางหาว ก็ต้องใกับกลุ่มคนที่มารวมตัวกันอยู่ที่ลานบ้าน
“พวกเขากำลังทำอะไรกัน” ลู่จินกู้มองไปที่อีธานด้วยความสับสน
“พวกเขาพักผ่อนมานานกว่าสี่ชั่วโมงแล้ว ยังไม่มีงานทำ พวกเขารู้สึกไม่สบายใจ เลยรอคุณอยู่ที่นี่”
...คนในอวกาศขยันกันขนาดนี้เลยเหรอ?
ลู่จินกู้รู้สึกละอายใจเล็กน้อย เพราะ่นี้เธอค่อนข้างเกียจคร้านลงไปบ้างเพราะนักโทษทั้งหกคน
“เอ่อ ทุกคนนั่งยานมาเป็เวลานาน ไม่้าพักผ่อนกันอีกหน่อยเหรอ?”
ชายวัยกลางคนหน้าตาซื่อ ๆ คนหนึ่งโค้งคำนับแล้วกล่าวว่า “นายหญิงเมตตาพวกเรามากแล้ว ไม่เพียงแต่มอบน้ำทิพย์เป็อาหารโอชะ ยังอนุญาตให้พวกเราได้พักผ่อนนานขนาดนี้ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”
“ใช่ครับ โปรดให้พวกเราได้ทำงานเถอะ”
“พวกเราพักผ่อนกันเพียงพอแล้ว”
“ไม่ว่านายหญิงจะมีคำสั่งอะไร พวกเราก็จะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด”
ลู่จินกู้สังเกตเห็นความกังวลที่พวกเขาซ่อนอยู่ เธอยังคงรู้สึกไม่ค่อยเข้าใจ
อีธานจึงอธิบายด้วยน้ำเสียงเบา “คุณค่าของทาส หากไม่สามารถแสดงออกมาได้ ส่วนใหญ่แล้วจะถูกนายขายต่อ หรือไม่ก็ถูกไล่ไป การที่นายจ้างไม่ยอมแบ่งงานให้พวกเขา ย่อมทำให้พวกเขารู้สึกไม่เป็สุข”
ที่แท้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง
ลู่จินกู้รู้สึกจนใจอย่างยิ่ง หรือว่าการที่เธออยากจะเป็นายจ้างที่เห็นอกเห็นลูกน้องจะเป็เื่ผิด
เมื่อเห็นแววตาหวาดหวั่นของทุกคน เธอจึงยอมผ่อนปรนให้
“เอาล่ะ ในเมื่อทุกคนพักผ่อนกันเต็มที่แล้ว งานแรกที่เราจะทำร่วมกันคือการเตรียมอาหารเย็น”
อย่างที่คาดไว้ ทุกคนต่างมีสีหน้าฉงน
เพราะเพียงแค่อาหารราคาถูกที่สุดก็ทำให้อิ่มท้องได้นานถึง 24 ชั่วโมง ผู้คนจึงเลิกทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น ไปนานแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครเอ่ยปากถาม พวกเขายังคงเดินตามเธอมาที่คลังสินค้าอย่างว่าง่าย
หลังจากเรียกผู้ชายเข้าไปในคลังสินค้า พวกเขาก็ช่วยกันขนผักและเนื้อออกมาเต็มตะกร้าใหญ่ ก่อนที่ทุกคนจะยกขบวนไปยังบ้านพัก
เนื่องจากมีคนจำนวนมากเกินไป ทำให้ในครัวคับแคบเกินกว่าจะทำอาหารได้
ลู่จินกู้จึงตัดสินใจยกโต๊ะออกมาข้างนอก แล้วเริ่มลงมือเตรียมวัตถุดิบตรงนั้นเลย แต่ก่อนอื่นเธอต้องทำให้ดูเป็ตัวอย่างก่อน
“นี่เรียกว่าพริกหวาน ล้างน้ำให้สะอาดก่อน แล้วค่อยหั่นแบบนี้”
“ส่วนนี่คือมันฝรั่ง ล้างให้สะอาด ปอกเปลือกแล้วหั่นเป็แผ่น”
“นี่คือข้าวโพด หั่นเป็สามท่อนก็พอ”
“นี่คือเนื้อหมู ส่วนหนึ่งหั่นเป็เส้นแล้วก็หั่นเป็ลูกเต๋า ส่วนหนึ่งหั่นเป็ชิ้นบาง ๆ”
“นี่คือไข่ไก่ ตอกเปลือกออกแล้วใช้ตะเกียบตีให้เข้ากัน”
“นี่คือเนื้ออกไก่ นี่คือปีกไก่ นี่คือขาไก่ กรีดเบา ๆ สักสองสามที แล้วนำไปหมักในนี้”
ลู่จินกู้สาธิตไปพร้อมกับอธิบาย และให้ทุกคนลองลงมือทำ ตอนแรกย่อมติดขัดบ้างเป็ธรรมดา แต่เพราะไม่ใช่งานยากเย็นอะไร ทุกคนจึงเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็ต้มน้ำหม้อใหญ่ ใส่ใบสะระแหน่ลงไปหนึ่งกำมือ ยกไปวางพักไว้ให้เย็น ก็จะได้ชาสะระแหน่หนึ่งหม้อ
หลังจากหุงข้าวเสร็จแล้ว เธอก็ให้ก่อกองไฟสี่กองบนพื้นที่ว่าง วางแผ่นเหล็ก จากนั้นเธอเริ่มสาธิตวิธีการผัดอาหาร
เมื่อนำเนื้อหมูและหมูสามชั้นที่หั่นไว้แล้วไปวางบนแผ่นเหล็กที่ร้อนแดง ก็มีเสียงฉู่ฉ่าดังขึ้น เมื่อน้ำมันสีเหลืองทองเริ่มซึมออกมา ก็ใส่ข้าวโพด มันฝรั่ง และผักอื่น ๆ ลงไป
ใช้ตะหลิวผัดเบา ๆ แค่นี้ก็ได้ผัดผักรวมมิตรบนแผ่นเหล็กแล้ว เมื่อโรยเครื่องเทศอย่างยี่หร่าลงไป กลิ่นหอมเย้ายวนใจก็ฟุ้งกระจาย ลู่จินกู้ได้ยินเสียงกลืนน้ำลายดังรอบทิศ
ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไหร่ต้าไป๋กับเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นมาเบียดเสียดอยู่ข้าง ๆ แล้ว พอเห็นคนมากมายมาแย่งของกิน ต้าไป๋ก็แยกเขี้ยวคำรามในลำคอ ขู่เสียงต่ำ
ทุกคนต่างผละออกไปด้วยความหวาดกลัว ลู่จินกู้ตีไปที่หน้าผากต้าไป๋หนึ่งทีอย่างไม่ใยดี พร้อมทั้งเตือนว่า “มีของกินตั้งเยอะ กินจนท้องแตกแน่ ห้ามหวงอาหารแบบนี้”
ทุกคนจึงได้แต่มองมันหงอยลงอย่างช่วยไม่ได้ เอาหัวหนุนขาหน้า ส่งเสียงครางไม่น่ากลัวเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว
ในมุมที่เธอไม่เห็น เสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นกรอกตาไปมา พลิกตัวเผยให้เห็นท้องนุ่มนิ่ม เอาตัวถูขาเธอไปมา พร้อมกับร้อง “เมี๊ยว เมี๊ยว” อย่างออดอ้อน
พอทำตัวน่ารักแบบนี้ ใจเธอก็นิ่มยวบ รีบหาจังหวะลูบท้องเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋น พลางพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “อีกเดี๋ยวก็กินได้แล้ว อดทนรอก่อนนะ”
เธอนึกอะไรขึ้นได้บางอย่างจึงหันไปหาอีธาน
“อีธาน เสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นเป็สัตว์อะไรเหรอ?”
รออยู่นานก็ไม่ได้ยินคำตอบ พอเงยหน้าขึ้นไปมองก็พบว่า ดวงตาเรียวเล็กของเขาเบิกกว้างขึ้นเป็สองเท่าด้วยความใ จ้องมองเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นด้วยสีหน้าเหมือนเห็นผี
“อีธานเป็อะไรไป?” เธออดเป็ห่วงไม่ได้ อีธานดูเหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน
“ผม... ผมไม่เป็ไรครับ…”
ลู่จินกู้มองเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นอย่างไม่เข้าใจ มันไม่สนใจอีธานเลยสักนิด ยังคงออดอ้อนอยู่แบบนั้น
“เสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นมีอะไรผิดปกติเหรอ?”
“ผมไม่เคยเห็นสัตว์อสูรแยกนภามาก่อนเลยครับ” อีธานอธิบาย
“อ๋อ ที่แท้เสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นก็คือสัตว์อสูรแยกนภานี่เอง ชื่อเท่จังเลยนะ”
เผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตในสหพันธ์ดวงดาวมีความหลากหลายมาก เธอเรียนรู้เื่ทั่วไปมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ค่อยรู้เื่นี้เท่าไหร่ จึงไม่รู้เลยว่าคำสามคำนี้บ่งบอกถึงอะไร
แค่ยิ้มแล้วพูดว่า “จริง ๆ แล้วสัตว์ก็มีนิสัยที่หลากหลาย เสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นแบบนี้ก็ดี ฉันชอบมาก”
ระหว่างที่พูด อาหารชุดแรกก็สุกแล้ว เธอจึงบอกให้ทุกคนมาดูวิธีทำอาหารอย่างต่อไป
“เนื้อที่เปลี่ยนเป็แบบนี้คือสุกแล้ว ทานได้เลย ตรงนั้นมีข้าว ทุกคนตักข้าวเสร็จแล้วก็เลือกกับข้าวที่ชอบทานเลยนะ” เธอพูดพลางแบ่งอาหารใส่ชามสองใบ ยื่นให้ต้าไป๋และเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋น
ทั้งสองยื่นหน้าเข้ามาใกล้ทันที พลางเป่าอาหารที่ยังร้อน ก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อย
“ลุกขึ้นกันเถอะ อาหารวันนี้มีปิ้งย่างต้องลงมือทำกันเองถึงจะสนุก” เธอโบกมือ ปล่อยให้ทุกคนแยกย้ายกันไป
คนทั้งสิบต่างแยกย้ายกันไปล้อมรอบกองไฟอีกสามกองอย่างรู้หน้าที่ ในตอนแรกทุกคนยังคงเงียบสงบ แต่หลังจากที่น้ำมันกระเด็นจนร้องเสียงหลง พวกเขาก็พบว่าลู่จินกู้ไม่ได้ใส่ใจอะไร
พวกเขาจึงค่อย ๆ กล้าพูดคุยกัน ลู่จินกู้เชิญอีธานให้มาลองกินปิ้งย่างพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี
“คุณลู่ไม่คิดจะตั้งกฎเกณฑ์ให้พวกเขาเหรอ?” อีธานมองไปที่คนสิบคนที่หัวเราะสนุกสนาน
“แบบนี้ อาจจะทำให้พวกเขาลืมฐานะของตัวเองได้นะครับ”
ลู่จินกู้ยิ้มรับก่อนพูด “ฉันเคยบอกแล้วไงว่าที่นี่ ไม่มีทาส พวกเขาเป็แค่ลูกจ้างของฉัน จากฐานะแล้ว พวกเรามีฐานะเท่าเทียมกัน”
“คุณ…ช่างแตกต่างจากคนอื่นจริง ๆ” อีธานเลือกใช้คำพูดอยู่นาน กว่าจะพูดประโยคนี้ออกมาได้
“นายอยากจะบอกว่าฉันโง่ใช่ไหมล่ะ” เธอหัวเราะลั่น
ใช่อาจจะดูโง่เง่าไปหน่อย แต่ช่างเถอะ เธอคือลู่จินกู้ บางสิ่งมันฝังลึกอยู่ในสันดาน ไม่มีวันลืมเลือน
มื้อนี้ทุกคนมีส่วนร่วม บรรลุจุดประสงค์ที่เธอหวังไว้
…
เช้าวันรุ่งขึ้น ในการประชุม ความหวาดกลัวในสายตาของทั้งสิบคน ลดน้อยลง พวกเขายอมรับคำเรียกขานใหม่ที่เธอตั้งขึ้น
“ต่อไปนี้ พวกคุณเรียกฉันว่าหัวหน้าก็ได้ พวกคุณคือ คนกลุ่มแรกของที่นี่ เงินเดือนตอนนี้รวมที่พัก อาหาร ทำงานแปดชั่วโมงต่อวัน รับประกันว่าจะได้หยุดสองวันต่อสัปดาห์”
“ถึงแม้ว่าพวกคุณจะเพิ่งมาถึง แต่ฉันคิดว่าพวกคุณคงรู้สึกได้ว่าที่นี่เหมาะแก่การอยู่อาศัย เป็สถานที่อาศัยที่แท้จริง หากยินดี พวกคุณสามารถเป็ผู้อยู่อาศัยกลุ่มแรกของพาราไดซ์ได้ ที่นี่ก็จะเป็บ้านของทุกคน”
“เขตพาราไดซ์เพิ่งสร้างขึ้น ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ต้องทำ ฉันหวังว่าพวกคุณทุกคนจะร่วมแรงร่วมใจกันสร้างบ้านหลังนี้” น้ำเสียงของเธอไม่ได้รุนแรง แต่กลับทำให้ทุกคนตื่นเต้น
หลายคนพึมพำคำว่า บ้านซ้ำไปซ้ำมา น้ำตาคลอเบ้าโดยไม่รู้ตัว…