ตอนที่ 4
ข้อเสนอ
หลังจากทนายความเปิดปากพูด บรรยากาศในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ ลุงกับป้าสะใภ้ของหลี่หรงอี้ตั้งตัวไม่ทัน ได้แต่ยืนอึ้ง จ้าวอู๋ซวนจึงนั่งลงบนโซฟาและดึงเด็กหนุ่มให้นั่งลงข้าง ๆ ส่วนบอดี้การ์ดอีกสองคนยืนด้านหลัง
บรรยากาศดูข่มขวัญจนสองสามีภรรยาต้องนั่งลงฝั่งตรงข้ามโดยไม่รู้ตัว
“ขะ…ข้อเสนออะไร?” หลี่หยวนเอ่ยปากถามอย่างยากลำบาก ถึงแม้จะพอเดาได้ว่าคนพวกนี้มาทำไม แต่ก็ยังหวังว่าตัวเองจะเข้าใจผิด
“ทรัพย์สินทั้งหมด รวมถึงบ้านหลังนี้ที่พวกคุณยักยอกไป ต้องคืนให้คุณหลี่หรงอี้ และต้องย้ายออกภายในสามวัน ไม่เช่นนั้นพวกเราจะดำเนินการตามกฎหมาย” ทนายความไม่มัวพิรี้พิไร ยื่นข้อเสนอทันที
อันที่จริงสามารถแจ้งความดำเนินคดีสองสามีภรรยาคู่นี้ รวมถึงทนายที่มีส่วนช่วยเหลือได้โดยตรง เพราะมีหลักฐานพร้อมมูล เพียงแต่หลี่หรงอี้เห็นแก่สายสัมพันธ์เครือญาติ อยากให้โอกาสเป็ครั้งสุดท้าย พวกเขาจึงมาที่นี่วันนี้
“พูดอะไร! ตอนนี้บ้านหลังนี้เป็ของฉัน ทรัพย์สินที่ยักยอกมาอะไรกัน ฉันไม่รู้เื่ อย่ามาใส่ร้ายพวกเรา ไม่อย่างนั้นฉันสามารถแจ้งจับพวกคุณได้!”
สามียังไม่ทันพูดอะไร ป้าสะใภ้ของหลี่หรงอี้ก็โวยวายขึ้นมาก่อน
ทนายความที่ช่วยเหลือในปีนั้นยืนยันว่าเื่ทุกอย่างดำเนินการเสร็จเรียบร้อยไม่มีช่องโหว่ เธอจึงเชื่อว่าคนพวกนี้มาเพื่อขู่เท่านั้น ถ้ายืนกรานปฏิเสธพวกเขาไม่มีทางทำอะไรได้ อีกอย่างเ้าเด็กเหลือขอนี่คงไม่มีปัญญาทำอะไรได้แน่ ต่อให้เื่ถึงศาลจริง เธอเชื่อว่าทนายความที่ลงเรือลำเดียวกันกับพวกเธอต้องจัดการได้แน่นอน
ทนายความตระกูลเหยียนและบอดี้การ์ดรู้สึกหมดคำพูด ไม่เคยเห็นใครที่หน้าไม่อายขนาดนี้มาก่อน ทั้งที่บ้านหลังนี้แย่งคนอื่นมา ยังกล้าพูดว่าเป็บ้านตัวเองเต็มปากเต็มคำ!
“เชิญแจ้งตำรวจเลยครับ พวกเราจะได้ไม่ต้องเสียเวลาแจ้งเอง แล้วมาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ทนายความพูดพลางเลื่อนซองเอกสารบนโต๊ะกาแฟไปทางสองสามีภรรยา
“ในนี้คือเอกสารและสำเนาหลักฐานทุกอย่าง จัดการทุกอย่างให้เสร็จภายในสามวัน นี่คือโอกาสสุดท้ายของพวกคุณ”
“มีสิทธิ์อะไรมาสั่งพวกเรา!”ป้าสะใภ้ยังคงโวยวาย คิดจะหยิบซองเอกสารมาฉีกทำลาย แต่ถูกสามีแย่งไปก่อน
หลี่หยวนเปิดดูเอกสารในซอง นอกจากเอกสารโอนกรรมสิทธิ์บ้านคืนให้เ้าของตัวจริงอย่างหลี่หรงอี้ ยังมีเอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สินอีกหลายอย่าง รวมถึงหลักฐานที่ตัวเองยักยอกทรัพย์สินของหลานชายด้วย
“เสี่ยวหรง…?” เขาหันหน้าไปหาหลานชาย พยายามจะประนีประนอม แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นพูดอย่างไร
“พวกลุงอย่าลืมย้ายออกภายในสามวัน…” หลี่หรงอี้ไม่สนใจว่าลุงอยากจะพูดอะไร ยังคงยืนยันคำพูดของทนายก่อนหน้านี้
“เ้าเด็กอกตัญญู! พวกเราลำบากเลี้ยงแกมาตั้งหลายปี นี่คือสิ่งที่แกทำกับญาติตัวเองงั้นเหรอ!” ป้าสะใภ้แผดเสียงใส่เด็กหนุ่มทันทีที่เขาพูดจบ
“ลำบากเลี้ยงผมมาหลายปี?” เด็กหนุ่มถามพลางหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
ตอนนั้นเขาสำนึกบุญคุณลุงกับป้าสะใภ้ที่รับเลี้ยงจริง แต่เวลาหลายปีในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าทำให้ความรู้สึกมันจืดจางไปนานแล้ว ยิ่งได้รู้ถึงสิ่งที่พวกเขาทำ ความรู้สึกบางเบาที่เหลืออยู่ก็หมดลงทันที
“ลำบากเลี้ยงดู?” ทนายความตระกูลเหยียนเองก็อยากหัวเราะเช่นกัน “เท่าที่ผมรู้มา ค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ทั้งค่ากินค่าอยู่ พวกคุณเบิกจากทรัพย์สินที่เป็ของคุณหลี่หรงอี้ทั้งนั้น ไม่ได้ใช้เงินของตัวเองสักเฟินเดียว” (เฟิน คือหน่วยเงินที่เล็กที่สุดของจีน คล้ายเหรียญสตางค์ของไทย โดย 10 เฟิน = 1 เจี่ยว (ภาษาพูดเรียก เหมา), 10 เจี่ยว (เหมา) = 1 หยวน (ภาษาพูดเรียก ไคว่)
ในขณะที่หลี่หรงอี้ยังไม่บรรลุนิภาวะ ลุงที่กลายเป็ผู้ปกครองและผู้จัดการมรดกสามารถเบิกเงินค่าใช้จ่ายทุกอย่างออกจากบัญชีมรดกได้ เพียงแค่ต้องชี้แจงอย่างละเอียดว่าเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง
แต่สองสามีภรรยากลับนำเงินไปใช้จ่ายส่วนตัว โดยมีทนายความคอยช่วยเหลือ ค่าใช้จ่ายสำหรับหลี่หรงอี้เป็แค่ส่วนน้อยเท่านั้น
ยักยอกทรัพย์สินของหลานชายมาเป็ของตัวเองไม่พอ ยังส่งเ้าตัวไปอยู่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เลวร้าย ในขณะที่ตัวเองเสวยสุขกับบ้านและทรัพย์สินที่แย่งมา ส่งลูกสองคนเรียนโรงเรียนดี ๆ แต่คนที่เป็เ้าของตัวจริงกลับตกระกำลำบากมาหลายปี แล้วยังมีหน้ามาทวงบุญคุณอีก!
จ้าวอู๋ซวนเห็นเด็กหนุ่มข้างกายกำหมัดแน่น ลมหายใจก็แรงขึ้นเรื่อย ๆ คล้ายกำลังระงับความโกรธ ก็ฉุดอีกฝ่ายลุกขึ้น
“หมดเื่แล้ว กลับกันเถอะ”
ก่อนจะหันไปพูดกับสองสามีภรรยาที่ไร้ยางอายด้วยน้ำเสียงเ็า “อย่าลืมย้ายออกภายในสามวัน”
พูดจบก็ออกจากห้องโดยมีทนายความและบอดี้การ์ดตามหลัง ท่ามกลางเสียงแผดร้องของป้าสะใภ้
“ผมผิดเองที่อยากให้โอกาสพวกเขา” พอออกมาจากห้อง หลี่หรงอี้ก็พูดออกมาทั้งที่ยังไม่หายโมโห
ตอนแรกเขาเห็นแก่ลุงที่ถือเป็ญาติสายเืเดียวกัน คิดว่าถ้าลุงยอมคืนบ้านและทรัพย์สินที่พ่อกับแม่เหลือไว้ให้ ก็จะไม่เอาเื่ แต่ดูเหมือนเขาจะประเมินความเห็นแก่ตัวของลุงกับป้าสะใภ้ต่ำไป
“เธอไม่ผิดหรอก ผิดที่พวกเขาไร้ยางอายเกินไป” ทนายความเอ่ยปลอบเด็กหนุ่ม
เขาทำคดีมาเยอะ พบเจอคนมาหลากหลายรูปแบบ พวกที่หน้าด้านไร้ยางอายก็เจอมามาก แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ทำให้รู้สึกโมโหแบบนี้มาก่อน
บอดี้การ์ดสองคนก็พยักหน้าเห็นด้วย
มีแค่จ้าวอู๋ซวนที่ไม่ได้ปริปากพูดอะไร และไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่
ทางด้านลุงกับป้าสะใภ้ของหลี่หรงอี้ ตอนนี้กำลังทะเลาะกันเสียงดัง
หลี่หยวนคิดว่าควรคืนบ้านกับทรัพย์สินบางส่วนให้หลานชาย แต่ภรรยากลับไม่ยอม
“อย่างน้อยก็ควรคืนบ้านหลังนี้ให้เสี่ยวหรง” เขาพยายามประนีประนอม
“ทำไมต้องคืน! ไม่ว่าอะไรฉันก็ไม่คืนทั้งนั้น คุณเชื่อที่คนพวกนั้นขู่ด้วยเหรอ?”
“ถ้าไม่เชื่อจะให้ทำไง คุณไม่เห็นหลักฐานที่พวกเขามีหรือไง?!”
“ไม่รู้ละ ยังไงฉันก็ไม่คืน คุณหาทางจัดการกับหลานชายตัวดีของคุณเอาแล้วกัน!” ป้าสะใภ้ของหลี่หรงอี้ยังคงยืนกราน
ถึงครอบครัวของน้องชายสามีจะไม่ได้ถือว่าร่ำรวยเป็เศรษฐี แต่ทรัพย์สินที่ทิ้งไว้ก็ไม่ใช่น้อย ๆ เทียบกับครอบครัวเธอแล้วมากกว่าหลายเท่า ในเมื่อทุกอย่างตกมาอยู่ในมือแล้ว ไม่มีทางที่จะยอมคืนกลับไป
“พ่อ! แม่! ผมเล่นเกมกับเพื่อนอยู่ เลิกทะเลาะกันสักที เสียงมันเข้าไมค์หมดแล้ว!”
ขณะที่สองสามีภรรยายังคงทะเลาะกันไม่หยุด ลูกชายคนเล็กก็เปิดประตูห้องนอนออกมาโวยวายด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
พอเห็นลูกชายสุดที่รักโวยวาย พวกเขาก็หยุดทะเลาะกันทันที และไม่พูดถึงเื่นี้อีก ในขณะที่หลี่หยวนผู้เป็สามียังคงเต็มไปด้วยความกังวล แต่ภรรยาเขากลับไม่เก็บเื่นี้มาใส่ใจ คิดว่าคนพวกนั้นแค่ขู่เท่านั้น ถ้าพวกเขาไม่ย้ายออกเสียอย่าง ใครจะทำอะไรได้
ผ่านไปสามวัน ขณะที่ลุงกับป้าสะใภ้ของหลี่หรงอี้ยังคงเพิกเฉย และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทนายความของตระกูลเหยียนก็ดำเนินการฟ้องร้องทางกฎหมายตามที่ได้พูดไว้
นอกจากสองสามีภรรยาที่ถูกฟ้องร้อง ทนายความที่ให้การช่วยเหลือและปลอมแปลงเอกสารก็ถูกดำเนินคดีไปพร้อมกัน
วันขึ้นศาลหลี่หรงอี้ไม่ได้ไป มีเพียงแค่ทนายความและตัวแทนจากตระกูลเหยียนเท่านั้นที่เข้ารับฟังการพิจารณาคดี
จากที่ตอนแรกป้าสะใภ้ของหลี่หรงอี้ยังเต็มไปด้วยความมั่นใจ แต่พอถูกต้อนจนมุมด้วยหลักฐานพยาน ก็ร้องไห้ฟูมฟายก่นด่าสามีและทนายไม่ยอมหยุด
แม้แต่หลี่หรงอี้ก็ถูกเธอด่าว่าเนรคุณ แถมยังลามปามด่าทอไปถึงพ่อแม่ของเด็กหนุ่มที่เสียชีวิตไปแล้ว จนทนายความของตระกูลเหยียนบอกว่าจะฟ้องร้องข้อหาิ่ประมาทเพิ่ม และถูกผู้พิพากษาสั่งให้หยุด เธอจึงยอมสงบลง
เนื่องจากมีหลักฐานและพยานพร้อมมูล สุดท้ายหลี่หยวนผู้เป็ลุงของหลี่หรงอี้กับทนายความก็ถูกตัดสินโทษจำคุกหลายปี ส่วนป้าสะใภ้มีโทษน้อยกว่า แต่ก็ถูกตัดสินจำคุกเช่นเดียวกัน
ขณะที่ถูกคุมตัวเธอก็เริ่มกรีดร้องโวยวายไม่ยอมรับผิด เอาแต่โทษว่าเป็ความผิดของสามีและทนายความ อีกทั้งยังบอกว่าถ้าตัวเองกับสามีต้องติดคุกแล้วลูกทั้งสองคนจะอยู่กับใคร
หลายคนในศาลที่เห็นเหตุการณ์และรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ต่างส่ายหน้าด้วยความระอาใจ
คนเห็นแก่ตัวมักจะมองไม่เห็นความผิดของตัวเอง และเอาแต่โทษว่าเป็ความผิดของคนอื่น
ทำไมไม่ฉุกคิดสักนิดว่าถ้าตัวเองไม่โลภอยากได้ของคนอื่น เื่คงไม่ลงเอยแบบนี้…
หลังเื่ราวทุกอย่างจบลง หลี่หรงอี้ก็ได้บ้านคืน ส่วนทรัพย์สินส่วนที่ถูกลุงกับป้าใช้ไปแล้วไม่สามารถเอากลับคืนมาได้ แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจ ขอเพียงแค่ได้บ้านกลับคืนมาก็พอแล้ว
ถึงจะได้บ้านคืนมาแล้ว แต่เขาก็ยังคงอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์ของท่านสี่เหยียน และไม่ล้มเลิกความคิดที่จะฝึกฝนให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น
“ผมไม่ไปโรงเรียนได้ไหมครับ ผมอยากฝึกเป็บอดี้การ์ด…”
“ไม่ได้!” จ้าวอู๋ซวนตอบโดยไม่ต้องหยุดคิด และไม่ได้ถามเหตุผลว่าทำไม
“แต่ผมอยากแข็งแกร่ง…”
“เ้าหนู รู้ไหมว่าบอดี้การ์ดของตระกูลเหยียนทุกคนจบปริญญาตรีหรือเทียบเท่ากันทั้งนั้น”
“?”
พอเห็นสีหน้ามึนงงของเด็กหนุ่ม เขาก็ชี้ไปที่บอดี้การ์ดทีละคน “คนนี้จบบัญชี คนนี้จบเศรษฐศาสตร์ ส่วนคนนี้จบนิติศาสตร์…”
“...”
“การจะเป็บอดี้การ์ดที่ดี ไม่ได้มีแต่การใช้กำลังเท่านั้น ความรู้ความสามารถอย่างอื่นก็จำเป็เช่นกัน ยิ่งเจอโลกและผู้คนมากขึ้น ความคิดและมุมมองของเธอก็จะกว้างขึ้นตามไปด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นผมสามารถฝึกหลังเลิกเรียนหรือวันหยุดได้ไหมครับ…” พอคิดดูแล้ว หลี่หรงอี้ก็คิดว่าการหยุดเรียนเป็สิ่งที่ไม่สมควร แต่เขาก็ยังไม่ล้มเลิกเื่การฝึก
จ้าวอู๋ซวนคิดจะพูดหว่านล้อมว่าให้ตั้งใจเรียนยังไม่ต้องคิดเื่อื่น แต่พอเห็นสีหน้าท่าทางที่ไม่ยอมตัดใจของเด็กหนุ่ม เขาก็ถอนหายใจและยื่นข้อเสนอ
“ฉันจะใช้แค่มือเดียว ถ้าเธอสามารถทำให้ฉันขยับได้ เื่ฝึกจะคิดดูอีกที” เขาพูดพลางยืนกางขาเสมอไหล่เพื่อให้ทรงตัวมั่นคง มือข้างหนึ่งไพล่หลัง ส่วนมืออีกข้างยกขึ้นมากระดิกนิ้วเชิญชวนด้วยท่าทางน่าหมั่นไส้
บรรดาบอดี้การ์ดที่กำลังว่างอยู่ต่างก็รุมล้อมเข้ามาดูเื่สนุก
หลี่หรงอี้มองดูท่าทางเชิญชวนของชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความโมโห รู้สึกเหมือนว่าอีกฝ่ายกำลังดูถูกตัวเองอยู่
“คุณพูดเองนะว่าจะใช้มือเดียว แล้วอย่ามาเสียใจทีหลังแล้วกัน” เด็กหนุ่มตรงเข้าไปด้วยความมั่นใจ คิดจะต่อยผู้ชายตรงหน้าให้สมใจ แต่แล้วกลับถูกมือข้างเดียวของอีกฝ่ายดันหน้าผากไว้จนไม่สามารถขยับได้
“...”
“ว่าไงเ้าหนู จะยอมแพ้แล้วเหรอ” จ้าวอู๋ซวนพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ โดยที่มือข้างหนึ่งยังคงยันหน้าผากของเด็กหนุ่มไว้ไม่ขยับ
หลี่หรงอี้พยายามแกว่งหมัดทั้งสองข้างของตัวเองอย่างสุดกำลัง แต่ก็ไม่สามารถแตะตัวของผู้ชายตรงหน้าได้
“สู้เขาเสี่ยวหรง อัดหัวหน้าเลย!” เสี่ยวซุนส่งเสียงเชียร์
แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าหัวหน้ากำลังแกล้งเด็กใหม่ แต่บอดี้การ์ดคนอื่นก็ส่งเสียงเชียร์และเอาใจช่วยเช่นกัน
“...”
พอได้ยินเสียงเชียร์ หลี่หรงอี้ก็มีแรงฮึด แต่ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่สามารถหลุดพ้นมือที่เหมือนคีมเหล็กได้ เขากลอกตาไปมาก่อนจะยกเท้าขึ้นเตะกลางเป้าของผู้ชายตรงหน้าอย่างแรง
“!!!”
“!!”
“...”
บรรดาบอดี้การ์ดที่อยู่โดยรอบต่างใจนพูดไม่ออก บางคนถึงกับเหงื่อตก รีบยกมือขึ้นมากุมเป้ากางเกงไว้ ก่อนจะเบือนหน้าหนีพลางกลั้นขำสุดชีวิต
จ้าวอู๋ซวนที่ถูกเตะกล่องดวงใจโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ถึงกับเข่าทรุดจนตัวงอ เค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความโมโห
“เ้าเด็กบ้า!”
“คุณไม่ได้บอกว่าห้ามเตะนี่ จะมาโทษผมไม่ได้นะ” หลี่หรงอี้พูดพลางก้มหน้า เพราะกลัวตัวเองจะหลุดหัวเราะและแสดงสีหน้าสะใจออกไป
สุดท้ายจ้าวอู๋ซวนก็ต้องรักษาคำพูด โดยยอมให้เด็กหนุ่มฝึกหลังเลิกเรียนและวันหยุด แต่เื่เรียนต้องมาเป็อันดับหนึ่ง ถ้าสอบได้คะแนนไม่ดี เื่ฝึกจะถูกยกเลิกทันที
โปรดติดตามตอนต่อไป
ไม่ใช่ว่าเราเขียนให้นิสัยของป้าสะใภ้น่ารังเกียจเกินจริงนะคะ แต่มันมีคนแบบนี้จริง ๆ นิสัยน่าหยุมหัวมากค่ะ 5555
โอ้ยยย เจ็บแทนหัวหน้าเลยค่ะ โดนเตะอย่างแรง จะสูญพันธ์ไหมนั่น แต่ก็สมน้ำหน้าแหละ คิดจะแกล้งน้องก่อนเอง 5555