เมื่อหยูจินิได้ฟังคำถามของนางก็ถึงกับไปไม่เป็ กว่าจะดึงสติกลับมาได้ก็ผ่านไปหลาย่ลมหายใจแล้ว ยามทบทวนสิ่งที่นางบอกอีกครั้งก็รู้สึกโมโหแทนนางขึ้นมา แต่ก็ไม่วายเอ่ยถามอีกรอบราวคนไม่ค่อยแน่ใจ “นางกล้าทำร้ายเ้าขนาดนี้เชียวหรือ”
คำถามของชายตรงหน้ายิ่งทำให้ซูลี่อยากถอนหายใจแรงๆ ใส่เขาเสียให้รู้แล้วรู้รอด หากเขาโมโหแทนซูฮวาจริงคงไม่ถามเช่นนี้ ดังนั้นนางจึงอดที่จะพูดใส่เขาไม่ได้ “กล้าทำหรือไม่ คุณชายใหญ่ย่อมรู้ดีแก่ใจนะเ้าคะ”
“หากข้ารู้ ข้าจะปล่อยให้นางทำกับเ้าถึงขนาดนั้นได้อย่างไร” หยูจินิเอ่ยอย่างไม่ค่อยเต็มเสียงนัก ก่อนจะเฉไฉเปลี่ยนเื่ “เอาล่ะ เราเลิกพูดเื่นี้เถอะ ตอนนี้เ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว ข้าสัญญาว่าต่อจากนี้จะดูแลปกป้องเ้าให้ดี ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเ้าได้อีก”
ซูลี่รู้ทั้งรู้ว่าคำพูดเขาเชื่อไม่ได้ แต่นางก็พยักหน้าตอบรับไปก่อน อย่างไรก็ได้รู้แล้วว่าบุรุษผู้นี้เป็อย่างไร และนางคงได้ใช้ประโยชน์จากเขาในเร็วๆ นี้ จึงไม่ได้ขืนเซ้าซี้เื่ของซูฮวาที่โดนทำร้ายต่อ
“แล้วเื่ซ่งหยวน เ้าอยากให้ข้าจัดการเช่นไร” หยูจินิถามความเห็นจากสตรีตรงหน้า ในเมื่อนางตั้งใจเอ่ยชื่อซ่งหยวนออกมาย่อมต้องอยากให้เขาจัดการให้ ส่วนเื่มารดาเขาคงทำสิ่งใดไม่ได้
“ข้าขอดวงตาข้างหนึ่งของนางได้ไหมเ้าคะ” ซูลี่เอ่ยทำสีหน้าจริงจัง นั่นทำให้หยูจินินิ่งงัน ก่อนนางจะยิ้มออกมาหน้าระรื่น “ข้าล้อเล่นน่ะเ้าค่ะ”
“อ่อ ไม่ยักรู้ว่าเ้าก็มีอารมณ์ขันกับเขาเป็เหมือนกัน ข้าก็นึกว่าเ้ารู้เื่ของซ่งหยวนแล้วเสียอีก” แม้จะแปลกใจในท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของหญิงสาว แต่เขาก็ไม่ได้เก็บมาคิด
“เื่อะไรเ้าคะ” ซูลี่ขมวดคิ้วสงสัย
“ซ่งหยวนออกไปทำธุระที่นอกเมือง ขากลับถูกโจรดักปล้นและทำร้ายาเ็สาหัสไปทั่วทั้งตัวอีกทั้งยังถูกควักดวงตาไปข้างหนึ่ง แต่น่าแปลกยิ่งนัก เพราะนางไม่แจ้งทางการไม่ตามหาตัวคนทำ” หยูจินิกล่าว ซ่งหยวนเป็สาวรับใช้ในเรือนของเขาก็จริง ทว่าในระยะหลังถูกมารดาเรียกรับใช้อยู่บ่อยครั้งเขาเลยไม่ค่อยใส่ใจมากนัก เื่เอาความกับคนร้ายหรือไม่ก็ปล่อยให้มารดาจัดการไป เพราะแค่งานนอกบ้านก็รัดตัวมากพออยู่แล้ว
“เื่เกิดขึ้นเมื่อใดหรือเ้าคะ” ซูลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย คาดว่าเื่นี้คงเป็เื่ใหม่ที่คนของนางยังไม่ได้มารายงาน ไม่ก็ทางนั้นกำลังปกปิดเื่นี้อยู่
“เมื่อคืนนี้” เขาตอบ
เมื่อได้รับการยืนยันจากชายตรงหน้า ซูลี่ก็พยักหน้าเล็กน้อย แม้อีกฝ่ายจะปกปิดเอาไว้ แต่อย่างไรแล้วคนของนางที่คอยติดตามความเคลื่อนไหวของจวนสกุลหยูก็ต้องสืบพบแล้วมารายงานนางไม่ช้าก็เร็ว
“เช่นนั้นปล่อยนางไปเถอะเ้าค่ะ ให้นางได้อยู่ในจวนต่อ อย่างไรก็ถือว่าได้รับผลกรรมแล้ว” แม้ปากจะเอื้อนเอ่ยราวเป็ผู้มีเมตตาธรรม ทว่าภายในใจของนางกำลังลอบยิ้มเยาะ ซ่งหยวนผู้นี้สมควรได้รับผลกรรมอย่างสาสมรองลงมาจากหลี่ฟางฟาง เห็นทีว่าหลังจากนี้นางคงต้องแวะไปเยี่ยมเยียนอีกฝ่ายสักหน่อยแล้ว
“เช่นนั้นก็แล้วแต่เ้า แต่หากข้ารู้ว่านางรังแกเ้าอีก ครานี้ข้าไม่ปล่อยนางไปแน่” หยูจินิเอ่ยเป็มั่นเป็เหมาะ
“เ้าค่ะ” นางตอบรับ “คุณชายใหญ่ เราก็ยืนคุยตรงนี้มาสักพักแล้ว ท่านกลับไปพักผ่อนก่อนเถิด ข้าเองก็เดินทางมาเหนื่อยเช่นกัน ขอพักสักหนึ่งวันนะเ้าคะ” นางเอ่ยขึ้นเมื่อหมดเื่จะทดสอบเขาแล้ว โดยที่นางลงความเห็นกับตนเองว่าชายคนนี้ย่อมไม่สามารถใช้เป็เบี้ยตัวสำคัญในการทำลายหลี่ฟางฟาง และอาจจะทำได้เพียงสร้างความบาดหมางเล็กๆ ขึ้นก็เท่านั้น
“ได้ๆ ความจริงฐานะของเ้ายามนี้ก็ไม่ใช่สาวใช้ของจวนสกุลหยูอีกต่อไป แต่เ้านับเป็แขกคนสำคัญของข้า อยู่ที่นี่นอกจากเคียงข้างข้าแล้วเ้าก็ไม่ต้องทำงานหนัก พักให้สบายเถอะ” เขาเอ่ยเช่นนั้นเนื่องจากก่อนนี้นางกล่าวว่าได้กลายเป็บุตรบุญธรรมของข้าราชการท้องถิ่นผู้หนึ่ง เื่นี้เขาเองก็นึกดีใจอยู่เหมือนกันเพราะหากนางไม่ใช่เพียงสาวใช้แล้ว และมีฐานะยกระดับขึ้นมาประมาณหนึ่ง เขาก็สามารถคุยเื่ที่จะรับนางเข้ามาเป็อนุภรรยาของเขาได้ หากแต่ที่ผ่านมานางไม่เคยยินยอมเขาจึงยังไม่ได้พูดถึงในยามนี้
เมื่อหยูจินิจากไปแล้ว ชิวหลินและสาวใช้อีกนางนามว่าฟู่เถียนก็ขนของใช้ที่จำเป็มาให้ซูลี่ที่เรือนรับรองตามคำสั่งของผู้เป็นาย แม้จะไม่เต็มใจทำแต่เมื่อถูกกำชับมาพวกนางจึงไม่กล้าปฏิเสธ ทว่าเมื่อมาถึงแล้วกลับถูกหลูเหยาและเจิ้งหลู่คนติดตามของซูลี่ดักทางเอาไว้
“พวกเ้าทำอะไร ถอยไปเดี๋ยวนี้” ชิวหลิวเอ่ยเสียงแข็ง ส่วนฟู่เถียนก็ทำเพียงยืนกอดอกเชิดหน้า
“นายหญิงไม่อนุญาตให้ใครเข้าไป” เจิ้งหลู่เอ่ยเสียงเยียบเย็นจนสาวใช้ทั้งสองตื่นตระหนกขึ้นเล็กน้อย
“ข้า...ข้าก็แค่เอาของใช้มาให้นางตามคำสั่งของนายท่าน” ชิวหลินเอ่ยตะกุกตะกักเล็กน้อย
ชายทั้งสองคนเหลือบมองข้าวของในมือสตรีตรงหน้าจึงได้ยอมเปิดทาง แต่ก็ยังไม่วายเดินตามทั้งคู่เข้าไปในเรือน โดยเจิ้งหลู่เป็ผู้ตามไป ส่วนหลูเหยาก็ยืนนิ่งเป็หินอยู่ที่ทางเข้าเรือนในจุดเดิม
“ทำไมพวกเขาดูน่ากลัวเช่นนี้” ชิวหลินเอ่ยกระซิบกระซาบให้ฟู่เถียนฟัง
แต่ฟู่เถียนกลับไม่ได้สนใจ เพราะในหัวของนางตอนนี้กำลังสนใจสรรพนามที่ชายทั้งสองเอ่ยเรียกซูฮวาว่านายหญิง นึกแล้วก็ลอบกำมือแน่นเพราะความริษยา คนใช้ผู้หนึ่งกลับกลายเป็นายหญิงไปได้อย่างไร
ทั้งสองเดินไปจนถึงตัวเรือนที่ใช้เพื่อรับรองแขกของเรือนคุณชายใหญ่ แม้ห้องหับจะไม่ได้ใหญ่โตมากนักแต่ก็มีเครื่องเรือนครบครัน ที่สำคัญมันกว้างกว่าเรือนคนใช้เป็ไหนๆ
สาวใช้ทั้งสองมองเข้าไปในเรือนก็เห็นคนที่พวกนางคิดว่าเป็ซูฮวากำลังนั่งดื่มชาอย่างสบายอกสบายใจที่ริมระเบียง เสื้อผ้าที่สวมแม้ไม่ใช่ผ้าไหมเนื้อดี แต่เป็ผ้าฝ้ายทั่วไปที่สาวใช้อย่างพวกนางเองก็ใช้อยู่ ทว่ายามที่มันอยู่บนกายของอีกฝ่ายเหตุใดจึงดูงดงามจนผิดแผกแปลกไปจากเดิม ไหนจะท่าทางการวางตัวนั่นอีก
“นายหญิง” เจิ้งหลู่เอ่ยเรียกหญิงสาวที่กำลังเหม่อมองไปนอกหน้าต่างอย่างใช้ความคิด นางจึงค่อยๆ หันมามอง ก่อนสายตาจะเลื่อนผ่านไปยังสาวใช้สองคนที่ยืนอยู่
เมื่อชิวหลินและฟู่เถียนสบสายตาคู่นั้น ราวกับมีพลังงานบางอย่างจนทำให้พวกนางหลบสายตาโดยไม่รู้ตัว
ซูลี่ที่ตั้งใจสวมรอยเป็ซูฮวาจึงลุกขึ้นเดินไปหาพวกนางด้วยท่าทางราวผู้มีอำนาจเหนือผู้คนจนสองคนนั้นยังรู้สึกได้ถึงความอันตราย
เท่าที่รู้มาตรงหน้าอาจเป็ชิวหลินและฟู่เถียน ซึ่งพวกนางสองคนเองก็ใช่ว่าจะทำดีกับซูฮวา เรียกได้ว่าทั้งจวนแทบไม่มีใครดีกับซูฮวาเลยดีกว่า บางกลุ่มสุมหัวนินทาพูดจากระแทกแดกดัน บางกลุ่มไม่ได้ไม่ชอบแต่ก็ไม่อยากยุ่งเพราะซูฮวาถูกเย่ฮูหยินหมายหัวเอาไว้
แต่ก็มีคนอีกกลุ่มที่หาโอกาสทำร้ายซูฮวาอยู่เสมอ ทั้งการทำร้ายทางกาย การใส่ร้ายให้เย่ฮูหยินลงโทษเฆี่ยนตี และทั้งสองคนก็อยู่ในกลุ่มนี้ วีรกรรมของพวกนางแม้ไม่เทียบเท่าซ่งหยวนที่เป็หัวโจกในการทำร้ายซูฮวา แต่ก็ถือว่าหนักหนาพอและสมควรที่จะถูกเอาคืนเสียบ้าง