ความเงียบงันปกคลุมอยู่ชั่วครู่
แล้วหลินถังที่ได้สติก่อนผู้ใดก็หัวเราะออกมาเขามองไปยังเมิ่งฝานแล้วเอ่ยเสียงดัง “ถึงอย่างไรพี่ใหญ่ก็ยังคงเป็นพี่ใหญ่อยู่ดีภายหน้าหากข้าผู้นี้มีโอกาสได้ติดตามท่านย่อมต้องเดินทางไปยังพรรคเหมันต์สวรรค์ด้วยเป็นแน่จะได้ดูว่ามันยิ่งใหญ่สมดั่งคำเล่าลือหรือไม่!”
น้ำเสียงของหลินถังนั้นจริงใจอย่างที่สุดยามที่เขาตกต่ำก็มีเพียงเมิ่งฝานเท่านั้นที่ให้เกียรติบุญคุณในครั้งนั้นคือสิ่งที่เขาจะไม่มีวันลืมและถือเมิ่งฝานเป็นพี่ใหญ่ของตนเองจริงๆ
เมื่อได้ยินในสิ่งที่หลินถังเอ่ยออกมาเมิ่งฝานก็คลี่ยิ้มแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ดี ข้าจะรอเจ้าแต่พวกเจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ข้ายังคงเป็นแม่ทัพของกองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีดังเดิมเพียงยกให้หลินถังก่อนชั่วคราวเท่านั้นข้าหวังว่าหากวันใดมีโอกาสได้ขึ้นไปยังพรรคเหมันต์สวรรค์จะมีพวกเจ้าคอยเคียงข้างไปด้วย!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสายตาของทุกคนต่างก็มีความตื่นเต้นปรากฏพรรคเหมันต์สวรรค์บนยอดเขาเทียนหานนั้นถือว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่แข็งแกร่ง เป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดเพียงแห่งเดียวของพรมแดนจตุทิศ
ทว่าสำหรับเมิ่งฝานแล้วกลับเป็นศัตรูผู้เลิศล้ำเหนือกว่าตนเองช่างเป็นความมั่นใจที่ยากจะคาดเดาเสียจริง
จากนั้นชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งพลันเอ่ยขึ้นเสียงเข้ม“ดี น้อมรับคำสั่งของท่านแม่ทัพมันช่างเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่งขอรับ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นก็มีเสียงหัวเราะชอบใจดังขึ้นทั่วทั้งห้องโถงชายฉกรรจ์ทั้งหลายเหล่านี้นับว่าง่ายต่อการผูกมิตรเป็นอย่างยิ่ง
“หึหึ ไม่ต้องห่วงขอรับพี่ใหญ่ขอเพียงท่านให้เวลาข้า ไม่ว่าจะเป็นการค้าในทะเลทรายถามู่หรือทั้งอาณาจักรข้าก็จะไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไปเป็นอันขาดในทะเลทรายถามู่แห่งนี้ จะช้าหรือเร็วจะต้องเป็นสถานที่ที่พวกเราเป็นใหญ่เพียงผู้เดียว!”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนหน้าของหลินถังซึ่งมันแฝงไปด้วยความต้องการที่เน้นหนักไปในด้านของเงินทอง
ผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างก็รู้กันดีว่าหากเอ่ยถึงเรื่องการหาเงินแล้วนั้นความสามารถของหลินถังในด้านนี้ถือว่าชำนาญการเลยก็ว่าได้ ดังนั้นคงไม่อาจสร้างกองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีให้รุ่งเรืองขึ้นมาได้ในเวลาเพียงหนึ่งปีเช่นนี้
เมิ่งฝานพยักหน้ารับ การที่อยู่ๆ ตนเองก็ได้เป็นเถ้าแก่นั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีสิ่งใดดีเกินแล้วเมื่อมีหลินถังอยู่ที่นี่เมิ่งฝานก็วางใจเป็นอย่างยิ่ง
เสวี่ยไต้เอ๋อร์ที่สัมผัสได้ถึงบรรยากาศแห่งความสุขรอบกายพลันหัวเราะเสียงเบาจากนั้นจึงเอ่ยว่า “หึคิดจะเป็นใหญ่ในใต้หล้ายังถือว่าเร็วไปแค่อสูรประหลาดในทะเลทรายถามู่แห่งนี้เจ้าก็คงรับมือไม่ได้แล้วล่ะ”
อสูรประหลาด?
นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์เขาเองก็รู้ว่าในระยะนี้เมืองเฟิงเลี่ยมักมีเหตุการณ์สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกัดกินผู้คนและขบวนสินค้าเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
หลินถังพยักหน้าก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม“นั่นสิความจริงพวกเราก็สืบข่าวของอสูรประหลาดตัวนั้นมาหลายครั้งแล้วมันร้ายกาจเป็นอย่างยิ่ง และดูเหมือนว่าช่วงนี้มันเพิ่งจะหยุดการลงมือไป หลังจากที่ได้เผชิญหน้ากันหลายครั้งพวกเราก็ไม่เห็นแม้เงาของมันอีกแต่จากที่ได้ยินเสียงร้องของมันน่าจะเป็น เทพวานรโลกันตร์!”
เทพวานรโลกันตร์!
เมื่อสิ้นเสียงนั้นนัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์เขาได้ยินเรื่องราวของสัตว์อสูรนี้มานานแล้วเช่นกัน มันเป็นสัตว์อสูรระดับห้าซึ่งถือว่าอยู่ในระดับราชาสัตว์อสูร
มีพลังดุจเทพผู้แข็งแกร่งมาโดยกำเนิดซ้ำยังมีพลังธาตุไฟอันแข็งแกร่ง มีความป่าเถื่อนเต็มเปี่ยมและยากต่อการต่อกรเป็นอย่างยิ่ง!
เขานึกไม่ถึงว่าสัตว์อสูรชนิดนี้จะมาอยู่ที่นี่เมิ่งฝานเลียริมฝีปากแล้วพลันรู้สึกดีใจขึ้นมา
แม้ว่าเทพวานรโลกันตร์จะยากต่อการกำราบแต่โลหิตบริสุทธิ์ของมันแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งหากมีโอกาสได้กลืนกินพลังของมันก็จะทำให้ศักยภาพของเขาพัฒนาขึ้นอย่างมากมาย
ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้พัฒนาระดับพลัง!
เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานก็พยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “ในเมื่อจะไปแล้วข้าคงต้องไปดูเสียหน่อยข้าเองก็ไม่ได้มั่นใจว่าจะสามารถกำราบมันได้ และหากเดินทางไปจำนวนมากคงจะต้องบาดเจ็บล้มตายกันไม่น้อยข้าจะลองไปด้วยตนเองดูสักครั้ง!”
เมื่อได้ยินดังนั้นผู้คนทั้งหลายก็พยักหน้ารับสำหรับผู้มีศักยภาพแข็งแกร่งดังเช่นเมิ่งฝานนั้นต่อให้ไม่อาจสังหารเทพวานรโลกันตร์ได้ตั้งแต่กระบวนท่าแรก แต่หากเขาคิดจะหลบหนีเทพวานรโลกันตร์ก็ยากที่จะขัดขวาง
หลังจากที่พูดคุยกันอย่างมีความสุขและดื่มกินอย่างสุขสำราญแล้วก็แยกย้ายกันกลับห้องตนเองยามนี้เมิ่งฝานพักผ่อนอยู่ที่เมืองเฟิงเลี่ยมานานพอสมควรแล้ว เขาจึงเตรียมตัวที่จะเดินทางต่อไป
แต่ก่อนที่จะเดินทางจากไปเมิ่งฝานคิดที่จะทำเรื่องหนึ่งให้เสร็จก่อน
ภายในห้องของเมิ่งฝาน
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณเมื่อเมิ่งฝานพลิกฝ่ามือขึ้นมาพลันมีทวนคู่ปรากฏ ซึ่งมันก็คือทวนหยินหยางที่เมิ่งฝานได้รับมาก่อนหน้านี้นั่นเอง
แม้จะใช้งานมันหลายครั้งแต่เมิ่งฝานยังไม่อาจระเบิดอานุภาพศัสตราวุธระดับห้าของมันออกมาอย่างแท้จริงได้เสียทีแม้ว่าการต่อสู้กับเตี่ยนหานเขาจะสามารถปลดปล่อยอานุภาพของทวนหยินหยางออกมาได้แล้วแต่เมิ่งฝานก็รู้ดีว่าแค่นี้มันยังไม่พอ!
เขามองไปยังทวนหยินหยางในมือและรู้ดีว่าโดยปกติแล้วศัสตราวุธระดับนี้จะต้องมีวิญญาณศัสตราซึ่งหากต้องการให้มันแสดงอานุภาพที่แท้จริงออกมาจะต้องทำให้วิญญาณศัสตราของมันยอมรับเขาเป็นนายเสียก่อน!
ดูท่าคงจะต้องหลอมผสานทวนหยินหยางนี้เสียแล้ว!
เมิ่งฝานยกยิ้มที่มุมปาก ยามนี้เขาไม่มีรั่วสุ่ยอีคอยช่วยเหลือแล้วฉะนั้นหากต้องการหลอมผสานศัสตราวุธด้วยตนเองก็นับว่าเป็นความท้าทายที่ไม่ธรรมดา
เขานั่งขัดสมาธิแล้วปล่อยให้พลังจิตไหลเวียนเข้าไปในทวนหยินหยางดุจดั่งสาธารหลากก็ไม่ปาน
พลันมีพลังต่อต้านอันแข็งแกร่งเกิดขึ้นมาที่ทวนคู่ในทันใดทวนคู่นี้เคยยอมรับนายมาแล้ว แม้ว่าผู้เป็นนายคนก่อนจะสิ้นลมไปแต่วิญญาณศัสตรายังไม่ละทิ้งนอกเสียจากว่าเมิ่งฝานจะพยายามลบความทรงจำของพวกมันได้
พลังจิตของเมิ่งฝานไหลเวียน เขาไม่ยอมละทิ้งความพยายามพลังจิตในสมุทรจิตทะลวงเข้าไปในทวนหยินหยางอย่างถาโถมดั่งสายธารหลาก
หลังจากที่ได้รับการฝึกฝนด้วยพลังเทวะแปรเปลี่ยนก็ทำให้พลังจิตของเมิ่งฝานเพิ่มพูนขึ้นมาอย่างมากแม้พลังจิตจะห่างจากขั้นมรณะอีกไม่น้อย แต่เมื่อใดที่เคลื่อนพลังมันกลับไหลเวียนดั่งสายธารหลากก็ไม่ปานทั้งยังแบ่งออกเป็นแปดเส้นและสยบทวนหยินหยางอย่างดุดันไปด้วย
เมื่ออยู่ภายใต้การสยบด้วยพลังอันแข็งแกร่ง พลังของวิญญาณศัสตราแห่งทวนหยินหยางจึงหดกลายเป็นก้อนแม้ว่าพลังต้านทานของมันจะแข็งแกร่งอย่างยิ่งแต่ก็ไม่อาจต้านทานพลังจิตของเมิ่งฝานได้
เวลาผ่านไปนานถึงหนึ่งก้านธูปเมิ่งฝานไม่ได้ขยับไปที่ใดแต่พลังจิตกลับถาโถมเข้าไปในทวนหยินหยางอย่างไม่หยุดพักสุดท้ายแล้ววิญญาณศัสตราของมันก็หดไปอยู่ในมุมหนึ่งของทวนเท่านั้น
ฝ่ามือขาวขยับเมื่อเมิ่งฝานนำเตาหลอมออกมาซึ่งมันก็คือเตาสวรรค์กนกนั่นเอง
พลังปราณค่อยๆ เคลื่อนไหวจากปลายนิ้วออกไปแล้วเปลวเพลิงอันร้อนแรงก็แผ่ซ่านขึ้นในเตาสวรรค์กนก เมื่อนำทวนหยินหยางใส่เข้าไปภายในเมิ่งฝานก็ใช้เปลวเพลิงหลอมผสานมันในทันที!
“ให้ตายสิเจ้ากล้าหลอมผสานเหล่าจื่ออย่างนั้นหรือ!”
“อ๊าก...ข้าจะฆ่าเจ้าเสีย!”
เพียงชั่วพริบตาพลันมีพลังต้านทานอันแข็งแกร่งเกิดขึ้นจากภายในทวนหยินหยางวิญญาณศัสตราที่อยู่ภายในอดไม่ได้ที่จะตวาดออกมาเสียงดัง ก่อนจะมีภาพสงครามนองเลือดมากมายปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของเมิ่งฝานมันคือการเข่นฆ่าในสนามรบ เงาอันนองเลือดและผีร้ายลอยล่อง รวมถึงภาพที่น่าสะพรึงของผู้ที่ตายเพราะทวนหยินหยางด้วย
หากว่ามนุษย์ธรรมดาได้มาเห็นภาพนองเลือดเช่นนี้คงจะสลบไปนานแล้วทว่ายามนี้เมิ่งฝานกลับหนักแน่นไม่ไหวติง หัวใจตั้งมั่นดุจขุนเขา แม้จะได้เห็นภาพที่โหดร้ายแต่ก็ไม่ได้หลับตาเลยแม้แต่น้อย
เมื่อฝ่ามือใหญ่ขยับเปลวเพลิงในเตาหลอมสวรรค์กนกพลันลุกโชนขึ้นกว่าเดิมพลังปราณถาโถมอยู่ในฝ่ามือของเมิ่งฝานแล้วสยบทวนหยินหยางเอาไว้อย่างดุดัน
ภายในนั้นเปลวเพลิงได้ทำการหลอมผสานวิญญาณศัสตราของทวนหยินหยางอย่างไม่หยุดพัก แม้ว่าวิญญาณศัสตราจะพยายามต่อต้านเพียงใดเมิ่งฝานก็กัดฟันแน่นและไม่ยอมปล่อย
เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยามเต็มๆเปลวเพลิงภายในเตาหลอมสวรรค์กนกลุกโชนอยู่เช่นนั้นตลอดพลังการต้านทานของวิญญาณศัสตรานั้นลดลงไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงก่อนจะมีความดีใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าเขารู้ว่าโอกาสของตนเองมาถึงแล้ว ยามนี้คือเวลาอันเหมาะสมที่จะทำให้ทวนหยินหยางรับนาย!
ฝ่ามือใหญ่ขยับ ทันทีที่สยบทวนหยินหยางได้เมิ่งฝานก็กัดนิ้วตนเองเมื่อหยดเลือดปรากฏจึงนำมันหยดลงไปบนทวนหยินหยางเพียงชั่วพริบตาต่อมาเลือดของเขาก็ผสานเข้าไปในศัสตราวุธ
เพียงไม่กี่อึดใจวิญญาณศัสตราของมันก็บริสุทธ์ดั่งทารกเกิดใหม่ก็ไม่ปานการต่อต้านรุนแรงก่อนหน้านี้จางหายไปจนหมดสิ้น สิ่งที่มาแทนที่คือการเชื่อฟังอย่างที่สุด
เห็นได้ชัดว่าหลังจากที่เลือดของเมิ่งฝานผสานกับศัสตราวุธก็ทำให้ทวนหยินหยางนั้นยอมรับเขาเป็นนายมันให้ความรู้สึกอันคุ้นเคยไร้ซึ่งความดุดันเหมือนก่อนหน้านี้
แล้วในวินาทีต่อมาทวนหยินหยางพลันลอยออกจากเตาหลอมสวรรค์กนกมาอยู่ในมือของเมิ่งฝานด้วยตนเองมันส่องประกายอยู่ในมือของเขาอย่างเงียบงัน ขณะเดียวกันก็มีความคมอันยากที่จะคาดเดาปรากฏ!
เมิ่งฝานถอนหายใจออกมาเสียงยาว เวลานี้บนใบหน้าเล็กมีหยาดเหงื่อหลั่งไหลการสยบศัสตราวุธระดับห้านั้นนับว่าเป็นความท้าทายไม่น้อยเลยจริงๆ
หากไม่ใช่เพราะฝึกฝนเทวะแปรเปลี่ยนมาก่อนเขาก็คงไม่อาจรับมือกับการสูญเสียพลังจิตที่มากมายเช่นนี้ได้ แต่ยามนี้ก็ถึงเวลาอันควรที่เขาจะได้เสพสุขกับผลลัพธ์ของมันแล้ว
เมิ่งฝานจับทวนหยินหยางเอาไว้แน่นแล้วหลับตาลงพลังจิตในสมุทรจิตสอดผสานกับศัสตราวุธ หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจเขาก็ลืมตาขึ้นมาแล้วมีความดีใจปรากฏ
ทวนหยินหยางนี้มันช่างแข็งแกร่งเสียจริง
เคลื่อนพลังโดยการให้พลังปราณแปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งหยินหยางสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการสอดผสานของทั้งสองฝ่ายเมื่อใดที่หยินหยางสอดผสานก็จะสามารถระเบิดพลังการทำลายล้างที่บริสุทธิ์ออกมาได้!
โดยมันแบ่งออกเป็นสังหาร ทะลวงแทง และระเบิดสี่กระบวนท่าใหญ่!
ถึงขั้นที่สุดท้ายแล้วสี่กระบวนท่าใหญ่นี้สามารถผสานเข้าด้วยกันได้แล้วยกระดับขึ้นไปยังขีดสูงสุดแห่งพลังของหยินหยาง ให้มันสอดผสานเข้าด้วยกันคล้ายดั่งพลังแห่งสุริยันและจันทราอยู่ในมือแต่เมิ่งฝานในเวลานี้ยังไม่อาจเข้าถึงพลังของมันได้
เห็นได้ชัดว่ายิ่งใช้พลังปราณแสดงอานุภาพของทวนหยินหยางแข็งแกร่งเท่าใดการสอดผสานของหยินหยางก็จะยิ่งสามารถปลดปล่อยอานุภาพอันแข็งแกร่งออกมาได้อย่างเหนือความคาดหมายเท่านั้น
เมิ่งฝานกระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปากเขารู้ดีว่าอานุภาพที่ตนเองใช้ในการต่อกรกับเตี่ยนหานมีเพียงครึ่งเดียวของอานุภาพทั้งหมดเท่านั้นหากสามารถระเบิดพลังในขั้นต่อไปของทวนหยินหยางออกมาได้ละก็เขาไม่จำเป็นต้องใช้พลังของกายามหาธาตุก็สามารถทำให้เตี่ยนหานพ่ายแพ้ไปอย่างไม่เป็นท่า
วิชาทวนเช่นนี้ ถือเป็นการนำความเลิศล้ำสวยงามและอานุภาพมาสอดผสานเข้าด้วยกันเป็นสิ่งที่เลิศล้ำและเหมาะสำหรับการฆ่าเพื่อปล้นสะดม!
เขาข่มความตื่นเต้นไว้ในใจแล้วเก็บทวนหยินหยางเอาไว้เมื่อมีของเช่นนี้อยู่การกำราบเทพวานรโลกันตร์ก็คงจะมีโอกาสสูงขึ้นกว่าเดิม!
ถึงเวลาออกเดินทางแล้ว!
เมิ่งฝานเลียริมฝีปากแล้วมีความฮึกเหิมปรากฏขึ้นที่นัยน์ตาแม้ว่าเทพวานรโลกันตร์จะมีนิสัยที่ดุร้ายป่าเถื่อนและหากหาเรื่องก็คงจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ แต่โลหิตบริสุทธิ์ของมันเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
และในยามนี้เมิ่งฝานคิดอยู่เพียงประโยคเดียวนั่นก็คือ...ต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น ยิ่งมากเท่าใดก็ยิ่งดี!