“คุณพ่อกลับมาแล้วเหรอคะ อาหารยังไม่เสร็จเลยค่ะ” หลิงผูเถาง่วนอยู่กับการทำอาหารในครัว พอเห็นคุณพ่อเดินเข้ามาเธอจึงคิดว่าคุณพ่อคงหิวแล้ว “รออีกนิดนะคะ ยังเหลือมะเขือยาวผัดพริกเสฉวนอีกหนึ่งจาน คุณพ่อไปนั่งรอที่โต๊ะอาหารก่อนได้เลยค่ะ”
“พ่อยังไม่หิวมากขนาดนั้นหรอก แต่พ่อจะมาบอกหนูว่าวันนี้จะมีแขกมาทานข้าวกับเราด้วย” หลิงเหวินไฉบอกลูกสาว
“เป็แขกที่มาคุยธุระวันนี้ใช่ไหมคะ อืม...หนูทำอาหารไว้หลายอย่างเลย แต่ไม่รู้ว่าอาหารจะพอหรือเปล่า เดี๋ยวหนูทำผัดเต้าหู้ทรงเครื่องกับไข่เจียวกุ้งสับเพิ่มก็แล้วกันนะคะ”
เมนูอาหารสองอย่างนี้เป็เมนูที่หลิงผูเถาทำให้กับผู้ชายคนนั้นกินเป็ประจำ เธอไม่มีอะไรตอบแทนเขาได้ นอกจากทำอาหารที่เขาชอบตอบแทนเขาเท่านั้น แต่ครั้งนี้เมื่อคุณพ่อบอกว่ามีแขกจะมาร่วมทานอาหารเย็นด้วย เธอกลับนึกถึงเมนูนี้ขึ้นมา หัวใจของหลิงผูเถาเต้นแรงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว หรือว่าแขกของคุณพ่อจะเป็คนที่เธอรอคอย ‘ฉันจะได้พบเขาแล้วใช่ไหม?’
“คุณพ่อคะ แขกของคุณพ่อคือใครเหรอคะ?”
“คุณลุงเย่เป็เพื่อนเก่าของพ่อเอง ลูกชายของเขาเพิ่งย้ายกลับมาจากต่างประเทศ อายุของเขาเท่ากับหนูพอดี คิดว่าลุงเย่คงอยากพาจื่อหานมาทำความรู้จักกับหนูไว้ เพราะเทอมนี้จื่อหานก็จะย้ายมาเรียนที่เดียวกับหนู”
ตะหลิวที่อยู่ในมือหลิงผูเถาแทบจะหล่น ในชีวิตที่แล้วเธอกับเขาไม่ได้เรียนด้วยกัน แต่เธอกับเขารู้จักกันเพราะเธอได้ช่วยเขาจากการถูกลักพาตัว หลังจากนั้นเขาก็อยากตอบแทนเธอ เมื่อเขารู้ว่าความเป็อยู่ของเธอในครอบครัวหวงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เขาจึงคอยช่วยเหลือเธอทุกอย่าง จนสุดท้ายเธอก็ตกหลุมรักเขา เพียงแต่ชีวิตของเธอมันน่าเศร้า เธอจากไปทั้งที่ยังไม่ได้สารภาพความรู้สึกของตัวเองกับเขาเลยด้วยซ้ำ แล้วในชีวิตนี้ล่ะ ตอนนี้เธอมีพร้อมทุกอย่าง เธอมีสิทธิ์ที่จะสารภาพรักกับเขาได้หรือยัง
“จากที่ได้ฟังมา จื่อหานเป็คนพูดน้อยและไม่คุ้นเคยกับคนแปลกหน้า ถ้าเขาจะดูเ็าไปบ้าง หนูก็อย่าไปถือสาเขานะ แต่ถ้าหนูรู้สึกลำบากใจ หนูก็ปล่อยให้เขานั่งเงียบๆ อยู่คนเดียวก็พอ” หลิงเหวินไฉลูบผมลูกสาว “ที่เขาเป็แบบนี้คงเพราะเขาเสียคุณแม่ไปจากอุบัติเหตุเมื่อห้าปีก่อน แล้วตอนนี้คุณลุงเย่ยังแต่งงานใหม่อีก พ่อคิดว่าจื่อหานคงเสียใจที่คุณลุงเย่รับผู้หญิงคนใหม่เข้ามาแทนที่คุณแม่ของเขา”
“แล้ว...ภรรยาคนใหม่ของคุณลุงเย่เป็คนดีหรือเปล่าคะ”
“จากที่พ่อสืบประวัติมา ผู้หญิงคนนี้นับว่าเป็คนดีคนหนึ่ง”
หลิงผูเถาไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเขาในเื่นี้เลย เธอรู้เพียงว่าเขามักจะทำตัวเ็าเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น แต่กับเธอเขากลับใจดีและอ่อนโยนมาก ในชีวิตที่แล้วเธอมัวแต่คิดถึงชีวิตของตัวเองก็เลยไม่ได้สนใจที่จะถามถึงสถานการณ์ของเขา แต่ไม่เป็ไร...ตอนนี้เธอมีชีวิตใหม่ขึ้นมาอีกครั้งแล้ว เธอจะเป็ฝ่ายดูแลเขาบ้าง
“คุณพ่อออกไปรอรับแขกก่อนก็ได้นะคะ เดี๋ยวหนูทำอาหารเสร็จหนูก็จะขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วหนูจะตามไปที่ห้องอาหารทีหลังค่ะ”
“สวัสดีครับพี่เย่ พี่สะใภ้” หลิงเหวินไฉมองเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่เดินตามมาอยู่ด้านหลัง “นี่คงเป็จื่อหานสินะ โตขึ้นมากเลยนะเรา”
“สวัสดีครับคุณอาหลิง” เด็กหนุ่มทักทาย
เย่เฉิงมองดูลูกชายอย่างแปลกใจ “ปกติแกจะไม่ทักทายใครก่อนไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมคราวนี้ถึงทักคุณอาหลิงได้ล่ะ”
“ผมก็แค่คุยกับคนที่อยากจะคุยด้วยเท่านั้น” เย่จื่อหานตอบ จากนั้นเขาก็หันไปมองภรรยาคนใหม่ของบิดา “ผมไม่ได้หมายความว่าผมไม่อยากคุยกับคุณน้านะครับ แต่ผมไม่ถนัดที่จะพูดกับสุภาพสตรี”
“น้า...น้าไม่ได้คิดอะไรเลยนะจ๊ะ เธออยากคุยกับใครก็คุยได้ตามสบาย” เจียงหว่านรีบตอบ เธอไม่ได้เกลียดหรือไม่พอใจลูกเลี้ยงคนนี้ แต่เธอเป็เพียงหญิงบ้านนอกที่ไม่เคยเข้าสังคมมาก่อน เธอจึงไม่รู้วิธีที่จะสนทนากับผู้อื่นมากนัก
“สวัสดีค่ะพี่เย่ สวัสดีค่ะพี่สะใภ้” จินลี่ซือเดินจูงมือหลิงผูเถาเข้ามา “มาค่ะ ฉันจะแนะนำลูกสาวของฉันให้พวกคุณรู้จัก นี่คือยัยหนูผูเถา ลูกสาวคนเล็กของฉันค่ะ”
“สวัสดีค่ะคุณลุงเย่ คุณป้าเย่” หลิงผูเถาหันไปมองเย่จื่อหาน ใจของเธอเต้นแรงจนแทบจะกระดอนออกมานอกหน้าอก ใช่แล้ว ใบหน้าเ็าและหล่อเหลาเช่นนี้เป็เขาอย่างแน่นอน “สะ...สวัสดีคุณจื่อหาน ฉัน...ฉันชื่อเถาเถานะ”
เย่จื่อหานยิ้มน้อยๆ “เธอยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย”
“แกกับหนูเถาเถาๆ รู้จักกันมาก่อนเหรอ?” เย่เฉิงถามลูกชาย “แต่แกเพิ่งกลับจากเมืองนอกเมื่อไม่นานมานี้เองนะ”
“เรารู้จักกันมานานแล้วครับ” เย่จื่อหานหันไปยิ้มให้หลิงผูเถา “ผมรู้เื่ของเธอเกือบทุกอย่าง แต่เธอไม่เคยรู้เื่ของผมเลย”
หลิงผูเถาตาโต “นาย...นายก็กลับมาเหมือนฉันเหรอ?”
เย่จื่อหานยิ้มกว้าง “อืม...คราวนี้ฉันจะไม่ปล่อยเธอไปอีกแล้ว”
ผู้ใหญ่ทั้งสี่คนได้แต่มองสองหนุ่มสาวอย่างไม่เข้าใจ สองคนนี้พูดอะไรกัน แล้วพวกเขาไปรู้จักกันั้แ่ตอนไหน และไอ้ที่ว่าจะไม่ปล่อยไปมันหมายความว่ายังไง
เย่เฉิงหันไปถามหลิงเหวินไฉ “หรือว่าการมาทานอาหารเย็นวันนี้จะเป็การพบปะอย่างเป็ทางการของพวกเรา หมายถึงว่าฉันต้องเตรียมของหมั้นมาสู่ขอหนูเฉาเฉาให้เ้าลูกชายของฉันหรือเปล่า”
“พี่เย่พูดอะไร ลูกสาวผมยังเด็กอยู่ เธอยังต้องอยู่กับผมอีกหลายปี” หลิงเหวินไฉรีบปฏิเสธ ลูกสาวของเขาเพิ่งกลับมาอยู่กับครอบครัวได้ไม่นาน พี่ชายคนนี้กลับคิดจะมาพรากเธอไปจากพวกเขาแล้ว ไม่ได้ๆ อยากจะแต่งกับลูกสาวของเขาเหรอ รอไปก่อนก็แล้วกัน สักกี่ปีดีล่ะ สิบปีหรือยี่สิบปี โอ๊ย...อย่าไปกินมันเลยไหมข้าวเย็นวันนี้
“สมัยนี้เทคโนโลยีมันกว้างไกล เด็กๆ อาจจะรู้จักกันผ่านเกมหรือผ่านโซเชียลมีเดียอื่นก็ได้ พวกคุณอย่าเพิ่งคิดกันไปไกลเลยค่ะ” จินลี่ซือรีบบอก “พี่เย่อยากได้ลูกสะใภ้ คุณต้องถามจื่อหานก่อนไหมคะว่าจื่อหานยอมหรือเปล่า เด็กๆ สมัยนี้ไม่อยากให้พ่อแม่หาคู่ให้เหมือนสมัยเราแล้วล่ะค่ะ พวกเขาอยากพบรักด้วยตัวเองกันทั้งนั้น”
“แต่ผมเป็ลูกชายที่ดีนะครับคุณอาหญิง ถ้าคุณพ่อชอบลูกสะใภ้คนนี้ ผมก็ชอบด้วย” เย่จื่อหานไม่ปฏิเสธ
“ฉันไม่เห็นด้วย ลูกสาวของฉันต้องได้แต่งกับคนที่เธอรักและเขาก็รักเธอ จะให้เธอมาแต่งงานเพราะความ้าของผู้ใหญ่ไม่ได้” หลิงเหวินไฉรีบปฏิเสธ เขาชักจะไม่ชอบหน้าไอ้หนุ่มหน้าหล่อคนนี้แล้วสิ
“เถาเถา เธอคิดว่ายังไง” เย่จื่อหานหันไปถามหลิงผูเถา
“เอ่อ...เื่นี้...” หลิงผูเถาเดินไปเกาะแขนจินลี่ซือกับเจียงหว่าน “คุณแม่คะ คุณป้าเย่คะ หนูหิวมากเลยค่ะ เราไปทานข้าวกันก่อนดีไหมคะ วันนี้หนูลงมือทำอาหารเองเลยนะคะ”
“ฉันเดาว่าเมนูอาหารวันนี้คงมีผัดเต้าหู้ทรงเครื่องกับไข่เจียวกุ้งสับแน่ๆ เลย เพราะนั่นคืออาหารโปรดของฉัน” เย่จื่อหานพูดขึ้น
หลิงเหวินไฉหันไปมองลูกสาวอย่างใ อาหารสองอย่างนี้ลูกสาวเพิ่งจะคิดขึ้นมาทันทีที่เขาบอกว่าจะมีแขกมาทานอาหารเย็นด้วย หรือว่าลูกสาวกับไอ้หน้าหล่อคนนี้จะมีใจสื่อถึงกันจริงๆ แค่คิดถึงตรงนี้ คุณพ่อหลิงก็แทบจะทานข้าวไม่ลงแล้ว
ส่วนเย่เฉิงกลับดีใจจนออกนอกหน้า “หนูเถาเถารู้ได้ยังไงว่าจื่อหานชอบทานสองเมนูนี้ พวกเธอสองคนคงมีใจสื่อถึงกันจริงๆ สินะ รออีกสักสี่ห้าปี หนูคงต้องเรียกลุงว่าพ่อแล้วล่ะ”
“เื่นี้ผมก็เห็นด้วยกับคุณพ่อครับ” เย่จื่อหานยังรับคำของบิดาอย่างไม่ปฏิเสธ
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารแทบจะกร่อยไปถนัดตา ถ้าหลิงผูเถาไม่คอยคีบอาหารโปรดให้บิดาทาน เมื่อได้รับความเอาใจใส่จากลูกสาว หลิงเหวินไฉจึงกลับมาอารมณ์ดีและทานข้าวได้อย่างเอร็ดอร่อยอีกครั้ง
“นายกลับมาั้แ่เมื่อไหร่” หลิงผูเถาถามขึ้น ตอนนี้ผู้ใหญ่ทั้งสี่คนกำลังคุยเื่งานกันอยู่ เธอกับเย่จื่อหานจึงออกมานั่งเล่นในสวนหน้าบ้าน
“ั้แ่ไปส่งเธอครั้งสุดท้าย ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน รถยนต์ของฉันก็ประสบอุบัติเหตุ” เย่จื่อหานตอบ เขาเงยหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้า “ตอนที่ฉันกลับมาใหม่ๆ ฉันตั้งใจจะอาศัยอยู่ต่างประเทศเป็การถาวร แต่พอคุณพ่อเล่าให้ฟังว่าคุณอาหลิงตามหาลูกสาวที่แท้จริงพบและรับเธอกลับมาอยู่ด้วยกัน ฉันถึงตัดสินใจกลับมาอยู่ที่นี่”
“นายมั่นใจได้ยังไงว่าจะเป็ฉัน”
“ฉันไม่รู้ รู้แค่ว่าฉันต้องกลับมาให้ได้”
“ฉันขอบคุณนายมากนะที่เมื่อก่อนนายคอยช่วยเหลือฉันมาตลอด และยังไปส่งฉันเป็ครั้งสุดท้ายด้วย”
“นอกจากคำขอบคุณแล้วฉันขอเปลี่ยนเป็อย่างอื่นได้ไหม” เย่จื่อหานกุมมือหญิงสาวไว้ “ฉันบอกแล้วไงว่าฉันจะไม่ปล่อยเธอไปอีกแล้ว ตอนนั้นฉันรู้สึกยังไงกับเธอ เธอไม่รู้จริงๆ เหรอ”
“ฉัน...ฉัน...” หลิงผูเถาลังเล “นายคิดว่าฉันคู่ควรเหรอ”
“เถาเถา ฉันจะไม่ขอคำตอบจากเธอตอนนี้ เอาไว้ให้เธอมั่นใจเธอค่อยมาตอบฉัน ไม่ว่าคำตอบของเธอจะเป็ยังไงฉันก็พร้อมที่จะยอมรับ ขอแค่เธอเปิดใจและให้ฉันได้แสดงความจริงใจให้เธอเห็น ถึงตอนนั้นเธอค่อยให้คำตอบกับฉันก็ได้”
หลิงผูเถาลังเล เธอไม่มั่นใจว่าเธอเหมาะสมกับผู้ชายแสนดีอย่างเขาไหม เขาควรจะได้เจอกับคนที่ดีกว่าเธอหรือเปล่า “บางทีตอนนี้นายอาจจะยังมีความรู้สึกของชีวิตที่แล้วหลงเหลืออยู่...”
“นี่เธอจะปฏิเสธฉันแล้วเหรอ?” เย่จื่อหานหันมายิ้มให้หญิงสาว “หัวใจของฉันฉันรู้ดีน่า...ที่เหลือก็อยู่ที่เธอแล้วล่ะ”
“ถ้าฉันให้คำตอบนายตอนนี้เลยล่ะ”
“เธอมั่นใจแล้วเหรอ” เย่จื่อหานจ้องตาหญิงสาว
“ชีวิตที่แล้วฐานะของฉันกับนายต่างกันเกินไป...”
เย่จื่อหานขมวดคิ้ว “ไม่เอาฐานะสิ เอาความรู้สึกของเธอ”
หลิงผูเถายิ้ม “ตอนนี้เราเพิ่งอายุสิบเจ็ดเองนะ เรามาเรียนรู้และค่อยๆ เติบโตไปด้วยกันดีไหม”
“งั้นเราก็ยังใช้คำว่าแฟนไม่ได้ใช่ไหม” เย่จื่อหานทำหน้าเซ็ง
“ใช้คำว่าแฟนไม่ได้ แต่ฉันยกให้นายเป็ที่สี่ในใจฉันเลยนะ”
“ทำไมฉันเป็ที่สี่? ไม่ใช่ว่าฉันต้องเป็ที่หนึ่งเหรอ?”
“นั่นสำหรับคุณแม่ คุณพ่อ แล้วก็พี่ชายของฉันน่ะสิ”