ปกรฌัมตำนานวีรบุรุษ MLH Online

    ตอนที่14 มีราคาที่ต้องจ่าย

    หยางหลี่หยางไม่ได้ตอบโต้คำพูดเหล่านั้น มันเพียงก้าวเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้ารูปปั้นซิงเทียน สองเท้าเหยียบลงบนพื้น “อย่าที่คิดเลย ดินในสวนบุปผชาติแห่งนี้ นิ่มกว่าที่อื่นจริงๆด้วย” จากนั้นมันเดินเป็นวงกลมอยู่ด้านหน้ารูปปั้นซิงเทียนครู่หนึ่ง ก่อนจะบิดตัวไปมาด้วยใบหน้าเขินอาย “ขะ...ข้าปวดฉี่นะ”
    ได้ยินเช่นนั้นขุนนางคนอื่นๆต่างส่ายหน้าเอือมระอา 9ใน10ของทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างคิดว่าหยางหยางกำลังหาข้ออ้างในการหลบหนี แต่ที่ไม่มีใครกล่าวออกมาเพราะยังไว้หน้าเสนาบดีกรมโยธา หยางลู่อยู่บ้าง
    แต่ถึงกระนั้น แม้ผู้ใหญ่จะรู้จักวางตัวและให้เกียรติขุนนางในราชสำนัก แต่ไม่ใช่กับเด็กวัยเดียวกัน
    เสิ่นต้ากล่าวขัด “ไม่ใช่ว่าเจ้าจะใช้โอกาสนี้หนีไปหรอกนะ??” แม้การหนีไปจะทำให้ชื่อเสียงของหยางหยางเสื่อมเสีย แต่แล้วอย่างไร?? คนอย่างมันถึงชื่อเสียงจะเสียไปมากกว่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ข้าพอใจได้ คนที่กล้าจะแย่งของรักของข้าจะต้องอับอาย อายถึงขนาดตายไปจากโลกนี้ได้เลยยิ่งดี
    ได้ยินเช่นนั้น หยางหลี่หยางรีบส่ายหน้าไปมาอย่างรวดเร็วเพื่อปฏิเสธ พร้อมกล่าวกับองค์ราชินี “ขะ...ข้าไม่ได้จะหนีไปอย่าที่ใครๆเข้าใจนะ เพียงแต่ข้าปวดเบาจริงๆ หากได้ปลดออก วิธีลบรูปปั้นซิงเทียนนั้นง่ายนิดเดียว จักรพรรดินีได้โปรดให้ข้าปลดเบา ขอแค่ฉากกั้นไม่ให้อุจาดตาก็พอ ถึงอย่างไรฉี่ของข้าก็กลายเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้งดงามอยู่แล้ว”
    หมิงจิวที่อยู่เคียงข้างราชินี เกิดโทสะจนอดทนไม่ได้ “คุณชายหยาง ท่านจะไม่มียางอายเลยหรืออย่างไรกัน!!!”
    ขุนนางต่างๆส่ายหน้าให้กับกิริยาและคำพูดของหยางหยางเป็นอย่างยิ่ง กล้าทูลขอปลดเบาต่อหน้าพระพักตร์ แม้แต่รุ่นเยาว์วัยเดียวกัน ยังมองไปที่หยางหยางด้วยความสมเพศ ทว่าสำหรับราชินีหมิงซินแล้ว นางไม่คิดเช่นนั้น สายตาของพระนาง รู้สึกเหมือนว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ากำลังเล่นละครอยู่ “ได้สิ ขันทีให้คนไปเอาฉากกั้นให้คุณชายหยางหน่อย”
    เมื่อฉากกั้นมาถึง หลี่หยางจัดแจ้งให้ตั้งไว้เบื้องหลังรูปปั้นซิงเทียน จากนั้นหยางหลี่หยางและกวักมือเรียกพ่อบ้านจิ้นและบุตรชายให้เข้ามาในฉากกั้นด้วย
    “อะไรกัน!!! คุณชายหยาง หรือท่าน...แม้แต่ปลดเบา ยังต้องมีคนช่วย” บุตรสาวตระกูลสวี่ สวี่ซือซือกล่าวออกด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน สีหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ ด้วยชื่อเสียงที่ได้ยินมากอปรกับพฤติกรรมที่หยางหยางแสดงออก และไม่ใช่แค่นาง สตรีทุกคนที่ได้เห็น ต่างใช้สายตามองคุณชายตระกูลหยางผู้นี้เป็นเพียงตัวน่ารังเกียจ
    หลี่หยางหาได้สนใจ มันตะโกนผ่านฉากกั้นสายตาออกมา “ปลดเบาต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ ข้าตื่นเต้น จนฉี่ไม่ออกเลย ขอเวลาหน่อย ขอเวลาอีกนิด”
    หยางหลี่หยางหายเข้าไปในฉากกั้นพร้อมกับรูปปั้นซิงเทียนราวๆหนึ่งเค่อ(15นาที) ขุนนางคนอื่นๆต่างเฝ้ารอด้วยสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก
    “เสร็จแล้ว เสร็จแล้ว” หยางหลี่หยางกล่าวออกพร้อมเดินออกมาจากฉากกั้น จากนั้นมันผายมือไปที่ฉากกั้นสายตาและกล่าวออกแก่ราชินีหมิงซิน “ให้เมื่อจักรพรรดินีไม่ต้องการเห็นรูปปั้นซิงเทียน บัดนี้มันไม่อยู่ในสายตาของท่านอีกแล้ว”
    คำว่าหายไปของหยางหลี่หยาง คือการเอาฉากกั้นมาบังสายตาไม่ให้เห็น ทุกคนในงานเฉลิมฉลองต่างนิ่งเงียบอยู่หลายอึดใจก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา เสียงประสานของความขบขันดังกระหึ่มมากกว่าดนตรีที่นางกำนันบรรเลงไว้เสียอีก
    จงซิ่นหลิงส่ายหน้าอย่างไร้คำพูด ‘สวะแบบนี้นะหรือที่มียศศักดิ์เทียบเท่ากับเรา’
    หานจิ่นเม่ย หัวเราะอย่างสนุกสนาน “คุณชายหยาง หากนี้เป็นมุกตลก มันตลกยิ่งกว่าจะให้แม่ทัพใหญ่กับอัครมหาเสนาบดีมาช่วยท่านย้ายซิงเทียนเสียอีก”
    ซุนหวงมองไปที่อีกฝ่ายด้วยสายตาเหยียดหยาม มันกล่าวออกอย่างไม่ไว้หน้าตระกูลหยาง “คนโง่ ก็มีความคิดเพียงเท่านี้เองสินะ”
    เสิ่นต้ามองไปที่อีกฝ่ายด้วยความพึ่งพอใช้ เสียงหัวเราะขบขัน ทำให้หยางหยางกลายเป็นตัวตลกในพริบตา มันพอใจที่จะได้เห็นอีกฝ่ายไม่เหลือที่ยืนในวังหลวง “ถ้าอับอายมากก็ไปแขวนคอตัวเองซะนะ”
    ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ย หยางหลี่หยางสูดลมหายใจยาวเข้าปอด และกล่าวออกมา “ข้าปลดเบาเสร็จแล้ว ท่านจะไม่เอาฉากกั้นไปเก็บหรือไง??”
    ได้ยินเช่นนั้นขันทีเฒ่าพยักหน้า มันรีบสั่งให้ทหารเดินตามไปเก็บฉากกั้น ระหว่างเดินเท้าในใจคิด ‘ตระกูลหยางคงจบลงที่รุ่น2 เท่านั้น น่าเห็นใจท่านกังปู้จริงๆ’
    ขณะที่ขันทีเฒ่ากำลังสั่งให้ทหารยกฉากกั้นอยู่นั้น ใบหน้าของมันต้องแข็งค้างราวกับเห็นภูตผี เช่นเดียวกับทหารยาม พวกมันเผลอปล่อยฉากกั้นตกลงใส่เท้า แต่ถึงอย่างนั้นเสียงร้องเพียงนิดเดียวก็ไม่มีดังขึ้น เนื่องจากสมองของมันเกิดความงุนงง จิตใจลอยหลุดออกไปจากตัว
    เห็นท่าทีของบริวารแปลกไป ราชินีหมิงซินกล่าว “เหตุใดยังไม่รีบยกฉากกั้นออกไปอีก!!!”
    คำพูดของจักรพรรดินีทำให้ขันทีเฒ่าตื่นจากภวังค์ มันรีบหันใบหน้าที่ซีดเผือกจนเป็นสีขาวกลับมา พร้อมกราบทูลออกไป “หะ...หายไป หายไปแล้วพะยะค่ะ”
    ได้ยินเช่นนั้น หว่างคิ้วของราชินีขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ขันทีเฒ่าเห็นทีท่าไม่ดี มันรีบสั่งให้ทหารยามนำฉากกั้นออกไปโดยเร็ว
    ในตอนนั้นเอง เสมือนลมหายใจของคนทุกคนในงานพิธีหยุดไป ความรื่นเริงและเสียงหัวเราะถูกลบหาย บรรยายกาศกลายเป็นความเงียบเข้าปกคลุม ความเงียบทำให้เสียงกลืนน้ำลายลงคอและลมหายใจแผ่วเบาได้ยินอย่างชัดแจ้ง
    ดวงตาของราชินีหมิงซินเปล่งประกาย นางรู้สึกเหมือนว่าชายหนุ่มกำลังร่ายเวทมนต์เสกให้รูปปั้นซิงเทียนหายไป
    หมิงจิวบุตรสาวเต็มไปด้วยความสงสัยในหัว ความสงสัยที่เอ่อล้น ทำให้นางกล่าวถามอย่างลืมตัว “ได้ไง??...หายไปได้อย่างไร???”
    สีหน้าของผู้ที่หัวเราะและก่นด่าหยางหยางราวกับกลืนอาจมลงคอ พวกมันนิ่งเงียบเสมือนไม่กล้ากล่าวสิ่งใดเพราะกลัวอาจมที่กลืนลงไปส่งกลิ่นเหม็นให้ผู้คนรังเกียจ
    ราชินีหมิงซินจ้องมองไปยังหยางหยางด้วยความสนใจ “หยางหยาง เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่ารูปปั้นซิงเทียนหายไปอยู่ที่ใด??”
    หยางหลี่หยางแย้มยิ้ม “ย่อมได้แน่นอน แต่ข้าจะบอกความลับนี้กับท่านเพียงคนเดียวนะ กลับคนอื่นๆเกรงว่าจะให้รู้ไม่ได้”
    ได้ยินเช่นนั้น คนแรกที่กล่าวค้านคือ หมิงจิว “ดะ...ได้อย่างไร?? เจ้าจะไม่บอกลับความนี้ให้พวกเรารู้ด้วย??” ด้วยความสงสัยที่มากล้น หากไม่รู้ วิธีที่ทำให้รูปปั้นที่มีน้ำหนักมากกว่าสองหมื่นชั่งหายไปได้ละก็ นางไม่สามารถข่มตาหลับได้อย่างแน่นอน
    หยางหลี่หยางยิ้มกว้าง “แม่ทัพจิว ข้าเกรงว่าเรื่องนี้จะไม่ได้ เวทมนต์ของข้าผู้ใดอยากเห็น นั้นมีราคาที่ต้องจ่าย”
    แม่ทัพใหญ่มู่อวิ้นเจียงกล่าวขึ้นเป็นคนแรก “สมควรแล้ว เมื่อครู่ข้าเผลอตัวหัวเราะเยาะคุณชายหยางไป หากอยากรู้ว่าคุณชายหยางทำให้รูปปั้นซิงเทียนหายไปได้อย่างไร ก็ควรต้องจ่ายราคาที่เหมาะสม โปรดบอกราคามาได้เลย” แน่นอนว่ามันผู้นี้ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่สงสัยเป็นอย่างมาก ด้วยพลังวัตรที่มันฝึกฝนกอปรกับวรยุทธ์ที่ร่ำเรียนมา ทำให้มันกลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดบนแผ่นดินเหยี่ยชิง หากแต่การย้ายรูปปั้นจากคลังหลวงมาที่สวนบุปผชาติเมื่อครู่นี้ ทำให้มันสิ้นเปลืองกำลังเป็นอย่างมากและหากให้ขนย้ายต่อไป คงไปได้ไม่เกินประตูวังก็หมดแรง
    คำกล่าวของอีกฝ่ายทำให้หลี่หยางยิ้มอยู่ในใจ ชายหนุ่มเข้าใจดีว่า หากเกิดวันใดความลับแตกมันต้องระเห็ดออกจากตระกูลหยางละก็ นอกจากความแข็งแกร่งที่ช่วยให้มีชีวิตรอดแล้ว เงินทองก็เป็นสิ่งของสำคัญที่ขาดไม่ได้ ‘1ตำลึงเท่ากับ10เหรียญทองสินะ เช่นนั้นก็’“1000ตำลึง หากผู้ใดยอมจ่าย 1000ตำลึง ข้าจะบอกความลับนี้ให้ฟัง”
    หนึ่งพันตำลึง มีค่าเท่ากับ หนึ่งหมื่นเหรียญทอง สำหรับขุนนางที่อยู่ในงานเฉลิมฉลองนี้ มันเป็นเบี้ยหวัดถึงสี่เดือน แม้จะสงสัยแต่เมื่อเทียบกับเงินจำนวนมาก ยังเกิดความลังเลอยู่ในใจไม่น้อย แต่เมื่อบุคคลหนึ่งได้กล่าวขึ้นก็เหมือนการโยนหินลงน้ำ น้ำที่เคยใสก็เริ่มขุ่นขึ้น
    “ตกลง ข้าจ่าย” อัครมหาเสนาบดี เฉินเฟยกล่าวออกด้วยน้ำเสียงเรียบ
    เห็นเช่นนั้น มู่อวิ้นเจียงยกยิ้ม “ข้าเป็นคนบอกให้คุณชายหยางตีราคาด้วยตัวเอง เหตุใดถึงจะไม่จ่ายละ”
    เสนาบดีกรมกลาโหม จงซิ่นหลี่ “ตระกูลจงของเราก็จะจ่าย”
    ในฐานะที่เป็นตระกูลใหญ่เหมือนกัน หากมีหนึ่งตระกูลยอมจ่ายเพื่อดูความลับนี้ แล้วตระกูลที่เหลือไม่ยอมจ่ายละก็ จะไม่ถูกดูแคลนถึงความมั่นคั่งได้อย่างไรกัน
    เสนาบดีกรมยุติธรรม สวี่ซือโฉวกล่าวด้วยเสียงแข็ง “ตระกูลสวี่ไม่ขัดข้อง ขอดูวิธีลบรูปปั้นซิงเทียนกับตาหน่อย”
    เห็นเช่นนั้นอัครเสนาบดีตรวจราชการ ซุนอู่โหวกล่าวตามมาติดๆ “ตระกูลซุนของเราก็จะจ่าย”
    เสนาบดีกรมการคลัง หานปิง ยกยิ้มให้แก่หลี่หยางเล็กน้อยก่อนกล่าวออก “ตระกูลหานก็เหมือนกัน”
    เสนาบดีกรมธรรมการ เสิ่นเจินจู มองไปที่หยางหยางด้วยแววตาจับจ้องและกล่าวความแก่บุตรชาย “ดูเหมือนว่าหลานชายตระกูลหยาง จะมีอะไรมากกว่าที่คิด ต้าเอ๋อจำคำของพ่อไว้ให้ดี ก่อนคิดจะเป็นศัตรูกับใคร ให้ลอกดูเนื้อในของคนผู้นั้นว่าคุ้มค่าหรือไม่ก่อน” กล่าวจบ มันตะโกนออกเสียงแข็ง “ตระกูลเสิ่น ยินดีที่จะจ่าย1000ตำลึง”
    หยางลู่แย้มยิ้มด้วยความพอใจ มันกระซิบออกมาเบาๆ “ปู่เองก็จะจ่าย แต่ไม่ใช่1000ตำลึงหรอกนะ ปู่จะจ่ายให้เจ้า100,000ตำลึง”
    ‘หะ...หนึ่งแสนตำลึง’ หลี่หยางรู้สึกตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน เงินบำเหน็จของขุนนางใหญ่1ปีได้รับ30,000เหรียญทองหรือ3,000ตำลึง เท่ากับว่า หนึ่งแสนตำลึงของหยางลู่คือเงินเก็บตลอด30ปีที่มันรับราชการมาหลี่หยางรีบกล่าวปฏิเสธเงินก้อนใหญ่ “ทะ..ท่านปู่ ท่านไม่ต้องจ่ายให้ข้ามากมายถึงขนาดนั้น แค่1000ตำลึงเหมือนคนอื่นๆก็พอ มะ..ไม่สิ ไม่...ท่านไม่ต้องจ่ายอะไรเลย”
    หยางลู่ส่ายหน้า “อีกไม่กี่วัน เจ้าจะได้เข้าไปสัมผัสกับโลกมายา เงินทองของที่นั้นมีความจำเป็นอย่างสูง เจ้าจะสะดวกสบายขึ้นเมื่อมีสิ่งเหล่านี้ เชื่อปู่เถอะ”
    หยางหลี่หยางมองไปที่ใบหน้าของชายชรา ด้วยความซาบซึ้งและความเคารพ มันรู้ดีว่าค่าของหนึ่งแสนตำลึงดี มันอาจเป็นเงินเก็บตลอดการรับราชการของหยางลู่เลยก็ว่าได้ จากนั้นหลี่หยางพยักหน้าตอบรับความหวังดีของอีกฝ่าย มันคิดไว้ว่าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม จะคืนเงินก้อนนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่หยางลู่ทุกบาททุกสตางค์
    เวลาผ่านไปครึ่งก้านธูป หากไม่นับรวมหนึ่งแสนตำลึงของหยางลู่แล้วนั้น หลี่หยางหาเงินได้มากกว่าถึงหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึง
    ‘หนึ่งหมื่นห้าพันตำลึง เท่ากับ หนึ่งแสนห้าหมื่นเหรียญทอง ระ...รวยแล้ว แบบนี้ข้ารวยแล้ว’ เมื่อหยางหลี่หยางคำนวนถึงยอดเงินที่ไม่ต้องจ่ายคืนด้วยความดีใจ
    เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดสามารถจ่ายหนึ่งพันตำลึงได้อีก มันจึงกล่าวออกไป “15,000ตำลึงเป็นจำนวนเงินที่มากพอแล้ว ข้าคงไม่คิดโลภไปกว่านี้ เอาเป็นว่าแม้มีท่านที่ไม่สามารถจ่าย1000ตำลึงอยู่ในงานด้วยก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าจะแสดงวิธีที่ทำให้ รูปปั้นซิงเทียนหายไปให้ทุกคนชมก็แล้วกัน”