[สามเดือนต่อมา]
สำเภาหลวงลำมหึมาค่อยๆ ทอดสมอลงสู่ก้นแม้น้ำพญาหงษ์ เสียงโซ่สมอขูดกับช่องเหล็กดัง “แกร๊ง!!!…กรั๊ง!!…” ท่ามกลางม่านหมอกหนาเหนือสายน้ำในยามเช้า ระลอกคลื่นขนาดย่อมที่สะท้อนกระทบกับลำเรือสำเภาไม้เสียงดัง ซ่า...ซ่า... คล้ายกำลังรำพันเื่ราวอันหลากหลายแห่งสายน้ำ ในห้วงแห่งกาลเวลาอันแสนยาวนาน
“เตรียมเรือบด”
เสียงขันทีในชุดแดงะโก้อง ลูกเรือนับสิบนายรีบวิ่งไปประจำกว้านเรือในทันใด กว้านนี้พันเก็บเชือกมะนิลาตีเกลียวขนาดเท่าแขนเอาไว้ โดยมีปลายเชือกอีกด้านถูกคล้องเข้ากับห่วงเหล็กกล้าที่กราบเรือบดทั้งด้านซ้ายและขวา
เมื่อลูกเรือช่วยกันหมุนกว้านให้ค่อยๆ คลายออก เรือบดก็พลันค่อยๆ ถูกหย่อนผ่านรอกเหล็กและเชือกตีเกลียวลงสู่แม่น้ำด้านล่างส่งเสียงดัง “เอี๊ยด!!!อ๊าด!!” เรือบดค่อยๆ เคลื่อนลงแตะผิวน้ำอย่างนุ่มนวล รอยน้ำแผ่กระจายเป็วงคลื่นเสียงดังซ่า
แม้สายลมจะโบกสะบัดมาอย่างต่อเนื่องและรุนแรง แต่ใบหน้าของท่านมหาเสนาบดี ผู้มีอำนาจเป็รองเพียงองค์าาแห่งอาณาจักรสมุทรเมฆาเท่านั้น ยังคงเยือกเย็นไร้ซึ่งความสะทกสะท้านอันใด ผู้ติดตามทั้งสามในชุดสีดำประกบติดข้างกายเขาไม่ยอมห่างเพื่อรักษาความปลอดภัย
ไม้กระดานของเรือบด ยวบลงเบาๆ เมื่อพวกเขาก้าวลงมาทีละคน ท่านมหาเสนาบดีนั้นลงเป็คนสุดท้าย และนั่งประจำตำแหน่งหัวเรือ เพียงเขาพยักหน้าลูกเรือก็เริ่มพายเข้าหาฝั่ง
เสียงน้ำแตกกระเซ็นจากฝีพายที่แหวกผิวน้ำอย่างนุ่มนวล สายลมแรงพัดวูบนำพาละอองน้ำกระเซ็นปะทะใบหน้า แต่ทุกคนก็ยังคงนิ่งเงียบไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ยคำใด จึงได้ยินเพียงเสียงลมหายใจ กับเสียงฝีพายและสายน้ำเท่านั้น
เบื้องหน้าพวกเขา ปรากฏท่าเทียบเรือเก่าแก่ ริมตลิ่งสูงซึ่งถูกธรรมชาติกลืนกินตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา เสาไม้ผุพังมีตะไคร่น้ำจับแน่น สิงห์หินโบราณคู่หนึ่งนอนหมอบนิ่งดั่งกำลังนอนหลับฝันอย่างเนิ่นนาน จากยุคสมัยที่ไม่มีใครจดจำ
“ถึงแล้ว...ท่าเรือราชสีห์นิทรา”
เสียงท่านมหาเสนาบดีเอ่ยเบาๆ เขาก้าวขึ้นเป็คนแรก เท้าของเขาััพื้นไม้ที่เย็นเฉียบ แต่ทันใดนั้น...ดวงตาสีแดงของสิงห์หินก็พลันตื่นขึ้น!
เกิดแสงส่องประกายวูบวาบ สว่างขึ้นจากเบ้าตาที่เคยปิดสนิทแห่งสิงห์หินโบราณ ผู้ติดตามทั้งสามรีบเคลื่อนเข้าล้อมร่างท่านมหาเสนาบดีในทันที กลิ่นของหินเก่าและอาคมลึกลับฟุ้งกระจายในอากาศอย่างน่าตระหนกยิ่งนัก
และก่อนที่ใครๆจะทันได้ตั้งตัว
วูบบบบบ!
ร่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าคนทั้งสี่ในชั่วพริบตา
ชายในวัยกลางคนสวมชุดนักพรตสีครามอมน้ำเงินยืนอย่างสงบ ใบหน้าคมเข้มแต่ดูอ่อนโยน สายตาของเขาเปล่งประกายแห่งสติปัญญาและการตื่นรู้
“คารวะท่านมหาเสนาบดี ข้าคือนักพรตจื่ออี้หลง รองเ้าสำนักปฐมิญญา” เขาค้อมศีรษะ “ข้าต้องขออภัยที่ไม่ทราบว่าท่านจะมาเยี่ยมเยือน จึงมิได้เตรียมการต้อนรับ”
ท่านมหาเสนาบดีหรี่ตามองก่อนเอ่ยปาก “หามิได้ๆ ข้าเองก็มิได้ประสงค์ให้เป็เื่เอิกเกริก ที่แท้ท่านก็คือท่านนักพรตผู้มีฉายาว่า “ัผู้โดดเดี่ยว” นี่เอง นับว่าเป็วาสนาของข้าที่ได้มาพบเซียนผู้รอบรู้เช่นท่าน นับถือๆ”
“ท่านชมเกินไปแล้ว ข้าเพียงแค่ผู้พอรู้อาคมเท่านั้น ข้าต้องขออภัยท่าน เมื่อครู่สิงห์หินนั่นเป็ของเล่นเก่าของสำนัก ใช้ตรวจจับผู้บุกรุก มิได้มีเจตนาให้ท่านใ”
“ดีแล้วที่ท่านปกป้องเขตแดนของตน” เสียงมหาเสนาบดีเ็าแต่แฝงเอาไว้ซึ่งความนับถือ “ผู้ที่มิระวังภัย… ก็ย่อมตกเป็เหยื่อได้โดยง่าย”
นักพรตจื่ออี้หลงยิ้มบางๆ “การมาเยี่ยมเยือนสำนักในครั้งนี้ไม่ทราบว่าท่านมีจุดประสงค์เช่นไรหรือ”
“ข้าขอเพียงแค่ได้พบกับองค์รัชทายาทก็เพียงพอแล้ว” ท่านมหาเสนาบดีกล่าว
“เช่นนั้น...เชิญทุกท่านขึ้นเขาพร้อมกันกับข้าเถิด” กล่าวจบนักพรตจื่ออี้หลงก็หันไปทางผู้ติดตามทั้งสามคนแล้วกล่าวกับพวกเขาว่า “ท่านทั้งสามช่วยขยับมายืนชิดๆกับเราทั้งสองแล้วจับมือกันไว้ให้มั่น” ทุกคนจึงขยับเข้ามาจับมือกันเป็วงกลม
“เอาล่ะ ไป—!”
ทันทีที่คำพูดสิ้นสุดลง สายลมเย็นก็พัดพาเศษใบไม้ปลิวว่อนหมุนวนเป็วงก้นหอย คนทั้งห้าพลันหายวับไปในแสงสว่างวาบ เหลือไว้แค่เพียงเศษใบไม้ที่ปลิวกระจัดกระจายอยู่เท่านั้น
ณ ประตูหน้าสำนักปฐมิญญา พลันปรากฏร่างของบุคคลทั้งห้า “เชิญทุกท่านตามข้ามา” นักพรตจื่ออี้หลงเอ่ยปากเชื้อเชิญ
“ช่างเป็สถานที่อันเงียบสงบโดยแท้” ท่านมหาเสนาบดีกล่าว
“สถานที่นี้อยู่ในอาณาเขตวงนอกสุดเรียกว่า เขตศิษย์สำนักนอก สำหรับศิษย์แรกเข้าสำนัก”
“ได้ยินว่าศิษย์ที่อยู่ในเขตศิษย์สำนักนอกนี้เมื่อบวชเป็นักพรตแล้ว จะได้เข้าสู่เขตศิษย์สำนักใน” ท่านมหาเสนาบดีกล่าวแสดงความเห็น
“ท่านกล่าวได้ถูกต้องแล้ว และเมื่อผ่านเขตศิษย์สำนักในไปแล้วจึงจะเข้าถึงส่วนที่เป็เขตมงคล สถานที่พำนักสำหรับอาจารย์ ศิษย์พิเศษ ราชวงค์ หรือบุคคลชั้นสูง” นักพรตจื่ออี้หลงกล่าวพรางเอื้อมมือไปเปิดบานประตู “เชิญทุกท่านเข้าสู่สำนักใน”
เมื่อเปิดประตูออกก็พบกับลานกว้าง มีอาคารหลากหลายแทรกตัวอยู่กับสวนไผ่ มองตรงไปเบื้องหน้าไกลลิบๆ มีบันไดขึ้นไปยังยอดเขาที่สูงขึ้นไป
“บันไดนี้จะพาเราไปที่ใดหรือ” ท่านมหาเสนาบดีถาม
“เป็ทางขึ้นสู่ “เขตมงคล” อันเป็พื้นที่สูงที่สุดบนยอดเขาิญญาเมฆาแห่งนี้ องค์รัชทายาททรงประทับอยู่บนนั้น”
“เช่นนั้นเรารีบไปกันเถิด” ท่านเสนากล่าววาจาด้วยใบหน้าอันยิ้มแย้ม แต่ภายในใจของเขากำลังเต้นแรงด้วยยังไม่ทราบว่าชะตากรรมของตนเองจะเป็เช่นไร
ณ ตำหนักสยบไพรี ทางทิศเหนือของเขตมงคล ยอดเขาิญญาเมฆา ภายในสำนักปฐมิญญา
“ท่านมหาเสนาบดีขอเข้าเฝ้า” เสียงทหารยามประกาศ
องค์รัชทายาทที่กำลังอยู่ในโรงงานภายในตำหนักกำลังต่อเรือรบเพียงลำพัง ก็หันไปทางเสียงนั้น “รีบเชิญท่านเข้ามา”
ทหารยามได้เดินนำทางพาคนทั้ง 5 เข้ามาภายในโรงงานต่อเรือ
“ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” ท่านมหาเสนาบดีนำกล่าว พร้อมทรุดตัวลงคุกเข่าพร้อมกันทั้ง 4 คน มีเพียงนักพรตจื่ออี้หลงเท่านั้นที่เพียงยืนค้อมศรีษะให้
“ทุกท่าน ทำตัวตามสบาย ไม่ต้องมากพิธี” องค์รัชทายาทมันตรา กล่าวด้วยเสียงอันทุ้มนุ่มแต่น่าเกรงขาม
“ทุกคนเชิญออกไปก่อน ข้าขอคุยกับองค์รัชทายาทเพียงลำพัง” ท่านมหาเสนาบดีกล่าวกับทุกคน
เมื่อทุกคนเดินออกไปหมดแล้ว เขาก็พลันคุกเข่าลงกับพื้น “ข้ามีความผิดจะสารภาพต่อท่าน ข้ามิได้หวังให้ท่านให้อภัย แต่ขอท่านได้โปรดละเว้นลูกสาวและตระกูลของข้าไว้เพียงเท่านั้น” มหาเสนาบดีกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบและชัดเจน
“เื่ที่ท่านวางยาฆ่าข้านั่นหรือ ข้าสืบและรวบรวมหลักฐานไว้จนหมดสิ้นแล้ว” องครัชทายาทกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“พระองค์รู้แล้ว!!!” ท่านมหาเสนาบดีเงยหน้ามองลึกเข้าไปในดวงตาขององค์รัชทายาท
“ใช่… แต่พอลองคิดๆดูแล้ว ท่านก็ไม่ใช่คนร้ายกาจอะไร เพียงเพราะเป็ห่วงบ้านเมืองมากเกินไป และด้วยความเป็ตระกูลที่ทรงอำนาจ ก็เลยอยากจะดำรงค์อำนาจนี้ไว้ให้ยาวนานที่สุด แต่เมื่อข้ารับจีจี้เข้ามาเป็สนมเอกแล้วท่านก็มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ไม่เป็ปรปักษ์กับข้าอีก เช่นนี้ข้าก็พอจะยอมรับได้” องค์รัชทายาทมันตราก้มลงมองตาท่านมหาเสนาบดี
“ฉนั้น ข้าจะไม่ถือโทษต่อท่าน เพียงแต่ขอให้ท่านและคนของท่านทั้งหมดกลับมาสนับสนุนข้าก็เพียงพอแล้ว” มันตรากล่าวพลางใช้ทั้งสองมือจูงมือท่านมหาเสนาบดีให้ลุกขึ้นยืน
“ได้!!... นับแต่นี้ไป ข้าจะยืนอยู่ข้างท่าน ไม่ว่าจะสั่งให้ข้าบุกน้ำลุยไฟเช่นไร ข้าจะไม่บ่นเลยสักคำ” มหาเสนาบดีกล่าว
“ท่านกลับไปก่อน ข้าจะเร่งต่อเรือให้เสร็จแล้วจะตามท่านกลับไปทีหลัง” มันตรากล่าวอย่างเคร่งขรึม