“แต๊นตาแต๊น กระเป๋าเก็บของสี่ดี !”
เธอขยายหลุมดำนั้นก่อนจะเก็บฝักข้าวโพดลงไปในหลุมดำนั้นราวกับเป็กระเป๋าส่วนตัวแล้วทำความสะอาดเศษดินที่พื้นด้วยเวทมนตร์ธาตุดิน ทำให้พื้นไม้กลับมาติดกันอีกครั้ง
เธออุ้มคิราเอลน้อยขึ้นมา แล้วฮัมเพลงกล่อมเบา ๆ จนทารกน้อยหลับปุ๋ยไปอีกครั้ง เป็เพลงกล่อมเด็กที่เธอไปฟังจากโลกอื่น แม้จะฟังดูเป็ภาษาแปลก ๆ แต่ก็ช่วยให้คิราเอลหลับปุ๋ยได้ล่ะนะ
“หลับเก่งกว่าฉันจริง ๆ ด้วยนะเ้าตัวเล็ก”
นารุคามิวางทารกน้อยลงบนกองฟางที่อยู่บนพื้น แล้วเธอเองก็นอนลงข้าง ๆ ทันใดนั้นเธอก็นึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ ที่เธอเห็นพลังงานสีดำลอยรอบ ๆ ร่างกายของคิราเอลตัวน้อย
‘เวทมนตร์ธาตุ ? ดูไม่คล้ายเลยนะ หรือว่าห้องมันไม่ค่อยสว่าง เลยเห็นไม่ชัด ลองเช็คดูแล้วกัน’
ว่าแล้วเธอก็จับไปที่ศีรษะของคิราเอลอีกครั้งพลางรวบรวมสมาธิและปล่อยคลื่นพลังงานสีขาวราวกับแสงอันบริสุทธิ์เข้าสู่ร่างของทารกน้อย
พลังงานของเธอล่องลอยเข้าไปในกระแสเื ไปยังทุกอณูของร่างกายเล็ก ๆ
สิ่งที่นารุคามิเห็นไม่ใช่เวทมนตร์ธาตุ ไม่ใช่น้ำ ดิน ไฟ หรือลม แต่เป็พลังงานสีดำสนิทที่พันธนาการอยู่รอบหัวใจของคิราเอล
ยิ่งมองลึกลงไปนั้นก็ยิ่งจมดิ่งไปกับความมืดมิดราวกับหลุมดำในห้วงอวกาศ
“อะไรล่ะนั่น”
นารุคามิมองเห็นแสงสีเขียวมรกตค่อย ๆ เล็ดลอดออกมาจากกลุ่มก้อนพลังงานสีดำ ราวกับกำลังต่อสู้กับความว่างเปล่าอย่างไงอย่างงั้น
นารุคามิลืมตาขึ้นพลางคิดในใจ
‘รอดูไปก่อนแล้วกัน…’
แม้ว่าเธอจะเป็เทพเ้าแต่ก็มีหลายเื่ที่เธอไม่รู้ เพราะนี่ไม่ใช่โลกของเธอ แต่เป็โลกที่เธอมาเที่ยวเท่านั้น
‘พระเ้าที่ปกครองดาวดวงนี้คือใครกันนะ สักวันจะต้องไปหาให้ได้ และต้องถามให้รู้ความ’
หลังจากนั้นเวลาก็ค่อย ๆ ไหลไปอย่างรวดเร็ว ราวกับกระแสน้ำในลำธารที่พัดพาความเร่งรีบของโลกภายนอกออกไปจนหมดสิ้น
จากบ้านธรรมดาได้เริ่มมีเฟอร์นิเจอร์เข้ามาบ้างทีละชิ้นสองชิ้นจำพวก โต๊ะ เก้าอี้ และตู้ไม้ที่ซื้อจากร้านค้าในหมู่บ้าน หรือสร้างขึ้นมาด้วยเวทมนตร์เล็ก ๆ น้อย ๆ
แถมเธอยังใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ได้อย่างเต็มรูปแบบ ไปกับการเลี้ยงลูกที่กลายเป็กิจกรรมหลักของชีวิต ชอปปิ้งของใช้จำเป็จากตลาดเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน และใช้เวลาชื่นชมธรรมชาติรอบตัว
ความเรียบง่ายกลายเป็ชีวิตใหม่ของเธอ และการได้เห็นคิราเอลเติบโตอย่างปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์นี้ก็ทำให้นารุคามิเริ่มมีความสุขขึ้นทุกวัน “ชีวิตแบบนี้ดี๊ดี”
แต่ความสุขกลับไม่ได้อยู่คงกระพันน่ะสิ
หนึ่งปีผ่านไป รวดเร็วราวกับนาฬิกาติดจรวด ณ บ้านหลังเดิมที่นารุคามิได้มาฟรี ๆ ตอนนี้ภายในบ้านเริ่มมีเครื่องเรือนผุดขึ้นมานิดหน่อย ทั้งโต๊ะนั่งเล่น ทั้งตู้และชั้นวางของ เหนือสิ่งอื่นใดในห้องนอนของเธอมีเตียงขนาดใหญ่วางอยู่
แถมภายในบ้านและนอกตัวบ้านนั้นถูกทาด้วยสีฟ้าอ่อน เป็ผลงานของตัวเธอเอง เมื่อสามเดือนก่อนเธอตัดสินใจซื้อสีมาทาบ้านให้สวยงาม และค่อย ๆ ซื้อเฟอร์นิเจอร์จนเพื่อนบ้านเริ่มสงสัยว่า ‘เธอไม่ได้ทำงานแต่สามารถซื้อพวกเฟอร์นิเจอร์ได้เนี่ยนะ ?’
คิราเอลก็เติบโตขึ้นเป็เด็กสาววัยหนึ่งขวบเศษที่มีผมสีเงินเป็ประกายและดวงตาสีมรกต เธอวิ่งเล่นไปรอบ ๆ ห้องได้อย่างคล่องแคล่วราวกับสายลมที่พัดเร็ว
“คิราเอล ห้ามกินดินนะ!”
นารุคามิเอ่ยเสียงดุเล็กน้อย พลางใช้เวทมนตร์ธาตุดินยกกระถางต้นข้าวโพดที่เธอปลูกไว้บนโต๊ะขึ้นให้พ้นมือเด็กสาว
แต่แสงสีเขียวมรกตที่พันธนาการอยู่รอบหัวใจกลับแข็งแกร่งและสว่างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนดูเหมือนว่าพลังงานทั้งสองกำลังอยู่ในภาวะสมดุล
แผนผังบ้านของนารุคามิ

แม้เวลาจะผ่านไปนาน แต่ความกังวลของเธอก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย พลังงานสีดำทมิฬนั้นยังคงอยู่ภายในกายของคิราเอล
ในขณะที่นารุคามิกำลังบดเมล็ดธัญพืชเพื่อทำอาหารให้คิราเอลก็มีเสียงกิ่งไม้หักดังมาจากทางหน้ากระจกบานเลื่อนด้านขวาของบ้านที่มีตะแกรงกันขโมยติดอยู่
เธอจึงแหงนหน้าไปมองทางต้นเสียงกลับพบเพียงแต่ความว่างเปล่า
ถ้าเป็สัตว์อสูรหรือสัตว์ป่าก็คงจะเห็นตัวแล้ว แต่นี่มองเห็นแค่สายน้ำสีใสที่ไกลจากบ้านไปไม่กี่เมตร
นารุคามิไม่ได้ใส่ใจพลางทำอาหารต่อ ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
เป็เสียงเคาะที่ดูช้าผิดปกติ เธอจึงเดินออกมาจากห้องครัวพลางเดินไปหน้าประตูทางเข้าแล้วส่องรูตาแมวก็พบกับชายร่างสูงคนหนึ่งยืนรออยู่หน้าบ้าน
“ค่า”
เธอเอ่ยพลางเปิดประตูออกไป
“ทำงานอะไร”
ชายร่างสูงนั้นถามห้วน ๆ ราวกับสงสัยว่านารุคามิทำงานอะไร ทำไมบ้านที่ดูเก่า ๆ จึงดูเหมือนใหม่แถมยังไม่เคยเห็นออกไปไหนอีก ไม่แปลกที่จะถูกสงสัย
“ฉันไม่ได้ทำงานอะไรที่นี่หรอกค่ะ”
นารุคามิกล่าวอย่างใจเย็นราวกับเป็คำพูดที่เธอเตรียมไว้แล้ว
“ฉันเป็แค่ แม่บ้าน ที่มาดูแลบ้านหลังนี้ให้เ้านาย ซึ่งเ้านายของฉันเป็นักเดินทางที่ร่ำรวยและชอบธรรมชาติ และจ่ายเงินให้ฉันหลายเหรียญทองค่ะ พร้อมกับบำรุงรักษาบ้านไม่ให้ทรุดโทรมใน่ที่เขาไม่อยู่ แถมยังอนุญาติให้ฉันเอาลูกของพ่อของเมียน้อยมาดูแลอีก โฮ่ ๆ ”
เธอยิ้มอ่อน ๆ ราวกับกำลังกลบเกลื่อนคำโกหกของตนเองเอาไว้
“ส่วนที่ไม่ค่อยได้เห็นฉันออกไปไหนก็เพราะฉันต้องดูแลลูกสาวตลอดเวลาค่ะ”
นารุคามิชี้ไปที่คิราเอลตัวน้อยที่วิ่งเตาะแตะอยู่ในบ้าน
“อีกอย่าง เ้านายเขาส่งเสบียงมาให้เป็ประจำทุกเดือนอยู่แล้ว เลยไม่จำเป็ต้องออกไปไหนบ่อย”
คำตอบที่สมเหตุสมผลและดูเรียบง่ายทำให้น้ำเสียงของชายร่างสูงอ่อนลงเล็กน้อย