หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    เล่มที่ 4 บทที่ 103 พบจื่อหลวนอีกครั้ง

    บทที่ 103 พบจื่อหลวนอีกครั้ง

            “ได้ จากการฝึกฝนของเจ้าในตอนนี้ เจ้าสามารถหลอมได้แค่โอสถขั้นที่สามเท่านั้น เอาไว้ให้ตบะของเจ้าบรรลุขั้นที่สี่หลิงหยวนเจ้าค่อยกลับมาที่หอโอสถใหม่ นี่คือตำราโอสถขั้นที่สี่หลิงหยวน เจ้าเอามันไปก่อนแล้วกัน” ผู้อาวุโสถางมอบตำราโอสถให้ฉินชู แม้เขาอยากให้ฉินชูอยู่ฝึกฝนหลอมโอสถกับเขาต่อ แต่เขาก็เข้าใจ ฉินชูมีพรสวรรค์ด้านการฝึกตนที่น่าตกใจ การฝึกฝนวิชาหลอมโอสถไม่ควรส่งผลกระทบต่อการขัดเกลาตบะของเขา

            ฉินชูโค้งคำนับผู้อาวุโสถาง ก่อนจะออกจากหอโอสถ และมาที่เรือนพำนักของผู้เฒ่าโม่

            “ฝึกวิชาหลอมโอสถเป็นอย่างไรบ้าง?” ผู้เฒ่าโม่มองฉินชูพลางถาม

            “ดีขอรับ สามารถหลอมโอสถเจินหยวนได้แล้ว” ฉินชูเอ่ยปาก

            “ดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่าพรสวรรค์ด้านการหลอมโอสถของเจ้าจะไม่เลวเลย แต่ว่าข้าขอเตือนเจ้าไว้อย่าง เส้นทางการฝึกตนหลังจากนี้ การหลอมโอสถเป็นเพียงทักษะเสริมเท่านั้น ห้ามให้มันส่งผลกระทบต่อการฝึกตนและการพัฒนาตบะของเจ้าเด็ดขาด” โม่เต้าจื่อเตือนฉินชู

            ฉินชูพยักหน้า “ศิษย์จะจำให้ขึ้นใจ”

            “รู้แล้วยังไม่ออกไปอีก จะรออะไรอีก” เมื่อเห็นฉินชูยังไม่จากไปสักที โม่เต้าจื่อก็หงุดหงิด

            “ศิษย์จะไปจากสำนักสักระยะหนึ่ง ศิษย์อยากจะกลับไปยังสถานที่ที่เคยอาศัยอยู่ จากนั้นไปที่หุบเขาเทียนเซียงเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนกับจื่อหลวน ศิษย์ไม่อยากให้นางต่อสู้กับเฉียนหลิงอู่” ครั้งนี้ฉินชูมาเพื่อกล่าวลา

            “ทำไมเจ้าไม่ปล่อยให้พวกเขาต่อสู้กัน เจ้าเข้าข้างใครอยู่หรือไม่?” โม่เต้าจื่อถลึงตาใส่ฉินชู

            ฉินชูส่ายหัว “ท่านผู้เฒ่าคิดมากเกินไปแล้ว หากพิจารณาดูดีๆ แล้ว หากจื่อหลวนไม่อยู่ที่หุบเขาเทียนเซียง ทั้งสามสำนักหลักคงจะยึดหุบเขาเทียนเซียงไปแน่นอน การยึดหุบเขาเทียนเซียงนั้นเทียบเท่ากับการครอบครองหญ้าหอมนภา หากพวกเขาติดต่อกับกองกำลังภายนอกจริงๆ ทรัพยากรเหล่านี้ที่อยู่ในพื้นที่ของเราจะไหลออกไปด้านนอก ต่อให้ทรัพยาการไม่ไหลออกไปด้านนอก แต่สำนักหลักที่เรืองอำนาจขึ้นมา ก็ยิ่งเป็นภัยต่อสำนักของพวกเรามากขึ้น ในส่วนของเฉียนหลิงอู่ ก็ไม่ควรมีปัญหาเกิดขึ้นกับนางเช่นกัน เพราะนางเป็นโล่ป้องกันกองกำลังภายนอกให้ราชวงศ์เฉียน หากราชวงศ์เฉียนไม่มีนาง แล้วจะยังสามารถสกัดกั้นกองกำลังด้านนอกได้หรือไม่เล่า”

            “เจ้าฉลาดขึ้นแล้ว ข้าคงคิดมากไปจริงๆ เจ้าพูดถูก หากอาณาจักรของพวกเราไม่มั่นคง ก็คงไม่เป็นประโยชน์ใดๆ ต่อสำนักชิงหยุน สิ่งที่ดีที่สุดคือไม่ควรมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นกับเฉียนหลิงอู่กับจื่อหลวน แต่เจ้าจะไหวหรือ” โม่เต้าจื่อเป็นคนฉลาด ทันทีที่ฉินชูอธิบายเหตุผล เขาก็เข้าใจการเชื่อมโยงอันมีนัยยะสำคัญนี้

            “อย่างน้อยจื่อหลวนอาจเห็นแก่ศิษย์ไม่มากก็น้อย เฉียนหลิงอู่ก็เช่นกัน ศิษย์จะพยายามเกลี้ยกล่อมให้ดีที่สุด และศิษย์เองก็อยากออกไปเห็นโลกภายนอกด้วยเช่นกัน” ฉินชูพูดขึ้น

            โม่เต้าจื่อมองฉินชู “เจ้าพยายามมาตลอด สำนักชิงหยุนเป็นหนี้บุญคุณเจ้า รีบไปรีบกลับ หลังจากนี้อีกครึ่งปี ก่อนการประลองยุทธิ์ระหว่างสี่สำนักมหาอำนาจจะเริ่มขึ้น กลุ่มดาวทั้งเจ็ดดวงจะปรากฏบนท้องฟ้า ในเวลานั้น ข้าจะสามารถย้อนนิมิตเกี่ยวกับต้นกำเนิดของเจ้าได้”

            เมื่อได้ยินคำพูดของโม่เต้าจื่อ ร่างกายของฉินชูพลันสั่นสะท้าน ทำไมเขาถึงมาที่สำนักชิงหยุน... ทำไมเขาต้องพยายามฝึกตนอย่างหนัก... 

            ทั้งหมดก็เพื่อต้องการรู้เรื่องต้นกำเนิดของตัวเอง

            “ไปได้แล้ว” โม่เต้าจื่อปัดมือให้ฉินชู เขาเข้าใจความปรารถนาในใจของฉินชูดี เขาต้องเก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อนและปล่อยให้ฉินชูฝึกตนอย่างมั่นคง แต่เขาไม่สามารถเก็บงำเรื่องนี้เอาไว้ได้ เพราะเขาเข้าใจความเจ็บปวดในหัวใจของฉินชูเป็นอย่างดี

            หลังจากออกจากเรือนพำนักของโม่เต้าจื่อ ฉินชูก็มาที่หอศิษย์รับใช้บนยอดเขาหลัก จากนั้นก็เรียกศิษย์รับใช้ทั้งหมดมาประชุม

            นี่เป็นครั้งแรกที่ฉินชูทำหน้าที่หัวหน้าศิษย์รับใช้

            เมื่อรับรู้คำสั่งของฉินชู ศิษย์รับใช้ทุกคนต่างก็มารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว

            “พวกเราเป็นศิษย์รับใช้ แต่พวกเราด้อยกว่าศิษย์ทางการหรือไม่?” ฉินชูถามขึ้น

            “ไม่!” ศิษย์รับใช้ขานรับอย่างหนักแน่น

            ตอนนี้ยังมีใครบ้างที่กล้าพูดว่าศิษย์รับใช้แย่ แม้แต่ศิษย์สายนอก ศิษย์สายใน ศิษย์สายหลักก็ยากที่จะหันคมกระบี่ใส่ศิษย์รับใช้อย่างฉินชู

            “อันที่จริงยังด้อยกว่าอยู่หน่อยหนึ่ง ด้อยกว่าในเรื่องทรัพยากรและพรสวรรค์ พวกเขาสามารถเป็นลูกศิษย์อย่างเป็นทางการได้ แต่พวกเรายังเป็นศิษย์รับใช้อยู่ แต่นอกจากปัจจัยภายนอก นอกจากทรัพยากรการฝึกตนไม่เพียงพอ พวกเรายังมีอะไรที่ด้อยกว่าพวกเขาอีก... ไม่มี ในด้านความเป็นมนุษย์ ในด้านศักดิ์ศรี ทุกคนล้วนเหมือนกันหมด หากขาดแคลนทรัพยากร จงพยายามและขยันใฝ่หามาเติมเต็ม ข้าเชื่อในตัวพวกเจ้า พวกเจ้าจงเข้าแถวเพื่อมารับโอสถจากข้า แม้มีไม่มาก แต่ก็เพียงพอต่อการเริ่มต้นของพวกเจ้า หลังจากก้าวขึ้นสู่เส้นทางของผู้ฝึกตนได้แล้ว พวกเจ้าต้องพึ่งพาตัวเอง” ฉินชูเอ่ยปากพูด

            “แต่พวกเราไม่มีแต้มคุณูปการ” ศิษย์รับใช้ที่อยู่ด้านหน้าคนหนึ่งพูดขึ้น

            “ไม่ต้องใช้แต้มคุณูปการ โอสถพวกนี้เป็นของข้าเอง ไม่ใช่ของสำนัก พวกเจ้ารับมันไป แล้วใช้ฝึกตนก็พอแล้ว” ฉินชูหยิบโอสถจวี้หยวนออกมาและเริ่มแจกจ่าย

            หลังจากแจกโอสถเสร็จ ฉินชูก็โบกมือให้กำลังใจเหล่าศิษย์รับใช้บนยอดเขาหลักก่อนจากไป เขาคิดว่าหลังจากนี้อาจจะไม่ค่อยได้มาที่หอศิษย์รับใช้อีก เพราะตรงนี้ไม่มีอะไรผูกมัดเขาไว้แล้ว

            หลังจากกลับมาที่ยอดเขาชิงจู๋ ฉินชูก็เรียกเหล่าศิษย์รับใช้ที่นี่มารวมกัน หลังจากพูดไปพักหนึ่ง เขาก็ทิ้งโอสถจวี้หลิงทั้งหมดให้เอ้อพั่งกับไป๋อวี้ และขอให้พวกเขาดูแลศิษย์รับใช้ที่ยอดเขาชิงจู๋ให้ดี ก่อนออกจากสำนักชิงหยุนไป

            หลังจากออกจากสำนักชิงหยุน ฉินชูก็จ้างเกวียนสัตว์อสูรในเมืองกลับไปยังสถานที่ที่เขาเคยอาศัยอยู่

            เมื่อมาถึงสถานที่ที่เขาเคยอาศัยอยู่มานานกว่าสิบปี ฉินชูพบว่าทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ผู้เฒ่ายังคงไม่กลับมา และไม่มีใครแตะต้องหลุมศพ

            ฉินชูผิดหวังเล็กน้อย เขานั่งเกวียนสัตว์อสูรมุ่งหน้าไปที่หุบเขาเทียนเซียง การเดินทางด้วยเกวียนสัตว์อสูรประหยัดเวลาการฝึกตนของเขาได้มาก ตัวเขาในตอนนี้ก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินในการว่าจ้างเกวียนสัตว์อสูร

            หลังจากออกเดินทาง ฉินชูได้สังหารคู่ต่อสู้หลายคนและได้ทรัพย์สินมาไม่น้อย นอกจากเงินทอง เขายังรวบรวมทรัพยากรการฝึกตนได้มากมาย

            ไม่ถึงสิบวัน ฉินชูก็มาถึงเขตภายนอกของหุบเขาเทียนเซียง

            ฉินชูทิ้งเกวียนสัตว์อสูรเอาไว้ เพราะด้านหน้ามีกองกำลังของสี่สำนักมหาอำนาจอยู่ คงต้องบอกว่าเป็นสามสำนักมหาอำนาจเสียมากกว่าที่ปิดผนึกพื้นที่แห่งนี้เอาไว้ หากนั่งเกวียนสัตว์อสูรเข้าไป มันง่ายต่อการตรวจพบ

            ตกดึก 

            ฉินชูมาถึงพื้นที่ที่จื่อหลวนเคยพาเขาหนีออกมา มันเป็นพื้นที่ที่ขั้นอยู่ระหว่างกลางกองทัพจากสำนักเตาเสวี่ยและตำหนักพญาจิ้งจอก ผ่านพื้นที่นี้ไปได้ก็เข้าสู่เขตหุบเขาเทียนเซียงแล้ว

            หลังจากผ่านพื้นที่นี้มาได้ ฉินชูก็รู้สึกโล่งใจไม่น้อย เขาคุ้นเคยกับพื้นที่ตรงนี้ดี ไม่เช่นนั้นคงไม่มีทางเข้าไปด้านในได้

            หากจะให้บุกเข้าไปตรงๆ ฉินชูคงทำไม่ได้ เพราะกองกำลังจากสามสำนักมหาอำนาจแข็งแกร่งกว่าเขาในตอนนี้มาก พวกเขาสามารถสับฉินชูจนเละได้เลย

            เดินทางอยู่สักพักหนึ่ง ฉินชูก็มาถึงเขตด้านในหุบเขาเทียนเซียง มาถึงพื้นที่ที่จื่อหลวนอาศัยอยู่ ยังไม่ทันถึงถ้ำที่อาศัย จื่อหลวนก็ปรากฏตัวขึ้นมา

            เมื่อเห็นฉินชู ใบหน้าจื่อหลวนก็ฉายแววดีใจ “เจ้ามาได้ยังไง”

            “ก็คิดถึงเจ้าอย่างไรเล่า ข้าเลยแวะมาเยี่ยม ช่วงนี้ไม่มีใครมารบกวนเจ้าใช่หรือไม่?” ฉินชูเอ่ยถาม

            “ไม่มี นอกจากคนจากราชวงศ์เฉียน ก็ไม่มีใครรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่ ในตอนนี้สำนักพวกนั้นกำลังเฝ้าระวังกันอยู่ จึงไม่ได้สนใจสถานการณ์ด้านใน แต่ตบะของเจ้าตอนนี้ไม่เลวเลย” จื่อหลวนพาฉินชูมาที่ถ้ำ

            “ก็ดี นอกจากข้ามาเยี่ยมเจ้าแล้ว ยังมีเรื่องอยากคุยกับเจ้า” เมื่อถึงปากถ้ำ ฉินชูก็นั่งลงบนก้อนหินสีเขียวก้อนหนึ่ง

    คล้ายกับเรื่องหมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์ ที่คุณอ่าน