เสียงนาฬิกาเรือนเก่าดังแว่วอยู่ภายในห้องอนุรักษ์เอกสาร
เข็มวินาทีเดินผ่านความเงียบอย่างสม่ำเสมอ ติ๊ก... ติ๊ก... ติ๊ก...
แสงอาทิตย์ยามเย็นลอดผ่านหน้าต่างบานสูง ตกกระทบละอองฝุ่นที่ลอยเอื่อยอยู่ในอากาศ
จนดูราวกับมีเกล็ดทองเล็ก ๆ โปรยปรายอยู่เหนือชั้นหนังสือไม้เก่าซึ่งเรียงรายสุดสายตา
ห้องแห่งนี้มีกลิ่นเฉพาะตัว กลิ่นกระดาษเก่าที่ผ่านกาลเวลานับสิบปี
กลิ่นหนังสัตว์จากปกหนังสือโบราณ และกลิ่นกาวอ่อน ๆ ที่ใช้ซ่อมแซมหน้ากระดาษซึ่งเปราะบางราวกับพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
สำหรับใครหลายคน กลิ่นเหล่านี้อาจชวนให้นึกถึงความเก่าแก่
แต่สำหรับรภัทธ...มันคือกลิ่นของความทรงจำปลายนิ้วของเขาค่อย ๆ ลูบผ่านรอยฉีกขาดบนหน้ากระดาษอย่างเบามือ ก่อนใช้พู่กันแตะกาวเพียงเล็กน้อย แล้วประคองกระดาษสองชิ้นให้แนบสนิทเข้าหากัน ทุกการเคลื่อนไหวเป็ไปอย่างช้า ๆ ไม่ใช่เพราะเขาเชื่องช้า แต่เพราะหนังสือบางเล่ม...มีชีวิตยืนยาวกว่ามนุษย์เสียอีก หากรีบร้อนเพียงนิดเดียว เื่ราวที่ถูกส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน อาจสูญหายไปตลอดกาล
"เสร็จแล้วหรือ" เสียงทุ้มของชายสูงวัยดังขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของโต๊ะ
รภัทธเงยหน้าขึ้น ก่อนยิ้มบาง ๆ แล้วส่งหนังสือเล่มนั้นกลับคืน
ชายชรารับมันไป พลิกดูทีละหน้าอย่างละเอียด นิ้วที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นลูบผ่านรอยซ่อมอย่างแ่เบา
ครู่หนึ่ง...เขาจึงพยักหน้า
"นายยังเหมือนเดิม"
รภัทธหัวเราะในลำคอ
"หมายถึงยังทำงานช้าเหมือนเดิมหรือครับ"
ชายชราส่ายหน้า
"หมายถึงนายไม่เคยซ่อนรอยแผล"
รภัทธมองหนังสือในมืออีกครั้ง รอยต่อของกระดาษยังคงมองเห็นได้จาง ๆ หากไม่สังเกตก็คงไม่มีใครเห็น แต่เขาตั้งใจให้เป็เช่นนั้น
"ผมคิดว่า..." เขาพูดพลางลูบสันปกหนังสือเบา ๆ
"รอยแผลก็เป็ส่วนหนึ่งของเื่ราว ถ้าซ่อมจนเหมือนไม่เคยแตกหัก...มันก็คงไม่ใช่หนังสือเล่มเดิมอีกแล้ว"
ชายชรานิ่งไป ก่อนรอยยิ้มบาง ๆ จะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"ใช่..." เขาพูดราวกับกำลังตอบตัวเอง "คนก็เหมือนกัน"
ประโยคนั้นทำให้รภัทธชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที แต่เขาไม่ได้ถามต่อ
เขาเพียงเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดลงในกระเป๋าผ้าใบสีกรมท่าที่ใช้มาหลายปี
กล่าวลาอาจารย์ แล้วเดินออกจากห้องอนุรักษ์
ทันทีที่ประตูไม้ปิดลง เสียงของเมืองก็ไหลบ่าเข้ามาแทนที่
เสียงรถยนต์ เสียงผู้คน เสียงเด็กวิ่งเล่นอยู่ริมทาง โลกภายนอกยังคงหมุนไปตามปกติ
รภัทธเดินผ่านร้านดอกไม้เล็ก ๆ หน้าป้ายรถเมล์
"เอาดอกมะลิเหมือนเดิมไหมลูก" แม่ค้าสูงวัยเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม
"ครับ" เขาตอบสั้น ๆ
ก่อนรับพวงมะลิสีขาวจากมืออีกฝ่าย กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้โชยขึ้นมาแตะปลายจมูก กลิ่นเดิมที่เขาซื้อทุกเย็นไม่เคยขาด
...
ห้องพักผู้ป่วย 712 เงียบกว่าปกติ ม่านสีขาวพลิ้วไหวไปตามแรงลมจากหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้
หญิงชราผมสีดอกเลานั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม สายตาทอดมองออกไปยังต้นหางนกยูงที่กำลังผลิดอกสีแดงสดอยู่ด้านนอก
รภัทธยืนอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง ก่อนเคาะเบา ๆ
"แม่ครับ"
หญิงชราค่อย ๆ หันกลับมา ดวงตาคู่นั้นยังอ่อนโยนเช่นทุกครั้ง รอยยิ้มยังอบอุ่นไม่ต่างจากวันที่เขายังเป็เด็ก
เพียงแต่...ไม่มีประกายของการจดจำหลงเหลืออยู่เลย
เธอมองหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่างในความทรงจำ ก่อนจะเอียงศีรษะน้อย ๆ แล้วยิ้มให้ด้วยความสุภาพ
"ขอโทษนะคะ..เราเคยรู้จักกันหรือเปล่า"
...
รภัทธไม่ได้ตอบในทันที เขาเพียงยืนมองผู้หญิงตรงหน้า ผู้หญิงที่เคยจำวันเกิดของเขาได้ทุกปี
ผู้หญิงที่เคยอุ้มเขาไว้ในอ้อมแขน ผู้หญิงที่เคยเรียกชื่อเขาได้ไพเราะที่สุดในโลก
บัดนี้...กลับจำไม่ได้แม้กระทั่งว่าเขาเป็ใคร
รภัทธสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนคลี่ยิ้มอ่อนโยน รอยยิ้มที่เขาฝึกใช้ทุกวัน
"ผมเอาหนังสือมาให้อ่านครับ"
หญิงชรายิ้มกว้างขึ้น "ขอบคุณนะ ฉันชอบหนังสือ"
"ผมรู้ครับ" รภัทธตอบเบา ๆ ราวกับประโยคนั้นหลุดออกมาเอง
เขานั่งลงข้างเตียง เปิดนิทานเล่มเก่า เล่มที่ปกเริ่มซีดจางจากการถูกเปิดอ่านนับครั้งไม่ถ้วน
ครั้งหนึ่ง...คนที่เปิดมันให้เขาฟังคือแม่
วันนี้...คนที่อ่านให้แม่ฟัง กลับเป็เขา
รภัทธเริ่มอ่านบรรทัดแรกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
เสียงของเขาลอยคลอไปกับสายลมอ่อนที่พัดผ่านหน้าต่าง ราวกับพยายามเย็บเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ขาดหาย ให้กลับมาติดกันอีกครั้ง
แม้จะรู้ดี...ว่าพอถึงเช้าวันพรุ่งนี้ ทุกอย่างอาจหลุดลุ่ยลงอีกเหมือนเดิม