ชีวิตในหมู่บ้านธาราใสสำหรับตาเฒ่าหลี่ หรือจอมโจรลู่เฟิงในคราบจำแลง ดำเนินไปอย่างราบเรียบและน่าเบื่อหน่ายเกินกว่าที่เขาคาดไว้ แม้การได้สวมบทบาทเป็ชายชราใจดีคอยช่วยเหลือชาวบ้านจะมอบความปลอดภัยและช่วยให้เขาหลุดรอดจากสายตาของทางการได้เป็อย่างดี แต่ในส่วนลึกของจิตใจ พยัคฆ์ร้ายเช่นเขากลับรู้สึกกระสับกระส่าย ความตื่นเต้นจากการเสี่ยงอันตรายและการได้สิ่งที่ผู้อื่นหวงแหนคือยาเสพติดที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเขามาโดยตลอด การต้องมานั่งสานตะกร้าและฟังเื่ราวไร้สาระของชาวบ้านจึงไม่ต่างอะไรกับการถูกจองจำในกรงที่มองไม่เห็น
เดือนแรกของการอยู่ในหมู่บ้านธาราใส ลู่เฟิงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการสังเกตการณ์และปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ เขาตื่นขึ้นมาทุกเช้าพร้อมกับเสียงไก่ขัน ออกไปเก็บสมุนไพรในป่าใกล้ๆ และช่วยเหลือชาวบ้านในเื่เล็กๆ น้อยๆ ความรู้ด้านยาสมุนไพรที่เขาสั่งสมมาตลอดชีวิตกลายเป็ประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็การรักษาอาการปวดหลังของลุงเฉิน การผสมยาแก้ไอให้เด็กๆ หรือการช่วยป้าหลิวรักษาแผลจากการถูกมีดบาด
ชาวบ้านต่างชื่นชมในความรู้และความใจดีของตาเฒ่าหลี่ พวกเขาไม่เคยสงสัยเลยว่าชายชราผู้นี้จะมีอดีตที่มืดมนเช่นนั้น ในสายตาของพวกเขา เขาเป็เพียงคนแปลกหน้าที่โชคดีพอที่จะมาอาศัยในหมู่บ้านอันสงบสุขแห่งนี้ บางคนเล่าให้ฟังว่าเขาคงเป็หมอยาเร่ร่อนที่เหนื่อยล้ากับการเดินทาง จึงมาหาที่พักผ่อนในวัยชรา
แต่สำหรับลู่เฟิงแล้ว ชีวิตเช่นนี้ช่างน่าอึดอัดใจ เขาเคยชินกับการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น การวางแผนปล้นสมบัติ การต่อสู้กับยอดฝีมือ และการหลบหนีจากการไล่ล่า ตอนนี้เขาต้องมาใช้เวลาทั้งวันกับการทำงานบ้านๆ และฟังเื่ราวจืดชืดของชาวบ้าน เช่น ว่าไก่ของใครออกไข่กี่ฟอง หรือข้าวในนาของใครเริ่มเหลืองแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ต้องปกปิดพลังที่แท้จริงของตนเองก็เป็เื่ที่ทรมานไม่น้อย เมื่อเห็นชาวบ้านต้องใช้เวลาหลายคนหลายแรงในการยกก้อนหินใหญ่ขึ้นมาซ่อมกำแพง ลู่เฟิงต้องยืนดูด้วยความอดทนในขณะที่เขารู้ดีว่าตนเองสามารถยกก้อนหินนั้นขึ้นมาได้ด้วยมือเดียว หรือเมื่อเห็นเด็กๆ ถูกสุนัขป่าไล่ เขาต้องแสร้งทำเป็ใและร้องขอความช่วยเหลือ ทั้งที่สามารถจัดการสุนัขป่าตัวนั้นได้ในพริบตา
คืนหนึ่ง ขณะที่ลู่เฟิงนั่งอยู่หน้ากระท่อมมองดูดวงดาวบนท้องฟ้า เขาได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ดังมาจากบ้านข้างๆ เสียงนั้นเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและสิ้นหวัง ด้วยความอยากรู้ เขาจึงเดินไปสอบถาม ปรากฏว่าเป็ป้าเหมย ภรรยาของลุงเ้าง ชาวนาคนหนึ่งในหมู่บ้าน
"ตาเฒ่าหลี่ ช่วยข้าด้วยเถอะ" ป้าเหมยกอดขาของเขาด้วยความสิ้นหวัง "สามีข้าป่วยหนัก ไข้สูงมาสามวันแล้ว ข้าไม่รู้จะทำอย่างไรดี"
ลู่เฟิงเข้าไปดูอาการของลุงเ้าง พบว่าเขาป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ที่รุนแรง ร่างกายร้อนผ่าว หายใจหอบ และเริ่มมีอาการเพ้อ สำหรับคนในยุคนั้น โรคเช่นนี้อาจถึงแก่ชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม
"ป้าเหมย อย่าตื่นตระหนกไป" ลู่เฟิงพูดด้วยน้ำเสียงสงบ "ข้าจะไปหาสมุนไพรมารักษาให้ แต่ต้องรอจนสว่างแล้วจึงจะหาได้"
เขาใช้เวลาทั้งคืนในการดูแลลุงเ้าง ใช้ผ้าเย็นเช็ดตัวลดไข้ และให้น้ำดื่มเป็ระยะ เมื่อรุ่งสาง เขาก็รีบออกไปหาสมุนไพรที่้า ด้วยความรู้ที่ลึกซึ้ง เขาสามารถหาสมุนไพรที่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว และผสมยาที่มีประสิทธิภาพสูง
ภายในสองวัน ลุงเ้างก็หายป่วยสนิท ข่าวการรักษาที่มหัศจรรย์นี้แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างยกย่องตาเฒ่าหลี่ว่าเป็หมอยาที่เก่งกาจ และเริ่มมาขอความช่วยเหลือในเื่การรักษาพยาบาลมากขึ้น
การที่ได้ใช้ความรู้ความสามารถช่วยเหลือผู้อื่นทำให้ลู่เฟิงรู้สึกพอใจในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะดับความกระหายในการผจญภัยที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจ เขาเริ่มคิดว่าอาจจะต้องหาทางออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ไปหาการผจญภัยใหม่ที่อื่น
ทว่าโชคชะตาก็มักจะเล่นตลกกับมนุษย์เสมอ ในวันที่เขาเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตอันสงบสุขนี้จนแทบทนไม่ไหว โอกาสครั้งใหม่ก็ลอยเข้ามาหาเขาอย่างไม่คาดฝัน
บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่ลู่เฟิงในคราบตาเฒ่าหลี่กำลังเก็บสมุนไพรอยู่บริเวณชายป่าไม่ไกลจากหมู่บ้าน เขาก็ได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมดังมาจากเส้นทางหลักที่ตัดผ่านหุบเขา ขบวนรถม้าหรูหราหลายคันที่ประดับประดาด้วยผ้าไหมและทองคำอย่างวิจิตรบรรจงกำลังจอดนิ่งอยู่กลางทาง พร้อมด้วยกลุ่มผู้ติดตามและทหารองครักษ์ในชุดเกราะมันวับอีกนับสิบคน บ่งบอกถึงฐานะอันไม่ธรรมดาของผู้เป็เ้าของขบวน
ลู่เฟิงรีบซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้หนาและเฝ้ามองเหตุการณ์ด้วยสายตาคมกริบที่ขัดกับท่าทางงกๆ เงิ่นๆ ของชายชราโดยสิ้นเชิง เขาสังเกตเห็นความโกลาหลวุ่นวายที่เกิดขึ้นรอบๆ รถม้าคันที่ใหญ่และหรูหราที่สุด เหล่าบ่าวไพร่ต่างวิ่งวุ่นกันจ้าละหวั่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
รถม้าคันนั้นตกแต่งด้วยไม้สักทองที่แกะสลักลวดลายอันวิจิตรงดงาม ผ้าม่านสีแดงเข้มที่ปักด้วยด้ายทองระยิบระยับในแสงแดด ล้อรถทำจากไม้แข็งเสริมด้วยเหล็กกล้า และมีตราประจำตระกูลสลักอยู่ที่ด้านข้าง ตราที่เป็รูปัคู่พันกันรอบดาบ ซึ่งลู่เฟิงจำได้ว่าเป็ตราของตระกูลเว่ย หนึ่งในตระกูลเศรษฐีที่มีอิทธิพลมากที่สุดในแคว้นนี้
"นายท่าน! นายท่านเป็อะไรไปขอรับ!" เสียงร้องไห้ระงมของพ่อบ้านคนหนึ่งดังขึ้น
"เร็วเข้า! ไปตามหมอ! ใครก็ได้ไปตามหมอมาที่!"
"แต่ที่นี่มันกลางป่ากลางเขานะท่านพ่อบ้าน กว่าจะเข้าเมืองก็ต้องใช้เวลาอีกครึ่งค่อนวัน!"
ลู่เฟิงหรี่ตามองเข้าไปในรถม้าคันนั้น เขาเห็นร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนอนฟุบอยู่กับโต๊ะเล็กๆ ในรถม้า ใบหน้าของเขาเขียวคล้ำ ริมฝีปากกลายเป็สีม่วง ลมหายใจรวยรินจนแทบจะจับสังเกตไม่ได้ ข้างๆ กันนั้นมีสำรับอาหารที่เพิ่งถูกเปิดออกวางอยู่ บนโต๊ะมีทั้งเป็ดย่างเนื้อฉ่ำ ปลาหลีฮื้อนึ่งซีอิ๊ว และซุปไก่ตุ๋นยาจีนที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น แต่ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญด้านพิษเช่นลู่เฟิงแล้ว เขามองเห็นไอสีดำจางๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือถ้วยซุปนั้นได้อย่างชัดเจน
ชายที่นอนอยู่ในรถม้าสวมเสื้อผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่ปักด้วยลวดลายัทอง เข็มขัดหนังแท้ที่ประดับด้วยหยกพม่า และแหวนทองคำที่ฝังด้วยพลอยแดงเม็ดโต ทุกสิ่งล้วนบ่งบอกถึงฐานะที่ร่ำรวยและมีอิทธิพล ใบหน้าของเขาแม้จะซีดเผือดจากพิษ แต่ก็ยังคงเห็นได้ว่าเป็คนที่มีรูปร่างหน้าตาดี คิ้วหนาดำ จมูกโด่ง และหนวดเคราที่ตัดแต่งอย่างประณีต
"พิษบุปผาใจสลาย…" เขารำพึงกับตัวเองเบาๆ "เป็พิษที่ออกฤทธิ์รวดเร็วและรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาภายในหนึ่งชั่วยาม มีหวังได้ไปเยือนปรโลกแน่"
บุปผาใจสลายเป็ดอกไม้หายากที่ขึ้นเฉพาะในถ้ำลึกบนยอดเขาสูง ดอกไม้นี้มีความงดงามอย่างน่าหลงใหล กลีบสีม่วงอ่อนที่ระยิบระยับราวกับอัญมณี แต่ภายในเกสรนั้นกลับเต็มไปด้วยพิษร้ายที่สามารถฆ่าคนได้ในเวลาไม่นาน พิษชนิดนี้ไม่มีกลิ่นและไม่มีรส จึงมักถูกใช้ในการลอบสังหาร ผู้ที่ได้รับพิษจะมีอาการคล้ายกับการเจ็บป่วยธรรมดา จนกระทั่งพิษเข้าสู่หัวใจแล้วจึงจะแสดงอาการรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ลู่เฟิงรู้จักพิษชนิดนี้เป็อย่างดี เพราะเขาเคยใช้มันในการลอบสังหารเป้าหมายหลายครั้งในอดีต การได้เกสรของบุปผาใจสลายมาไม่ใช่เื่ง่าย ต้องเสี่ยงชีวิตปีนขึ้นไปบนยอดเขาที่อันตราย และต้องรู้วิธีการเก็บที่ถูกต้องเพื่อไม่ให้ตัวเองเป็พิษ ราคาของมันในตลาดมืดจึงสูงมาก
มุมปากของลู่เฟิงยกขึ้นเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์ นี่คือ 'วาสนา' ที่์ส่งมาให้เขาโดยแท้ ชายผู้สูงศักดิ์ที่กำลังจะสิ้นใจผู้นั้นคือ คหบดีเว่ย มหาเศรษฐีเ้าของที่ดินและกิจการค้าที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นนี้ และที่สำคัญ คฤหาสน์อันโอ่อ่าของเขาก็ตั้งอยู่บนเนินเขาอีกลูกหนึ่ง ไม่ไกลจากหมู่บ้านธาราใสแห่งนี้เลย
ตระกูลเว่ยมีชื่อเสียงในด้านการค้าขายและการลงทุน พวกเขาเป็เ้าของร้านค้าและโกดังสินค้าในเมืองใหญ่หลายแห่ง มีเรือสำเภาที่ขนส่งสินค้าไปยังดินแดนต่างๆ และเป็เ้าของที่ดินเกษตรกรรมขนาดใหญ่ ความมั่งคั่งของพวกเขาเป็ที่ขนานนามไปทั่ว แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ลู่เฟิงเคยได้ยินข่าวลือว่าคฤหาสน์ของตระกูลเว่ยเก็บสมบัติล้ำค่าไว้มากมาย ทั้งทองคำ เงิน อัญมณี และของโบราณหายาก
นอกจากนี้ ลู่เฟิงยังได้ยินข่าวลือเื่ภรรยาและลูกสาวของคหบดีเว่ยด้วย ว่าทั้งคู่ล้วนเป็สตรีที่งดงามเป็ที่สุดในแคว้น ภรรยาของเขาชื่อ นางสาวลิน เป็ลูกสาวของขุนนางตระกูลใหญ่ มีรูปร่างหน้าตาที่สวยงามและมีการศึกษาดี ส่วนลูกสาวชื่อ เว่ยเซียวเหยา อายุเพียงสิบแปดปี แต่ได้ชื่อว่าเป็หนึ่งในสี่สาวงามแห่งแคว้น มีผิวขาวใส ดวงตาคมคาย และท่วงท่าที่งดงามราวกับนางฟ้า
ลู่เฟิงไม่ลังเลอีกต่อไป เขาปรับเปลี่ยนบุคลิกกลับไปเป็ตาเฒ่าหลี่ผู้ใจดีในทันที เขาทำท่าทีเป็คนแก่ที่บังเอิญเดินผ่านมาและเห็นเหตุการณ์เข้าโดยบังเอิญ เขาเดินหลังค่อม ถือไม้เท้าที่เก็บมาจากป่า และก้าวเดินอย่างเชื่องช้าเข้าไปหากลุ่มคนเ่าั้ ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความกังวลและความ้าช่วยเหลือของคนใจดี
"เอ่อ… เกิดอะไรขึ้นรึพ่อหนุ่ม ทำไมถึงได้ดูวุ่นวายกันนัก" เขาเอ่ยถามทหารองครักษ์คนหนึ่งด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่เขาฝึกฝนมาอย่างดี
ทหารคนนั้นสวมเกราะหนังที่เสริมด้วยแผ่นเหล็กเล็กๆ คาดเข็มขัดหนังที่ห้อยดาบยาว และสวมหมวกเหล็กที่มีขนนกประดับ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเครียดและความกังวล เมื่อเห็นชายชราผู้หนึ่งเดินเข้ามา เขาจึงหันมามองด้วยสายตารำคาญ
"ถอยไปตาแก่! ไม่เห็นรึว่านายท่านกำลังป่วยหนัก! อย่ามายืนเกะกะแถวนี้!"
แต่ก่อนที่ทหารคนนั้นจะได้พูดอะไรไปมากกว่านี้ พ่อบ้านใหญ่ที่เพิ่งวิ่งออกมาจากรถม้าก็เหลือบมาเห็นเขาเสียก่อน พ่อบ้านคนนี้สวมเสื้อผ้าไหมสีน้ำตาลที่ดูมีราคา ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อและความตื่นตระหนก ด้วยความที่กำลังจนปัญญาและสิ้นหวัง พ่อบ้านจึงรีบวิ่งเข้ามาหาเขาราวกับเห็นฟางเส้นสุดท้าย
"ท่านผู้เฒ่า! ท่านพอจะมีความรู้เื่ยาสมุนไพรบ้างหรือไม่? นายท่านของข้า… นายท่านของข้ากำลังจะแย่แล้ว!"
ลู่เฟิงแสร้งทำหน้าใ แต่ในใจกลับรู้สึกพอใจที่แผนการของเขากำลังดำเนินไปตามที่คาดหวัง "โอ้! ข้าพอจะมีความรู้อยู่บ้างเล็กน้อย แต่ไม่รู้ว่าจะช่วยได้หรือไม่ ข้าขอดูอาการของนายท่านหน่อยได้หรือไม่?"
เมื่อได้รับอนุญาต ลู่เฟิงก็เดินเข้าไปในรถม้า ภายในรถม้าตกแต่งอย่างหรูหรา มีเบาะนั่งที่หุ้มด้วยผ้าไหมสีแดง โต๊ะเล็กๆ ที่ทำจากไม้สักทอง และม่านผ้าที่ปักด้วยด้ายทอง กลิ่นหอมของไม้จันทน์และยาหอมลอยอบอวลไปทั่ว แต่ตอนนี้กลิ่นเ่าั้ถูกปกคลุมด้วยกลิ่นอายของความตาย
เขาแสร้งทำเป็ตรวจชีพจรและเปิดเปลือกตาของคหบดีเว่ยดูอย่างละเอียด ิัของคหบดีเว่ยเริ่มเย็นเฉียบ ชีพจรเต้นอ่อนแรงและไม่สม่ำเสมอ ดวงตาขุ่นข้นและไม่มีแสง ทุกอาการล้วนบ่งบอกว่าพิษได้เข้าสู่ระบบไหลเวียนเืแล้ว ก่อนจะหันไปดมกลิ่นซุปไก่ในถ้วยแล้วทำหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก
"นายท่านของเ้าไม่ได้ป่วย แต่เขาถูกพิษ" ลู่เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เป็พิษร้ายแรงที่สกัดมาจากเกสรของบุปผาใจสลาย โชคดีที่ปริมาณพิษไม่มากนัก แต่หากปล่อยไว้นานกว่านี้ เกรงว่าแม้แต่เทพเซียนก็ยากจะยื้อชีวิตไว้ได้"
คำพูดของเขาทำให้ทุกคนตกตะลึง เหล่าทหารองครักษ์ต่างมองหน้ากันด้วยความใ บางคนเริ่มกระซิบคุยกันเื่ใครอาจเป็คนวางพิษ พ่อบ้านใหญ่หน้าซีดเผือดและคุกเข่าลงกับพื้นทันที น้ำตาไหลพราก
"ท่านผู้เฒ่าได้โปรดช่วยนายท่านด้วย! ไม่ว่าท่าน้าสิ่งใด ตระกูลเว่ยของข้ายินดีมอบให้ทุกอย่าง!"
ลู่เฟิงถอนหายใจยาว แสร้งทำเป็ลำบากใจ "พิษชนิดนี้ต้องใช้ 'หญ้าิญญามรกต' ในการถอนพิษเท่านั้น โชคดีที่บริเวณนี้พอจะมีหญ้าชนิดนี้ขึ้นอยู่บ้าง แต่ต้องรีบหน่อยนะ"
หญ้าิญญามรกตเป็สมุนไพรหายากที่มีสรรพคุณในการถอนพิษ มีลักษณะคล้ายใบไผ่ แต่สีเขียวสดใสกว่า และมีเส้นใยสีทองวิ่งผ่านตรงกลางใบ ตามความเป็จริงแล้ว หญ้าชนิดนี้ไม่ได้มีสรรพคุณถอนพิษบุปผาใจสลายเลย แต่ลู่เฟิงมีแผนการของตัวเอง
สิ้นคำ เขาก็ไม่รอช้า รีบเดินหายเข้าไปในป่าข้างทาง ทิ้งให้เหล่าบ่าวไพร่และทหารองครักษ์มองตามด้วยความหวังและความกังวลระคนกัน ขณะที่อยู่ในป่า ลู่เฟิงรีบหยิบยาแก้พิษที่เขาเตรียมไว้ออกมาจากซ่อนลับในเสื้อผ้า ยาชนิดนี้เป็สูตรลับที่เขาผสมเองจากสมุนไพรหลายชนิด สามารถแก้พิษได้หลากหลายชนิด รวมถึงพิษบุปผาใจสลายด้วย
เขาเก็บหญ้าธรรมดาสองสามต้นมาด้วย แล้วหยดยาแก้พิษลงไปบนหญ้าเ่าั้ ทำให้ดูเหมือนว่าเป็น้ำที่คั้นออกมาจากหญ้าเอง ไม่นานนัก เขาก็กลับออกมาพร้อมกับหญ้าสีเขียวสดที่มีลักษณะคล้ายใบไผ่สองสามต้น เขาจัดการบดขยี้มันอย่างรวดเร็วและนำไปคั้นเอาน้ำสีเขียวมรกตออกมา จากนั้นจึงค่อยๆ กรอกใส่ปากของคหบดีเว่ยอย่างระมัดระวัง
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ทุกสายตาจับจ้องไปที่ร่างของคหบดีเว่ยอย่างไม่กะพริบ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด เสียงลมที่พัดผ่านใบไม้และเสียงนกร้องในป่าดูเหมือนจะดังขึ้นในความเงียบงัน ในที่สุด ใบหน้าที่เคยเขียวคล้ำของเขาก็ค่อยๆ กลับมามีสีเืฝาดอีกครั้ง ลมหายใจที่เคยรวยรินก็เริ่มกลับมาสม่ำเสมอ และในที่สุด เปลือกตาของเขาก็ขยับเปิดขึ้นช้าๆ
"ข้า… ข้ายังไม่ตายรึ?" คหบดีเว่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง ดวงตาของเขายังคลุมเครือ แต่เริ่มมีสติสัมปชัญญะกลับคืนมา
"นายท่าน! ท่านฟื้นแล้ว!" พ่อบ้านใหญ่โผเข้าไปกอดขาของนายท่านด้วยความดีใจจนน้ำตาไหลพราก "ข้าคิดว่าจะไม่ได้เห็นหน้าท่านอีกแล้ว!"
คหบดีเว่ยค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง ใบหน้าของเขายังซีดเผือด แต่ดวงตาเริ่มมีแสงสว่างกลับคืนมา เขาหันไปมองตาเฒ่าหลี่ที่ยืนอยู่อย่างสงบเสงี่ยมด้วยแววตาสำนึกในบุญคุณอย่างสุดซึ้ง "ท่านผู้เฒ่า… ท่านคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าเว่ยเจิ้งซิน ขอคารวะท่าน"
ลู่เฟิงรีบโบกมือปฏิเสธด้วยท่าทีอ่อนน้อม "มิกล้าๆ นายท่านอย่าได้เกรงใจเลย การช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากคือสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว ข้าเป็เพียงคนแก่ที่บังเอิญมีความรู้เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง"
ความสามารถที่ดูเกินฐานะและความอ่อนน้อมถ่อมตนของตาเฒ่าหลี่ทำให้คหบดีเว่ยรู้สึกประทับใจเป็อย่างยิ่ง เขามองชายชราตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา แม้ภายนอกจะดูเป็เพียงคนแก่ธรรมดา แต่ความรู้ความสามารถในด้านโอสถที่แสดงออกมานั้นกลับไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย การที่สามารถวินิจฉัยพิษได้อย่างแม่นยำและหายาแก้ได้ทันท่วงที แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญระดับสูง
"ท่านผู้เฒ่าอาศัยอยู่ที่ใดรึ? ดูจากความรู้เื่สมุนไพรของท่านแล้ว ท่านคงไม่ใช่คนธรรมดาเป็แน่" คหบดีเว่ยเอ่ยถาม ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสนใจและความชื่นชม
"ข้าเป็เพียงชายชราพเนจรที่บังเอิญมาพักอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านธาราใสท้ายหุบเขานี้เท่านั้นเองขอรับ" ลู่เฟิงตอบอย่างนอบน้อม "ข้าได้เรียนรู้เื่สมุนไพรมาบ้างจากการเร่ร่อนไปในที่ต่างๆ แต่ก็เป็เพียงความรู้เบื้องต้นเท่านั้น"
คหบดีเว่ยพยักหน้าช้าๆ ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเปล่งประกายขึ้นมา เขาเป็นักธุรกิจที่มีประสบการณ์ รู้จักมองเห็นโอกาสและคุณค่าของคน "ท่านผู้เฒ่า ในเมื่อท่านมีความรู้เื่พืชพรรณและสมุนไพรเป็อย่างดี ไม่ทราบว่าท่านจะสนใจไปทำงานที่คฤหาสน์ของข้าหรือไม่? สวนของข้ามีต้นไม้และดอกไม้หายากอยู่มากมาย แต่คนสวนคนเก่าเพิ่งจะลาออกไป ข้ากำลังมองหาคนที่มีความสามารถมาดูแลแทนพอดี ข้ารับรองว่าจะให้ค่าตอบแทนท่านอย่างงามที่สุด"
นี่คือสิ่งที่ลู่เฟิงรอคอย! โอกาสที่จะเข้าไปในคฤหาสน์ของตระกูลเว่ยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยไม่ต้องแอบแฝงหรือบุกรุก เขาแสร้งทำเป็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ทำหน้าคิดอย่างจริงจัง ก่อนจะตอบตกลงด้วยกิริยาขอบคุณอย่างสุดซึ้ง "เป็เกียรติอย่างยิ่งขอรับนายท่าน ข้าในฐานะคนแก่ไร้ที่พึ่งพิง การได้รับความเมตตาจากท่านถือเป็วาสนาของข้าแล้ว ข้าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด"
ดังนั้น การเดินทางสู่ 'สนามเด็กเล่น' แห่งใหม่ของจอมโจรลู่เฟิงจึงได้เริ่มต้นขึ้น เขานั่งรถม้าที่ว่างอยู่คันหนึ่งในขบวน เดินทางมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์ตระกูลเว่ยที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเนินเขา ระหว่างทาง เขาได้ฟังการสนทนาของเหล่าบ่าวไพร่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาต่างสงสัยว่าใครเป็คนวางพิษ และเริ่มสงสัยในคนรอบข้าง
เมื่อมาถึง ลู่เฟิงถึงกับต้องยอมรับในความมั่งคั่งของตระกูลเว่ย คฤหาสน์หลังนี้ใหญ่โตโอ่อ่ากว่าที่เขาจินตนาการไว้หลายเท่านัก กำแพงหินสูงตระหง่านล้อมรอบอาณาบริเวณกว้างใหญ่ ภายในประกอบด้วยเรือนพักหลายหลังที่เชื่อมต่อกันด้วยระเบียงทางเดินที่สลักเสลาอย่างงดงาม สวนหย่อมที่ได้รับการจัดแต่งอย่างประณีต และสระบัวขนาดใหญ่ที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนบ่งบอกถึงฐานะและรสนิยมอันสูงส่งของผู้เป็เ้าของ
ประตูหลักของคฤหาสน์ทำจากไม้สักทองที่แกะสลักลวดลายัและนกฟีนิกซ์ มีทหารยามสองคนยืนเฝ้าอยู่ตลอดเวลา ภายในมีสวนหย่อมที่ตกแต่งด้วยหินประดับ ต้นไผ่ และดอกไม้นานาพันธุ์ มีสะพานเล็กๆ ข้ามสระน้ำที่มีปลาทองว่ายเล่นอยู่ และมีศาลาเล็กๆ สำหรับนั่งพักผ่อน
พ่อบ้านใหญ่ได้จัดหาที่พักเล็กๆ ที่อยู่ติดกับเรือนคนสวนให้แก่เขา แม้จะเป็เพียงเรือนพักของคนรับใช้ แต่ก็ยังดูกว้างขวางและสะอาดสะอ้านกว่ากระท่อมท้ายหมู่บ้านของเขาหลายเท่านัก ภายในมีเตียงไม้ โต๊ะเล็กๆ ตู้เก็บของ และหน้าต่างที่มองเห็นสวนได้อย่างชัดเจน
"เอาล่ะ… การแสดงบทใหม่ของข้าได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว"
จอมโจรเฒ่าหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะหันหลังกลับเข้าที่พักไปอย่างเงียบเชียบ โดยหารู้ไม่ว่า การมาถึงของเขาในครั้งนี้ จะนำมาซึ่งพายุแห่งราคะที่จะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างในคฤหาสน์แห่งนี้จนไม่เหลือชิ้นดี… และเขาคือศูนย์กลางของพายุลูกนั้นแต่เพียงผู้เดียว