ผู้คนในหมู่บ้านแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็มนุษย์และเผ่าเอลฟ์ที่มีใบหูแหลมยาว บรรยากาศทั้งหมดนี้ต่างกับดาวเคราะห์อุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยโรงงานและมลพิษที่เคยไปราวกับฟ้ากับเหว
ที่นั่นมีแต่เสียงเครื่องจักรดังอึกทึก อากาศขุ่นมัวจนแสงอาทิตย์เลือนราง และผู้คนมีใบหน้าเหนื่อยล้า แต่ที่นี่เต็มไปด้วยสีเขียวสดใสของต้นไม้ เสียงนกร้อง และกระแสลมที่หอบเอาความหอมของดอกไม้มาให้ เป็ความสงบสุขที่ดีจริง ๆ
{-------------------}
แสงอาทิตย์ยามบ่ายของดวงตะวันสาดส่องลงมายังพื้นถนนของหมู่บ้านเป็ประกายระยิบระยับ ความอบอุ่นแผ่ซ่านกระทบผิวแต่ไม่ร้อนจัดจนแสบ พื้นถนนที่ปูด้วยหินและดินแน่นและมีกลิ่นดินชื้นปนกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ลอยขึ้นมากับไอระเหยจากความร้อนระอุ ราวกับใต้พื้นนี้มีกระแสน้ำไหลอยู่ตลอดเวลา
หญ้าเขียวชอุ่มเติบโตขึ้นมาแซมอยู่บ้างเล็กน้อย เสียงของแมลงตัวเล็ก ๆ ซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มหญ้าดัง "หวี่ หวี่" เบา ๆ บ่งบอกว่าหมู่บ้านนี้ไม่ได้พัฒนาไปไกลมากเท่าที่ควร ราวกับเวลาเดินช้าลงและธรรมชาติได้กลับมาเป็ส่วนหนึ่งของชีวิต เธอรับรู้ถึงรสชาติของอากาศที่บริสุทธิ์และสดชื่นที่ไม่มีมลพิษเจือปน เป็รสที่เย็นสบายและสดชื่นยากจะบรรยาย
นารุคามิเดินไปตามเส้นทางอย่างไร้จุดหมายในตอนนี้ แม้จะเจอหมู่บ้านที่ให้เธอกับทารกน้อยได้พักอาศัย แต่การเข้ามายังที่ที่ไม่คุ้นเคยก็เหมือนกับต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของหมู่บ้านแห่งนี้ไปด้วย
“อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเย็นแล้ว ต้องหาที่พัก ถ้าไม่มีที่พักก็ต้องนอนในคอกม้า ถ้าไม่มีคอกม้าก็นอนในกระบอกไม้ไผ่”
เธอพึมพำออกมาเบา ๆ อย่างหมดหวังขณะที่สายตาก็กวาดมองสำรวจซ้ำแล้วซ้ำเล่า พลางมองไปรอบ ๆ ถนนหลักของหมู่บ้านอย่างถี่ถ้วน ก็เจอแต่บ้านเรือนของผู้คนมากมายที่สร้างขึ้นสำหรับครอบครัวและการอยู่อาศัยระยะยาวเท่านั้น ไม่มีป้ายบอกทาง ไม่มีสัญลักษณ์ใด ๆ ที่สื่อถึงการค้าขายหรือบริการรับรองแขกแปลกหน้า อธิพวกโรงแรมหรือคอกม้าอะไรแบบนี้
“คงจะเป็หมู่บ้านใกล้ชายแดนสินะ ถึงมีคนอาศัยน้อยขนาดนี้”
เมื่อเดินมาได้สักพัก นารุคามิก็หยุดลงหน้าบ้านหลังที่ดูใหญ่ที่สุด เป็บ้านสองชั้นทำจากไม้อัดดูหรูหรากว่าบ้านหลังอื่น ๆ หน้าต่างก็เป็บานกระจกใสแทนที่จะเป็ช่องหน้าต่างไม้ทึบ บางทีผู้อยู่อาศัยที่นี่คือคนที่มีสถานะสูงสุดของหมู่บ้าน
"บางทีนี่อาจจะเป็บ้านของผู้นำหมู่บ้านหรือสถานที่ที่คล้ายกับศูนย์กลางชุมชนก็ได้นะ”
นารุคามิพึมพำกับตัวเองเบา ๆ เธอก้าวเข้าไปใกล้ประตูไม้และเคาะเบา ๆ แม้จะมีความรู้สึกปวดตุบที่นิ้วแต่ไม่ช้าความรู้สึกนั้นก็หายไป
“ก๊อก ก๊อก”
ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าของผู้หญิงวัยกลางคนที่มีรอยย่น เธอจับจ้องไปที่ทารกน้อยก่อนจะมองั์ตาของนารุคามิ แม้ั์ตาจะมีสีแดงจนดูน่ากลัว แต่กลับเผยรอยยิ้มอ่อน ๆ ราวกับคุณป้าใจดี
"มีอะไรหรือจ๊ะ ?”
หญิงชราเอ่ยพลางเอียงคอสงสัย
"ขออภัยที่รบกวนนะคะ ฉันเดินทางมาไกลและกำลังมองหาที่พักค่ะ พอจะมีโรงแรมหรือบ้านเช่าแถวนี้ไหมคะ ?”
หญิงผู้นั้นผลักประตูให้เปิดกว้างขึ้นเล็กน้อยเพื่อเผยให้เห็นร่างที่ผอมบางและชุดผ้าฝ้ายเก่า ๆ ทันทีที่นารุคามิเห็นดังนั้นก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นแก่
"โรงแรมเหรอ ไม่มีหรอกนะจ๊ะ เพราะที่นี่ก็แค่หมู่บ้านเล็ก ๆ ใกล้ชายแดน ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว ส่วนมากก็มีแต่นักผจญภัยที่เข้ามาซื้อของและออกไปเท่านั้นจ๊ะ"
เป็หมู่บ้านใกล้ชายแดนจริง ๆ ด้วยสินะ ถึงว่าไม่มีพวกกิลด์นักผจญภัยหรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับแฟนตาซีเลยแม้แต่น้อย ตามปกติแล้ว กิลด์ใหญ่ ๆ มักจะตั้งอยู่ในเมืองหลวงหรือเมืองท่าสำคัญที่มีภารกิจยาก ๆ และผลตอบแทนสูงเท่านั้น
“เอายังไงดีนะ”
นารุคามิคิดพลางมองคิราเอลตัวน้อย หากไม่มีที่ซุกหัวนอน ก็คงต้องนอนในป่าไม่ก็นอนบนอวกาศหรือยานอวกาศส่วนตัวล่ะนะแต่นี่เป็การท่องเที่ยวและใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ชิล ๆ หากไม่มีที่นอนจริง ๆ ก็คงต้องนอนในกระบอกไม้ไผ่แล้วล่ะ
“แม่ลูกอ่อนเหรอจ๊ะ ถ้าจำไม่ผิด มีบ้านหลังหนึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนี้ไม่มีคนอยู่และปล่อยร้าง ถ้าไม่ว่าอะไรก็พักที่นั่นก่อนก็ได้จ๊ะ ฉันให้ฟรี”
หญิงชรายื่นแผนผังหมู่บ้านให้ พลางใช้ปากกาวงบ้านหลังดังกล่าวเอาไว้ซึ่งอยู่สุดขอบรั้วของหมู่บ้าน หลังหมู่บ้านนั่นแหละ
“จ...จะดีเหรอคะ ?”
นารุคามิรู้สึกดีใจพลันยิ้มกว้างก่อนจะเอ่ยถาม
“ทำไมถึงร้างเหรอคะ”
นั่นสิ ทำไมถึงร้างกันนะ ถ้าบอกว่าย้ายถิ่นฐานไปเมืองอื่นก็น่าจะไกลมาก แถมป่ารอบ ๆ นี้ก็อันตรายถึงขั้นต้องมีทหารยามดุ ๆ มาเฝ้าทั้งวันแบบนั้น
“บ้านหลังนั้นเคยมีคุณยายคนหนึ่งอาศัยอยู่ แต่ปัจจุบันลูก ๆ หลาน ๆ พาคุณยายเข้าเมืองหลวง ทำให้บ้านหลังนั้นร้างมาเป็สิบปีแล้วล่ะจ๊ะ”
สิบปี...ป่านนี้แกคงเสียไปแล้วมั้ง หรือไม่ก็เน่าเปื่อยไปอยู่ใต้ดินที่ไหนสักแห่งแล้ว
“แล้วทำไมลูกหลานไม่เอาบ้านหลังนั้นมาเป็ของตัวเองเหรอคะ”
“บางทีอาจจะเป็บ้านที่ลูกหลานไม่อยากได้ก็ได้นะ บ้านชนบทใกล้ชายแดน ไม่มีความเจริญเท่าบ้านในเมืองหลวง คงไม่มีใครอยากได้หรอกจ๊ะ ถ้าเอามาก็กลัวว่าจะเป็ภาระที่ต้องดูแล เธอก็ลองไปบ้านหลังนั้นดูก็ได้นะ”
ทันทีที่พูดจบ หญิงวัยกลางคนก็ยิ้มอ่อน ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ปิดประตู
“ไม่มีใครอยากได้บ้านแถบชนบทสินะ เอาล่ะเราไปกันเถอะ”
นารุคามิอุ้มคิราเอลตัวน้อยพลางเดินไปยังตำแหน่งที่หญิงชราบอก จนกระทั่งก้าวเท้าพ้นแนวต้นไม้ และมาพบกับบ้านหลังหนึ่ง เป็บ้านไม้หลังเล็ก ๆ ตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้าแห้งแล้งที่ถูกโอบล้อมด้วยป่าพืชสมุนไพรที่ขึ้นอย่างหนาแน่น มันคือบ้านชั้นเดียวที่โคตรจะเก่าเลยล่ะ ผนังไม้ที่เคยเป็สีฟ้าอ่อนตอนนี้ลอกจนเกือบหมด เหลือแค่ร่องรอยจาง ๆ บนเนื้อไม้ที่ผุกร่อน หลังคาสังกะสีก็เต็มไปด้วยตะไคร่เขียว ๆ บ่งบอกถึงความชื้นและ่เวลาที่ยาวนานของการถูกปล่อยปละละเลย