ท่ามกลางสมรภูมิที่เสียงดาบปะทะกันดัง “เคร้ง! เคร้ง!” จนแสบแก้วหู บรรยากาศอบอวลไปด้วยฝุ่นดินที่ฟุ้งกระจายจนมองแทบไม่เห็นทาง และกลิ่นคาวเืที่เริ่มโชยมาตามลมอย่างน่าคลื่นเหียน บัณฑิตหนุ่มนามว่าลู่ชิงบัดนี้กำลังนั่งคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่ใจกลางวงล้อมมรณะ เขากอดเด็กชายสองคนไว้แนบอกจนแน่นชนิดที่ว่าหากเด็กทั้งสองเป็ก้อนแป้งคงแหลกคามือไปแล้ว ร่างกายของเขาสั่นสะท้านประดุจใบไม้ต้องลมพายุ ในใจของบัณฑิตหนุ่มผู้โชคร้ายก่นด่าชะตากรรมของตัวเองไม่หยุด
‘เ้าโศกนาฏกรรมลู่ชิงเอ๋ย! ลำพังแค่โชคร้ายสอบตกซ้ำซากจนต้องซมซานมาเป็ครูบ้านนอกขอบกระด้ง คอยเช็ดน้ำมูกเด็กไปวันๆ ก็นับว่าบรรพบุรุษลืมทำบุญให้แล้ว นี่์ยังจะกลั่นแกล้งให้ข้ามากลายเป็ลูกชิ้นปลาในดงดาบโจรอีกหรือ!’ ลู่ชิงคิดพลางน้ำตาคลอเบ้า มือเรียวบางที่หยิบจับได้เพียงพู่กันสั่นระริก เขาจะมีวิชาต่อยตีกับใครที่ไหนกัน จะมีก็เพียงท่าฝึกแปลกๆ พิลึกพิลั่นที่เขาแอบฝึกตามตำรา ‘เซียนา’ ที่ชายชราขอทานขี้เมาทิ้งไว้ให้ในคืนที่เขาใจอ่อนเลี้ยงเหล้าขาวอีกฝ่ายด้วยความเวทนา ซึ่งท่าพวกนั้นเขาก็ฝึกเพียงเพราะหวังว่ามันจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น แก้ปวดหลังปวดเอวยามนั่งหลังขดหลังแข็งท่องตำราเท่านั้น! ไม่เคยคิดเลยว่าต้องเอามาใช้ในสถานการณ์ที่ความตายมายืนจ่ออยู่ปลายจมูกเช่นนี้
ทันใดนั้นเอง ความโกลาหลก็ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อโจรป่าร่างกำยำกลุ่มหนึ่งเห็นช่องว่างจากการที่เฉินอี้ถูกรุมล้อม พวกมันแหวกแนวป้องกันของกองปราบเข้ามาได้สำเร็จ โจรคนหนึ่งที่มีรอยแผลเป็น่าเกลียดพาดผ่านใบหน้าแสยะยิ้มกว้างจนเห็นฟันเหลืองกร่างที่มีเศษเนื้อติดอยู่ มันหวังจะเด็ดหัวบัณฑิตหน้าขาวคนนี้เพื่อเอาไปประดับยอดไม้ข่มขวัญพวกมือปราบ
“ตายซะ! ไอ้หนอนหนังสือหน้าจืด!” มันแผดเสียงกึกก้องประดุจสัตว์ป่ากระหายเื พลางเงื้อดาบั์ที่ดูหนักไม่ต่ำกว่าสิบชั่งขึ้นชี้ฟ้า กล้ามเนื้อแขนของมันโป่งพองด้วยแรงอาฆาต ก่อนจะตวัดคมเหล็กที่สะท้อนแสงแดดยามรุ่งสางวาววับลงมา หมายจะสับลู่ชิงและเด็กๆ ให้กลายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยในดาบเดียว
‘เอาวะ! ตายเป็ตาย! บรรพบุรุษช่วยด้วย!’ ลู่ชิงหลับตาปี๋จนเห็นเป็รอยตีนกา มือที่เคยโอบกอดเด็กอยู่ข้างหนึ่งพลันยื่นออกไปข้างหน้าตามสัญชาตญาณของการฝึก “ฝ่ามือสยบคลื่น” ที่เขาใช้บริหารหัวไหล่แก้เมื่อยยามตื่นนอน ท่วงท่านั้นดูนุ่มนวล เรียบง่ายประดุจปัดแมลงวันตัวหนึ่ง และไร้ซึ่งกลิ่นอายปราณยุทธสีสันฉูดฉาดใดๆ ที่โลกนี้รู้จัก เขาเพียงรู้สึกว่ามวลอากาศรอบฝ่ามือนั้นมันควบแน่นจนหนักอึ้งอย่างประหลาด
“ตูมมมมมมมม!”
เสียงปะทะที่ดังสนั่นกัมปนาทประดุจสายฟ้าฟาดลงกลางกะละมังเหล็กทำให้ลู่ชิงสะดุ้งสุดตัวจนเกือบสิ้นสติ เขาค่อยๆ หรี่ตาขึ้นมองด้วยความหวาดระแวง แต่สิ่งที่เห็นกลับทำให้เขาอ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะเข้าไปวางไข่ได้ ฝ่ามือของเขายังอยู่ห่างจากร่างของโจรผู้นั้นนับคืบ ทว่าโจรป่าร่างั์กลับกระเด็นละลิ่วไปกลางอากาศประดุจถูกกระทิงเปลี่ยวพุ่งชนในระยะเผาขน มันปลิวไปไกลกว่าสามวาชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่จนลำต้นขนาดสองคนโอบหักโค่นลงมาดังลั่นป่า โจรผู้นั้นกระอักเืออกมาคำโตก่อนจะตาค้างสลบเหมือดไปโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้องสัีกแอะเดียว!
“เอ๋...? ข้า... ข้ายังไม่ได้โดนตัวมันเลยนะ?” ลู่ชิงพึมพำพลางจ้องมองมือตัวเองที่ยังสั่นไม่หายด้วยสีหน้าโง่งมสุดขีด
“หรือว่า... โจรคนนี้มันจะเป็โรคกระดูกพรุน? พอเห็นข้ายื่นมือไปเลยใจนหัวใจวายแล้วปลิวไปเอง? ใช่แน่ๆ โจรสมัยนี้ช่างเปราะบางนัก!”
ทางด้านเฉินอี้ที่แอบสังเกตการณ์อยู่จากวงนอกถึงกับเหงื่อตกจนเปียกโชกไปทั้งแผ่นหลัง ในฐานะยอดยุทธระดับเปิดจุดรวมปราณ เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง สิ่งที่ลู่ชิงทำเมื่อครู่นั้นไม่ใช่การใช้ปราณยุทธที่เขารู้จัก มันดูว่างเปล่า ไร้สี ไร้ลักษณ์ แต่กลับทรงพลังมหาศาลขนาดทำลายต้นไม้ได้ด้วยแรงลม ‘วิชาอะไรกัน! แค่ขยับมือปัดๆ เหมือนไล่ยุง ก็ซัดโจรป่าปลิวหายไปดุจเศษฝุ่น! ท่านจอมยุทธลู่ ท่านจะถ่อมตัวเกินไปแล้ว!’ ทว่าสถานการณ์ไม่อำนวยให้เขาตะลึงนาน เฉินอี้รีบะโสั่งเสียงหลงจนคอแทบแตก
“บัณฑิตลู่! อย่ามัวแต่ยืนสำรวจมือตัวเองอยู่เลย! ท่านรีบใช้จังหวะที่พวกมันกำลังช็อกอยู่นี้ พาเด็กๆ หนีออกไปเร็วเข้า! ไปทิศตะวันออก!”
ลู่ชิงได้สติคล้ายถูกกระชากหู เขาไม่สนใจอีกแล้วว่าโจรคนนั้นจะปลิวไปเพราะโรคประจำตัวหรือแรงลม บัณฑิตหนุ่มรีบอุ้มเด็กชายสองคนขึ้นแนบอกข้างละคนด้วยแรงมหาศาลที่เขาเองก็ไม่ได้ตั้งใจ (และแปลกใจว่าเด็กทำไมตัวเบาเหมือนนุ่น) แล้วเริ่มออกวิ่งฝ่าสมรภูมิที่วุ่นวายออกไปทันทีด้วยท่าร่าง “ไร้พันธนาการ” มันช่างเป็ภาพที่ทั้งน่าอัศจรรย์และชวนขบขัน ร่างของลู่ชิงเคลื่อนที่ลื่นไหลประดุจปลาไหลโดนน้ำมันที่พุ่งไปบนพื้นน้ำแข็ง คมดาบและหอกนับสิบที่พุ่งเข้าใส่จากรอบทิศกลับทำได้เพียงแค่เฉียดผ่านอากาศที่ว่างเปล่า ไม่มีใครแตะต้องตัวเขาได้เลย ลู่ชิงมุดซ้ายโผล่ขวาพลางหลับตาพึมพำสวดมนต์ไปตลอดทาง
“อย่าฟันข้านะ... ข้าแค่ครูจนๆ... โอ๊ะ! หลบพ้นอีกแล้ว! บรรพบุรุษแรงดีจริงๆ!” เขาซิกแซกผ่านโจรป่าที่ยืนงงจนพวกมันฟันกันเองวุ่นวาย
ไม่กี่อึดใจ ลู่ชิงก็สามารถวิ่งฝ่าวงล้อมออกมาจนถึงแนวป่าหนาทึบได้สำเร็จ เขาเห็นเส้นทางหนึ่งที่ดูทางไว้กว้างขวาง ราบเรียบ และดูเหมือนจะมีคบไฟปักไว้เป็ระยะ ซึ่งเขาคิดเอาเองว่ามันคือทางกลับหมู่บ้านที่ชาวบ้านทำไว้ จึงรีบมุ่งหน้าพุ่งเข้าไปอย่างไม่คิดชีวิต มุ่งหวังจะหาที่ปลอดภัยซ่อนตัวให้เร็วที่สุด
ในขณะที่เงาร่างของเขากำลังหายลับเข้าไปในชายป่า เสียงะโของเฉินอี้ที่พยายามไล่หลังมากลับเริ่มห่างออกไปและถูกเสียงลมป่าหวีดหวิวกลบจนจับใจความไม่ได้
“บัณฑิตลู่! ไม่ใช่ทางนั้น! นั่นมัน... อย่าไป...!” เฉินอี้ะโจนหน้าดำหน้าแดงแต่ก็ไม่อาจละมือจากศัตรูได้
“ไอ้โง่หูเถียน! เ้าดูสิ บัณฑิตลู่วิ่งไปทางไหน! นั่นมันทิศไป รังโจรกลุ่มใหญ่! กองกำลังหลักนับร้อยของมันอยู่ที่นั่น!”
ลู่ชิงที่วิ่งเร็วปานสายฟ้าลมกรดได้ยินแว่วๆ เพียงคำว่า
“บัณฑิตลู่... ทางนั้น... ใหญ่!” เขาก็ยิ้มออกมาทั้งน้ำตาด้วยความซาบซึ้ง ‘ขอบคุณท่านหัวหน้ามือปราบ! ท่านคงบอกว่าทางนั้นคือทางหลวงสายใหญ่ที่ปลอดภัยที่สุดสินะ!’ บัณฑิตหนุ่มผู้ใสซื่อ (และซื่อบื้อในเื่ทิศทาง) จึงเร่งฝีเท้าหนักขึ้นไปอีก พุ่งทะยานเข้าไปในเส้นทางนั้นโดยไม่รู้เลยว่า เบื้องหน้านั้นคือ รังโจรขนาดมหึมา ที่มีโจรป่าอาวุธครบมือนับร้อยชีวิตกำลังนั่งลับดาบและกินเหล้าเตรียมรอฟังข่าวดีอยู่!