บทที่ 62: เงารูปวาด
สัมผัสอบอุ่นและนุ่มหยุ่นปานปุยฝ้ายแต่ทว่าแน่นตึงล้นมือของเต้าทรวงอวบอัดใหญ่โตสองข้างที่บดบี้เบียดแบนอยู่กับแผงอกเปลือยเปล่าของผมใต้เสื้อเชิ้ตบางเบานั้น แทบจะทำให้เส้นลวดแห่งศีลธรรมเส้นสุดท้ายในสมองของผมขาดสะบั้นลงตรงนั้นทันที ลมหายใจอุ่นร้อนของปายที่เป่ารดอยู่ตรงซอกคอและปลายจมูกของผมมันอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของสีน้ำมัน น้ำยาผสมสี และกลิ่นอายเฉพาะตัวของสตรีเพศที่กำลังตื่นตระหนกปนสะท้านไหวด้วยความปรารถนาซ่อนเร้น เราสองคนเกยทับแนบชิดกันอยู่บนโซฟาหนังสีแดงเก่าตัวหนาตัวเดิม ราวกับภาพวาดสีน้ำมันของจิตรกรผู้ละเลงความผิดบาปทิ้งไว้กลางห้องสตูดิโอสลัว
ทว่าก่อนที่ริมฝีปากของผมจะก้มลงไปทาบทับสัมผัสกลีบปากสั่นระริกชวนฝันของเธอเพื่อดับความกระสันที่คุโชน ปายกลับส่งเสียงประท้วงเบาๆ ในลำคอพร้อมกับหดคอหนีเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยสั่นไหวระริกจ้องมองผมด้วยความสับสนอึดอัดระคนเสน่หาร้อนรุ่มที่ตีรวนอยู่ในอก
“พ... พี่อลันคะ” เสียงหวานสั่นเครือเอ่ยเรียกสติของผมและตัวเธอเอง “ปาย... ปายคิดว่าเรา...”
ผมจ้องลึกลงไปในดวงตาสั่นไหวของจิตรกรสาวร่างอวบสะบึม ความเงียบงันปกคลุมเราสองคนครู่หนึ่ง ก่อนที่ผมจะค่อยๆ ถอนแรงกดทับของร่างกายท่อนบนขึ้น ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดกันยาวนานก่อนที่ผมจะพยุงร่างอวบอัดแน่นตึงมือของเธอให้ลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ บนโซฟาหนังสีแดงตัวเก่า เสียงหนังแท้เสียดสีดังเอี๊ยดอ๊าดแหบพร่าสอดประสานกับเสียงลมพายุฤดูร้อนภายนอกที่จู่ๆ ก็พัดกระหน่ำรุนแรงขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
*ซ่า! ครืนนนน!*
ห่าฝนเม็ดโตตกลงมากระทบหน้าต่างกระจกบานใหญ่ของคอนโดสตูดิโอชั้นสูงอย่างหนักหน่วง เสียงลมกรรโชกพัดแรงจนกระจกสั่นระทึก อุณหภูมิภายในห้องลดฮวบลงอย่างรวดเร็วจนผิวเนื้อเปลือยเปล่าที่เพิ่งผละออกจากกันรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาทันควัน ปายยกมือสองข้างขึ้นกอดอกตัวเองไว้แน่น ใบหน้าหวานแดงซ่านลามไปจนถึงลำคอขาวผ่องและใบหูเนียนใส เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวยับเยินของเธอหลุดลุ่ยจนกระดุมเม็ดบนอ้าออก เผยให้เห็นเนินอกขาวอวบอิ่มล้นทะลักที่ขยับไหวตามแรงหายใจหอบถี่ของเธอ
เธอรีบใช้ปลายนิ้วสั่นเทาจัดแจงสาบเสื้อเชิ้ตดึงเข้าหากันด้วยความเขินอายปนทำตัวไม่ถูก ท่ามกลางอุณหภูมิห้องที่เย็นยะเยือกจับใจแต่ภายในอกของพวกเรากลับยังร้อนรุ่มเหมือนมีเตาไฟสุมรุมอยู่
“พายุเข้าแรงมากเลยนะคะคืนนี้...” ปายพูดทำลายความเงียบเสียงแผ่ว เบือนสายตาหนีไปทางบานกระจกหน้าต่างที่มีหยาดน้ำฝนไหลเกาะเป็นสายยาวจนเบลอภาพวิวด้านนอก “หนาวจังเลยค่ะ... อุณหภูมิลดเร็วขนาดนี้ ปายปรับตัวแทบไม่ทัน”
ผมมองโครงร่างอวบอัดในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงขาสั้นรัดรูปที่สั่นเทาน้อยๆ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตะโกนบอกผมว่าให้ถอยกลับออกไปเสียตอนนี้ แฟนหนุ่มของเธอคือ ‘โจ’ เพื่อนสนิทของผมเอง โจเป็นภัณฑารักษ์ที่ต้องเดินทางไปประสานงานจัดนิทรรศการใหญ่ที่ต่างจังหวัดนานเป็นเดือน และฝากฝังให้ผมแวะเวียนมาคอยดูสารทุกข์สุกดิบของเธอ แต่สัญชาตญาณดิบในกายผมกลับกระซิบบอกว่า ความอ้างว้างในแววตาของจิตรกรสาวตรงหน้าคือช่องว่างที่โจละทิ้งไว้ และผมกำลังทำหน้าที่เติมเต็มมันทีละน้อย... แม้จะเริ่มก้าวพ้นขอบเขตของคำว่าเพื่อนไปแล้วก็ตาม
“ปายหนาวเหรอครับ?” ผมเอ่ยถามน้ำเสียงอ่อนโยนพลางขยับเข้าไปใกล้เพื่อดึงผ้าห่มผืนบางที่วางพาดอยู่บนพนักโซฟามาคลุมไหล่กลมมนให้เธออย่างเบามือ
“ขอบคุณค่ะพี่อลัน...” ปายช้อนตาสลัวขึ้นสบตาผมชั่วขณะ ความร้อนแรงจากผิวสัมผัสตอนล้มคว่ำด้วยกันเมื่อครู่ยังคงตกค้างเป็นกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านปลายนิ้วที่ปัดโดนกันโดยบังเอิญ “เอ่อ... ดื่มไวน์แดงแก้หนาวร่วมกันหน่อยไหมคะ? โจเค้าซื้อทิ้งไว้ในตู้ ปายไม่ได้เปิดดื่มคนเดียวเลยค่ะ...”
คำชวนของเธอทำให้อารมณ์อึดอัดผ่อนคลายลง ปายรีบลุกจากโซฟาหนังสีแดงก้าวตรงไปยังเคาน์เตอร์ไม้ในมุมครัวสลัว ทิ้งให้ผมมองตามสะโพกดินระเบิดอวบอัดที่ส่ายไหวอย่างมีเสน่ห์ตามจังหวะก้าวเดิน ลมหายใจของผมร้อนผ่าวขึ้นมาอีกรอบเมื่อมองแผ่นหลังนุ่มนิ่มใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวที่บางเบาจนเห็นโครงบราเซียสีเนื้อรำไรข้างใน ปายเปิดหยิบขวดไวน์แดงฝรั่งเศสและแก้วทรงสูงสองใบเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานไม้ตัวเก่าสะเปะสะปะที่มุมห้อง โต๊ะตัวนั้นเต็มไปด้วยดินสอถ่าน พู่กัน จานสีน้ำมัน และกระดาษร่างภาพวาดเกลื่อนกราด
เสียงรินของเหลวสีแดงก่ำดังฉี่เฉาะลงในแก้วใส แสงสปอตไลท์สีอบอุ่นสาดส่องจากด้านข้างสะท้อนประกายระยิบระยับของไวน์แดงดูเหมือนหยาดเลือดของคนบาปที่พร้อมจะเฉลิมฉลองค่ำคืนนี้
“ดื่มสิคะพี่อลัน” ปายยื่นแก้วไวน์ส่งให้ผม ใบหน้าเนียนหวานที่มีรอยแดงจางๆ บนแก้มดูเย้ายวนเป็นพิเศษในแสงสลัว
ผมรับแก้วไวน์มาถือไว้ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ข้างๆ เธอ รสชาติแรกของไวน์แดงที่แตะแต้มลงบนปลายลิ้นช่างฝาดกรุ่นสลับซับซ้อนแต่ทว่าลื่นไหลและอุ่นซ่านไปทั่วช่องท้อง ความเงียบงันปกคลุมเราอีกครั้ง มีเพียงเสียงฝนสาดเปรอะกระจกหน้าระเบียงที่ดังระรัวยาวนาน ปายยกแก้วไวน์ขึ้นจิบอึกใหญ่ อึกแล้วอึกเล่าราวกับจะใช้แอลกอฮอล์ชะล้างความหนาวเหน็บและความว้าวุ่นใจ
“ปายเงียบเหงามากเลยใช่ไหมครับช่วงนี้?” ผมเปิดประเด็นถามเบาๆ น้ำเสียงนุ่มนวลชวนให้เธอเปิดใจ
คิ้วเรียวสวยของปายขมวดเข้าหากันน้อยๆ เมื่อได้ยินคำถามนั้น หยาดน้ำใสๆ เริ่มรื้นขึนมาคลอเคลือบดวงตาคู่โตชวนฝันช้าๆ ความอ่อนไหวและเปราะบางภายใต้หน้ากากจิตรกรสาวเข้มแข็งค่อยๆ ทลายลง รอยยิ้มเจื่อนๆ ปรากฏบนริมฝีปากบางสวยก่อนที่เธอจะเอ่ยระบายความในใจด้วยเสียงสั่นเครือ
“ฮะ... เงียบเหงาจนปายจะบ้าตายอยู่แล้วค่ะพี่อลัน” ปายกล้ำกลืนน้ำลายสะอื้นเบาๆ “โจเค้าบ้างานมาก... เค้าคิดแต่เรื่องนิทรรศการศิลปะ เรื่องผลงานของศิลปินคนอื่น เค้ารักงานวาดรูปของปายนะ แต่เค้าแทบไม่มีเวลาเหลือมาใส่ใจปายเลย ตั้งแต่เค้าไปคุมโครงการที่ต่างจังหวัด เค้าโทรหาปายแทบนับครั้งได้ ส่งข้อความมาแต่ละครั้งก็มีแต่ถามเรื่องข้าวปลาอาหารตามหน้าที่ ไม่มีสักครั้งที่จะถามเลยว่าปายรู้สึกยังไง... ปายอยู่รอดไหมท่ามกลางกลิ่นสีน้ำมันและรูปภาพวาดพวกนี้”
น้ำตาเม็ดเล็กไหลร่วงอาบแก้มแดงซ่าน ปายยกหลังมือขึ้นเช็ดมันอย่างลวกๆ แต่ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานแรมเดือนกลับหลั่งไหลออกมาไม่หยุด
“ทุกคืนปายต้องนอนกอดตัวเองอยู่ในห้องสตูดิโอเงียบๆ หันไปทางไหนก็เจอแต่ขาตั้งภาพเปล่าๆ กับเงารูปวาดบนผนัง บางคืนฝนตกฟ้าร้องดังน่ากลัวปายก็ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร โทรหาโจเค้าก็ติดประชุม สัมมนา ปาร์ตี้กับลูกค้า... ทิ้งให้ปายอยู่กับความอ้างว้างเปลี่ยวเหงาจนแทบหายใจไม่ออก พี่อลันรู้ไหมคะ... ความเหงามันทรมานยิ่งกว่าตอนที่ร่างกายไม่สบายเสียอีก มันเหมือนจิตวิญญาณของปายถูกขังไว้ในกรงสีน้ำมันที่หนาวเหน็บจนไร้ความรู้สึก”
ผมมองปายที่ตัวสั่นเทิ้มด้วยความสงสารและปรารถนาในคราวเดียวกัน นิ้วมือของผมเอื้อมไปกุมมืออุ่นปนสั่นเทาของเธอเอาไว้บนโต๊ะทำงานไม้ ปลายนิ้วโป้งลูบไล้เบาๆ บนหลังมือเนียนเพื่อช่วยปลอบประโลม ปายไม่ได้ชักมือหนี ตรงกันข้าม เธอกลับพลิกฝ่ามือขึ้นมากระชับบีบมือผมแน่นราวกับคนกำลังจะจมน้ำที่ยึดเกาะขอนไม้สุดท้ายไว้
“พี่เข้าใจครับปาย... โจเค้าอาจจะละเลยความรู้สึกของปายไปจริงๆ แต่ปายยังมีพี่อยู่นะครับ พี่จะไม่ทิ้งให้ปายต้องเหงาคนเดียวอีกแล้ว” ผมส่งสายตาอบอุ่นทว่าแฝงประกายดิบเถื่อนที่ยังสะกดไว้ภายใต้ท่าทีสุภาพ
ปายจ้องมองผมผ่านม่านน้ำตาแววตาซึ้งใจสลับสับสน ความตึงเครียดของศีลธรรมที่กั้นกลางระหว่างเราสองคนเริ่มบางเบาลงเรื่อยๆ รสไวน์แดงฝาดลิ้นในแก้วถูกดื่มจนหมดขวดอย่างรวดเร็ว แอลกอฮอล์แล่นพล่านในกระแสเลือดปลุกกระตุ้นความกล้าและความโหยหาอ้อมกอดอุ่นๆ ของมนุษย์ที่ปายขาดแคลนมานาน
จิตรกรสาวสูดลมหายใจเข้าลึก หันหน้ากลับไปมองเฟรมผ้าใบแคนวาสขนาดใหญ่ที่ขึงตึงเปรี้ยะรอคอยการลงพู่กันสะบัดลวดลายประกวดศิลปะระดับประเทศชิ้นใหม่ของเธอ ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายความคิดแปลกประหลาดบางอย่างขึ้นมาอย่างกะทันหัน เธอหันกลับมามองผม แววตาสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นและเสน่หาที่สะกดกลั้นไม่อยู่
“พี่อลันคะ... ปายมีเรื่องสำคัญอยากขอร้องพี่จริงๆ ค่ะ” ปายขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้น กลิ่นกายเนื้ออุ่นๆ และกลิ่นไวน์ฟุ้งผสมโรงจนผมรู้สึกมึนงงกึ่งเคลิบเคลิ้ม
“เรื่องอะไรเหรอครับปาย? ถ้าพี่ช่วยได้พี่จะช่วยเต็มที่เลย”
“ปาย... ปายกำลังเตรียมส่งผลงานภาพวาดประกวดชิ้นใหม่ค่ะ เป็นหัวข้อแนวสัจนิยมผสมความรู้สึกดิบ (Realistic & Pure Raw Emotion) แต่ปายหาแบบร่างสเก็ตช์ภาพไม่ได้เลย ปายต้องการสเก็ตช์เงาร่างกายท่อนบนของผู้ชายที่มีกล้ามเนื้อเด่นชัดและสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบ... พี่อลันช่วยแก้ผ้า... ถอดเสื้อ ยืนเป็นหุ่นแบบวาดเส้นนู้ดท่อนบน (Male Torso Nude Sketch) ให้ปายร่างเงาสปอตไลท์หน่อยได้ไหมคะ?”
คำขอนั้นดังขึ้นท่ามกลางเสียงพายุฝนภายนอกที่ยังกระหน่ำซัดกระจกดังลั่น หัวใจของผมกระตุกเต้นระทึกอย่างรุนแรง การขอให้ผู้ชายถอดเสื้อเป็นหุ่นวาดเส้นนู้ดในห้องสลัวสองต่อสอง คืนฝนตกหนักที่มีรสไวน์แดงอุ่นพล่านในกาย... มันไม่ต่างอะไรจากการเชิญชวนอย่างสุภาพให้ก้าวข้ามผ่านสะพานแห่งคนบาป
ผมจ้องลึกลงไปในดวงตากระหายศิลปะและกระหายความอุ่นซ่านทางสรีระของปาย มันไม่ใช่แค่เรื่องการวาดภาพ แต่เป็นข้ออ้างเพื่อสลัดความอับอายและเข้าใกล้สัมผัสต้องห้ามอย่างถูกต้องตามศิลปะ
“ได้สิครับ... ถ้ามันจะช่วยให้ปายหายเหงาและสร้างงานศิลปะชิ้นเอกได้ พี่พร้อมที่จะเป็นหุ่นให้ปายเสมอ” ผมตอบเสียงต่ำพร่ากึ่งยอมรับกิเลสราคะที่เริ่มคืบคลานเข้ามาครอบงำจิตใจ
ปายยิ้มออกมาด้วยความตื่นเต้นแก้มแดงซ่าน เธอรีบลุกขึ้นเดินไปหมุนไฟสปอตไลท์สีเหลืองนวล (Warm Light) ดวงใหญ่ให้ปรับระดับความสูงต่ำอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่มีการล้มก้าวพลาด แสงสปอตไลท์สาดเฉียงลงมาจากทิศทางมุมเฉียงบน ทอดเงาเป็นแนวสว่างตัดเข้มลึกซึ้งข้างเก้าอี้ไม้ยกสูงกลางห้องสตูดิโอ
ผมก้าวขยับขึ้นไปยืนอยู่บนฐานไม้ยกสูงหน้าขาตั้งผ้าใบช้าๆ มือของผมปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกทีละเม็ด ท่ามกลางสายตาสั่นระริกแฝงความหิวกระหายสรีระของปายที่ยืนจ้องมองเขม็งชวนฝันทีละนิ้วลากกระดุมหลุดออกจากรังดุม ผมเหวี่ยงเสื้อเชิ้ตตัวบางทิ้งลงบนพื้น เผยให้เห็นเรือนร่างท่อนบนที่แกร่งกำยำ แผ่นอกกว้างเต็มนไปด้วยลอนกล้ามเนื้อแน่นตึงสีแทนอ่อนๆ ลาดไหล่กว้างผึ่งผาย และรอยเส้นเลือดปูดโปนขยับขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจที่ร่องหน้าท้องแบนราบ
“ข... ขยับเบี่ยงไหล่ขวาไปทางข้างหลังนิดนึงค่ะพี่อลัน... ใช่ค่ะ ตรงนั้นแหละค่ะ” ปายเอ่ยปากบอกเสียงสั่นพร่าขณะนั่งลงบนสตูลตัวเตี้ยเบื้องหน้ากระดานวาดรูปแผ่นใหญ่
ดินสอถ่านชาร์โคลในมือของจิตรกรสาวสเก็ตช์ร่างเส้นสลักลวดลายลงบนผิวกระดาษวาดรูปอย่างรวดเร็ว เสียงขูดขีด ‘แกรก... ครืด... แกรก...’ ดังคลอไปกับความมืดและแสงสลัวของห้อง แสงไฟสปอตไลท์สาดกระทบแผ่นอกของผมจนเกิดเงาตกทอดลึกเข้มชวนมอง แววตาของปายไม่ได้จับจ้องที่กระดาษวาดภาพเพียงอย่างเดียว สายตาของเธอโลมเลียไปตามแผงอกแกร่ง ลอนกล้ามหน้าท้อง และหัวไหล่หนาของผมราวกับอยากจะใช้มือของเธอขยำนวดเฟ้นผิวเนื้ออุ่นๆ นั้นแทนดินสอถ่าน
เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมขึ้นตามขมับของผม อุณหภูมิในห้องที่หนาวเหน็บกลับดูเหมือนอุ่นร้อนขึ้นมาทีละน้อย ความละอายต่อบาปที่ขัดแย้งกับกิเลสราคะปั่นป่วนอยู่ในอก โจเป็นเพื่อนผม... แต่ปายในยามนี้ช่างยั่วยวนจนยากจะทานทน หุ่นสะบึมหุ่นดินระเบิดของเธอขยับไหวอยู่หน้าขาตั้งภาพ เต้าทรวงขนาดใหญ่โตเบียดชิดร่องเสื้อยามเธอโน้มตัวร่างภาพ ท้องของผมปั่นป่วนด้วยความกระสัน
ปายวางดินสอถ่านลงช้าๆ หลังจากผ่านไปราวสิบนาที เส้นร่างนู้ดท่อนบนของผมยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี แต่แววตาของจิตรกรสาวกลับฉายแววว้าวุ่นอย่างหนัก ลมหายใจของเธอกระชั้นถี่จนอกอวบอัดสะท้อนขึ้นลงรวดเร็ว
“ตรงแผงอกด้านข้าง... แสงไฟมันตกเงายากจังเลยค่ะ... ปาย... ปายจัดท่าร่างในรูปไม่ถูก” ปายเอ่ยเสียงสั่นพร่า ก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ จากสตูลไม้วางขาตั้งรูป
เธอสาวเท้าก้าวเดินเข้ามาหาผมที่ยังยืนสงบนิ่งเปรียบเสมือนรูปแกะสลักมีชีวิตในแสงสลัว กลิ่นกายเนื้อหอมกรุ่นของปายผสมอายไวน์แดงอวลละมุนลอยขึ้นปะทะจมูก ปลายนิ้วเรียวบางอุ่นร้อนของเธอที่เปื้อนคราบผงถ่านชาร์โคลสีดำ ค่อยๆ ยื่นออกมาแตะสัมผัสลงบนยอดอกแกร่งของผมอย่างช้าๆ
*สะดุ้ง...*
ร่างกายของผมตอบสนองสัมผัสแผ่วเบานั้นทันที ผิวเนียนเนื้อแกร่งร้อนผ่าวขึ้นมาในพริบตา ปลายนิ้วของปายสั่นเทาอย่างรุนแรง ทว่าเธอกลับไม่ยอมหยุดลากถูไถ สัมผัสอุ่นชื้นลากไล้ผ่านแผงอกแกร่ง ลูบแผ่วเบาไปตามร่องกล้ามเนื้อหน้าอกที่แน่นตึง ขยับปัดป่ายขึ้นไปตามแนวกระดูกไหปลาร้าและไหล่ลาดกว้างของผมเพื่อทำทีเป็นปรับท่านั่งท่ายืนวาดภาพ แต่เสียงหอบหายใจถี่ระรัวและดวงตาเว้าวอนสั่นระริกของเธอกลับประจานความต้องการในกามรมณ์ออกมาจนหมดเปลือก
“พี่อลันคะ... ร่างกายพี่... อุ่นจังเลยค่ะ” ปายกระซิบเสียงละเมอแหบพร่า ปลายนิ้วสอดลากผ่านร่องแผ่นอกแกร่งลงต่ำมาตามแนวเส้นกลางตัวตนท่อนบนของผม บดเบียดลูบไล้เบาๆ บนลอนท้องแกร่งที่ขยับขมิบเกร็งตามจังหวะราคะที่ถูกกระตุ้นปลุกเร้า
“ปาย...” ผมเอ่ยเรียกชื่อเธอด้วยเสียงต่ำทุ้มสะกดอารมณ์ดิบ ความตึงเครียดทางศีลธรรมต่อโจพังทลายลงราบคาบแล้วในวินาทีที่ปลายนิ้วร้อนรุ่มของจิตรกรสาวทาบสัมผัสลากไล้ผิวเนื้อของผมอย่างจงใจ
ผมไม่สามารถและไม่อยากต้านทานกิเลสราคะชู้บาปนี้อีกต่อไป!
ท่อนแขนแกร่งและกว้างของผมตวัดโอบกระชับเอวคิ่วคอดของปายเข้าหาตัวทันที ดึงรั้งร่างอวบสะบึมหุ่นดินระเบิดของเธอเข้ามากระแทกแนบเนื้อชิดติดกับแผงอกเปลือยเปล่าของผมอย่างแรง ร่างกายท่อนบนที่ไม่มีเสื้อผ้าขวางกั้นของผมบดเบียดเสียดสีกับนมอวบใหญ่ล้นทะลักใต้เสื้อเชิ้ตขาวของเธออย่างเต็มเหนี่ยว ความนุ่มแน่นขนาดมหึมาสองก้อนบดเบียดแผงอกของผมจนสั่นสะท้านไปทั้งตัว
ปายร้องครางอุบเบาๆ ด้วยความตกใจปนเสียวกระสัน ร่างสะบึมของเธอเอนอ่อนซบแนบชิดอกของผม แววตาชวนฝันช้อนมองผมสั่นระริก ริมฝีปากบางสวยเผยอหอบหายใจถี่ กลิ่นหอมจากเรือนกายสาวปลุกให้มังกรยักษ์ใต้กางเกงสแล็กของผมขยายตัวแกร่งตึงดันสู้กึ่งกลางหว่างขาทรงพลังของเธอผ่านเนื้อผ้าร้อนระอุ
ผมก้มหน้าลงประชิดสบประสาทตาสลัวใกล้ชิดของเธอชั่วอึดใจ ก่อนจะกดริมฝีปากลงบดเบียดประกบจูบแรกแสนร้อนแรงเข้าใส่ริมฝีปากบางของปายอย่างป่าเถื่อนไร้ความปราณี!
“อื้อออ...!”
ปายร้องครางสยบยอมในลำคออืออาอย่างอ่อนแรง แผ่นหลังนุ่มนิ่มของเธอพิงเอนติดอยู่กับขาตั้งเฟรมผ้าใบขนาดใหญ่ที่สั่นโยกตามแรงกระแทกกระทั้นของร่างกายเราสองคน ลิ้นร้อนของผมทะลวงสอดแทรกเข้าไปในโพรงปากหวานอุ่นเยิ้มของจิตรกรสาว ตวัดแลกลิ้นเปียกชื้นดูดดึงน้ำหวานรักอย่างหิวกระหาย รุนแรง เร่าร้อน ราวกับจะชดเชยความเงียบเหงาและเปลี่ยวอ้างว้างที่เธอกล้ำกลืนมานานแสนนาน ปายขยับเรียวลิ้นตอบรับรุกรานแลกรักกับผมอย่างลืมตาย ฝ่ามือนุ่มของเธอเลื่อนขึ้นมาโอบกอดรอบคอของผม ขยุ้มเส้นผมระบายความเสียวซ่านที่พุ่งพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย
สมองของจิตรกรสาวขาวโพลนลืมเลือนสิ้นจริยธรรม ศีลธรรม และความภักดีต่อแฟนหนุ่มโจไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบที่สอดประสานกันอย่างหยาบโลนข้างเฟรมผ้าใบ
ฝ่ามือหนาอุ่นร้อนของผมเลื่อนลงต่ำอย่างรวดเร็ว สอดผ่านขอบเสื้อเชิ้ตตัวบางและขอบกางเกงขาสั้นรัดรึง ลูบไล้ขยับบีบเคล้นสะโพกผายดินระเบิดอันอวบแน่นของปายอย่างมันเขี้ยว นิ้วมือของผมจมหายลงไปในความหนานุ่มเด้งมือของแก้มก้นกลมกลึงขนาดมหึมา ลูบขยำยกกระชับสะโพกอวบอัดรั้งเข้าหาตัวตนแข็งขึงที่ดุนดันอยู่ตรงร่องกลางก้นของเธอ แสงไฟสปอตไลท์ทอดเงาร่างชู้รักสองคนทับซ้อนบดเบียดแลกลิ้นเปียกชื้นสะท้อนเงามืดสลัวบนเฟรมผ้าใบอย่างร้อนรุ่ม ค่ำคืนนี้พายุฝนภายนอกสาดซัดไม่หยุดหย่อน แต่เงารูปวาดของคนบาปสองคนกำลังจะเริ่มต้นระเลงสีสวาทบทใหม่ที่เร่าร้อนและยากเกินกว่าจะหันหลังกลับ...