ฐานเหอผิงในชาติที่แล้ว เป็ฐานสำคัญของมนุษยชาติ
ก่อนจะมีเหตุการณ์การหายนะ ทำให้โลกล่มสลาย ฐานเหอผิง เคยเป็เมืองเหอผิง ที่มีเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ถูกจัดตั้งขึ้น บริเวณนั้น มีสินค้าและบริการที่หลากหลาย มีคลังสินค้าหลายแห่ง มีโรงงานอุตสาหกรรมสำคัญๆ ของประเทศที่ตั้งอยู่ก่อนแล้ว ประกอบกับ เมืองเหอผิง ยังเป็เมืองที่มีภูมิประเทศที่ดีกลางธรรมชาติที่ยังคงอยู่ ทำให้ยังมีทรัพยากรให้ใช้ในการพัฒนาอย่างล้นหลาม อีกทั้งด้วยชัยภูมิที่ดี ซึ่งเป็เขตติดต่อระหว่าง 3 ภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกที่เธออยู่ ทำให้รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญ และข้อได้เปรียบด้านการคมนาคม ติดต่อสื่อสารหากันได้อย่างสะดวก
นอกจากนี้ เมืองเหอผิง ยังมีกองทัพและฐานทัพที่ประจำการอยู่บริเวณนี้อีกด้วย
ฉะนั้น เมื่อวันแห่งหายนะมาถึง ฐานเหอผิง จึงเป็ฐานที่มีทรัพยากรจำนวนมาก และเพียงพอต่อความ้า
รถแล่นผ่านเข้ามาภายในตัวเมืองเหอผิง ทำให้ความคิดที่ล่องลอยไปไกลของเธอหยุดลง
เสียงเครื่องยนต์ของรถคันหรูเงียบกริบ ขณะที่ตัวรถแล่นเคลื่อนตัวเข้าใกล้แนวตึกสูงที่เรียงรายเป็แนวราวกับกำแพงต้อนรับผู้มาเยือน แสงแดดยามสายสะท้อนกระจกอาคารจนแสบตา เส้นทางคอนกรีตเบื้องหน้าเริ่มแน่นขนัดไปด้วยรถยนต์ที่เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้า ฮอร์นแตรแว่วดังสลับกับเสียงเร่งเครื่องอย่างหงุดหงิดของรถคันอื่น
ผู้คนสองข้างถนนเดินขวักไขว่ ชายใส่สูทเร่งฝีเท้าข้ามถนน หญิงสาวถือแก้วกาแฟเดินดูโทรศัพท์ขณะรอไฟจราจร สัญญาณไฟเปลี่ยนสี เหล่าเด็กนักเรียนวิ่งข้ามถนนด้วยเสียงหัวเราะ รถประจำทางคันใหญ่จอดเทียบท่า ส่งกลุ่มผู้โดยสารลงตรงหน้าห้างใหญ่ใจกลางเมือง
ไกลออกไป หอคอยซึ่งเอาไว้ชมเมือง สูงตระหง่านท่ามกลางกลุ่มตึก อากาศคลุ้งกลิ่นควันจาง ๆ ปะปนกลิ่นกาแฟจากร้านข้างทาง เสียงดนตรีจากลำโพงหน้าร้านเสื้อผ้าลอยแ่อยู่ในอากาศ
ทีมบอดี้การ์ดควบตำแหน่งคนขับรถของเธอถอนหายใจเบา ๆ ขณะเหยียบเบรคและชะลอจังหวะตามคันหน้า ดวงตาจับจ้องไปยังจุดหมายปลายทางเบื้องหน้า
“ไม่ต้องรีบหรอกค่ะ อ้ายฉิงไปช้าได้” ร่างบางเอ่ยขึ้น เพื่อบอกบอดี้การ์ดของเธอ
“ได้ครับ คุณหนู”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถยนต์สีดำเงาวับแล่นเนิบช้าไปตามถนนที่ปูด้วยหินเรียบอย่างพิถีพิถัน ด้านข้างมีแถวของต้นไม้ตัดแต่งอย่างสมมาตรทอดยาวนำสายตาไปยังอาคารหรูทรงยุโรปสามชั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ตัวอาคารสร้างด้วยหินอ่อนสีงาช้าง ประดับลายปูนปั้นละเอียดอ่อนเหนือบานหน้าต่างทรงโค้ง ทุกองค์ประกอบบ่งบอกถึงรสนิยมและประวัติศาสตร์ของสถานที่ที่ไม่ได้เปิดรับใครง่าย ๆ
เสียงยางรถเสียดสีกับพื้นถนนเบา ๆ ขณะรถเคลื่อนเข้าจอดหน้าทางเข้า พนักงานในชุดยูนิฟอร์มสีดำรีบก้าวเข้ามาเปิดประตูให้ทันทีที่รถหยุดนิ่ง
ประตูเปิดออก กลิ่นน้ำหอมราคาแพงจาง ๆ ลอยออกมาพร้อมกับรองเท้าส้นสูงหนังมันเงาก้าวแตะพื้น คนขับปิดเครื่อง ทิ้งความเงียบสงบไว้ชั่วขณะ ท่ามกลางบรรยากาศที่คล้ายมีแรงกดดันบางเบาอบอวลในอากาศ
ด้านหน้าตึกมีพรมแดงปูทอดยาวขึ้นสู่บันไดหินอ่อน พนักงานประมูลยืนต้อนรับอย่างเคร่งขรึม รายชื่อผู้เข้าร่วมถูกตรวจสอบเข้มงวด ผู้ที่เดินผ่านประตูแก้วสูงเหลี่ยมไป ไม่ใช่แค่คนมีหน้ามีตาทางสังคมเท่านั้น แต่ต้องเป็ร่ำรวย และที่สำคัญต้องมีบัตรเชิญโดยเฉพาะเท่านั้น
บอดี้การ์ดข้างกายยื่นบัตรเชิญให้พนักงานประมูลดู ก่อนที่พนักงานจะปล่อยหญิงสาวเข้าไปด้านในตัวอาคาร
ภายในอาคารประมูลเงียบงันแต่เปี่ยมไปด้วยพลังที่มองไม่เห็น ผู้คนจับกลุ่มพูดคุยกันเบาๆ แสงไฟระยิบจากโคมไฟคริสตัลขนาดใหญ่กลางเพดานสาดประกายลงบนพื้นหินอ่อนขัดมัน บรรยากาศเย็นสบายอย่างควบคุมอุณหภูมิไว้ด้วยระบบทันสมัย
ผนังแต่ละด้านประดับด้วยภาพวาดจากยุคเรอเนสซองส์ กรอบทองแกะสลักวิจิตรจับตา ที่มุมห้องมีตู้กระจกนิรภัยจัดแสดงของล้ำค่า เช่น กล่องเครื่องเพชร นาฬิกาโบราณ หรือเหรียญทองคำจากศตวรรษก่อน พร้อมป้ายทองเล็ก ๆ ระบุหมายเลขล็อตสำหรับประมูลวันนี้
เวทีประมูลตั้งอยู่เบื้องหน้า สูงจากพื้นเล็กน้อย พื้นหลังเป็ม่านกำมะหยี่สีเข้ม พร้อมโพเดียมไม้โอ๊คที่ตรงกลาง เตรียมไว้สำหรับผู้ดำเนินรายการ ด้านหน้ามีเก้าอี้เบาะหนังเรียงเป็แถวอย่างเป็ระเบียบ แต่ละที่นั่งมีบัตรหมายเลขประจำตัวผู้ประมูล พร้อมเอกสารที่ระบุรายการของทั้งหมด
เ้าหน้าที่ในชุดสูทสีเข้มเดินอย่างสุภาพทั่วบริเวณ ดวงตาจับจ้องผู้มาเยือนอย่างเงียบงัน แต่ไม่ละเลยรายละเอียดแม้แต่น้อย กล้องวงจรปิดหมุนตามมุมต่าง ๆ อย่างไร้เสียง ปกป้องสมบัติที่มีค่าราวกับห้องสมบัติกษัตริย์ และในบรรยากาศที่ดูหรูหราและสงบนี้ ทุกคนที่อยู่ที่นี่…ต่างมีเป้าหมาย และไม่มีใครมา “เพื่อดูเล่น”
อ้ายฉิงได้รับป้ายประมูลหมายเลขสาม ซึ่งมีบอดี้การ์ดข้างกายเป็ผู้ถือไว้ให้ เธอนั่งลงบนเก้าอี้ตรงตามหมายเลขที่เธอได้รับ และรอคอยอย่างใจเย็น
ในบรรยากาศที่มีเสียงพูดคุยเบาๆ เธอได้ยินเสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนขึ้นใกล้ๆ ชายหนุ่มในสูทสีเทาเรียบหรูเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง แผ่นหลังตรง ดวงตาภายใต้กรอบแว่นที่แลดูอบอุ่นอ่อนโยน ที่มีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้ใครต่อใครอยากเข้าใกล้ และต้องเหลียวมามอง มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง อีกข้างถือเอกสารการประมูลเล่มบางที่แนบลำตัว
อ้ายฉิงอดคิดขึ้นมาในใจไม่ได้ว่า “แหม…. พ่อเทพบุตรจอมปลอมนี่ มาให้อ้ายฉิงเก็บดอกเบี้ยถึงที่เลยนะเนี่ย”