หัวใจติดล็อก: รักนี้ห้ามบอก”
ทุกครั้งที่คลาสภาษาญี่ปุ่นจบลงและฉันต้องกลับเข้าห้องขัง, เ้าหน้าที่ระดับสูงคนนั้นก็จะเดินตามหลังมาพร้อมกับคำบ่นที่เต็มไปด้วยความห่วงใยแฝงหยอกเย้า “ตั้งใจเรียนหน่อยสิ ไม่ใช่แค่ ‘สวัสดี’ และ ‘ขอบคุณ’ เท่านั้นที่รู้นะ” เขาจะพูดพลางยิ้ม, ส่วนลูกน้องของเขาที่มาร่วมสอนก็ชอบหัวเราะชอบใจกับการแหย่ฉัน เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเองก็รู้สึกสนุกสนานกับการแกล้งฉัน แต่ฉันได้แต่ยิ้มกลับไปอย่างใจดี แล้วเอียงหัวขวาเล็กน้อย เพื่อส่งสัญญาณว่า “อย่าให้ได้อยู่ด้วยกันสองคนนะคุณ, คุณโดนฉันจัดหนักแน่ๆ ผู้ชายอะไรไม่รู้หน้าหล่อ!”
หัวใจของฉันเต้นแรงทุกครั้งที่เจอเขา บางทีการมีเขาในห้องเรียนก็เหมือนกับการได้หน้าต่างเปิดออกสู่โลกภายนอก ทำให้ฉันลืมไปชั่วขณะว่าฉันกำลังถูกจำกัดอยู่ในห้องขัง แม้จะเป็เพียง่เวลาสั้นๆ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ฉันหวังว่าอาจมีบางอย่างที่มากกว่านี้ระหว่างเราสองคน ในสถานที่แห่งนี้ที่ความหวังดูเหมือนจะเป็สิ่งที่หาได้ยาก ความรู้สึกนี้กลายเป็สิ่งที่ฉัน้าซ่อนไว้ในใจที่สุด.
ทุกครั้งที่หัวใจฉันเต้นข้ามจังหวัดเมื่อเจอเขา มันก็เตือนให้ฉันจำได้ว่าแม้ในความมืดมิดของเรือนจำ ยังมีแสงสว่างของความรักที่แอบแฝงมากับเ้าหน้าที่คนนี้ และบางที… บางทีการฝ่าฟันกฎเหล็กอาจเป็เื่ที่คุ้มค่า ถ้ามันหมายถึงการได้เปิดใจให้กับความรัก แม้ในสถานที่แห่งนี้ที่ความรักไม่เคยเป็ทางเลือก.
วันที่ฉันไปยืมหนังสือที่ห้องสมุด ฉันไม่คาดคิดเลยว่าจะเจอเขาอยู่ที่นั่น ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นในใจคือความใ เพราะฉันไม่คิดว่าเขาจะมาอยู่ตรงนั้นในเวลานั้น แต่แล้วฉันก็เริ่มคิดถึงความเป็ไปได้ว่า…เขาต้องตั้งใจมาที่นี่เพื่อพบฉันแน่ๆ
เขาคงรู้ตารางเวลาของฉัน รู้ว่าฉันต้องมาที่ห้องสมุดวันนี้ และด้วยเหตุนี้เองเขาถึงได้ปรากฏตัวอยู่ตรงนั้น มันทำให้ฉันอดยิ้มไม่ได้เมื่อคิดว่าเขาอาจคิดถึงฉันจนต้องหาโอกาสมาเจอหน้า
เมื่อฉันก้าวเข้าไปในห้องสมุด สายตาของเราสบกันทันที ความใแรกที่ฉันรู้สึกกลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอบอุ่นในใจ ฉันแอบกระพริบตาให้เขาพร้อมกับยิ้มเล็กๆ ราวกับว่าเราต่างก็รู้ดีถึงเหตุผลที่เขามาอยู่ที่นี่
หลังจากที่ฉันสบตากับเขาเพื่อทักทายเล็ก ๆ ในห้องสมุด ฉันก็เดินไปยังชั้นหนังสือภาษาไทย ใจของฉันยังคงสั่นไหวเล็กน้อยจากการพบกันที่ไม่คาดฝันนี้ ตรงนั้น ฉันเจอรุ่นน้องคนไทยที่ตัดผมสั้นเป็ทอม ฉันจึงเอ่ยขอทางเบา ๆ “ขอพี่เลือกหนังสือหน่อยนะ”
รุ่นน้องหันมามองฉันด้วยความสงสัยก่อนจะขยับตัวให้ฉันยืนเลือกหนังสือได้สะดวก ขณะที่ฉันกำลังมองหาหนังสือในชั้น ฉันก็รู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่คอยจับจ้องมาที่ฉันอย่างต่อเนื่อง สายตานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ฉันรู้สึกได้ทันที ฉันหันกลับไปมองเขาอีกครั้ง…เ้าหน้าที่หนุ่มที่ฉันแอบคิดถึงบ่อย ๆ เขามองมาที่ฉันด้วยสายตาที่สื่อถึงความห่วงใย แต่กลับมีแววของความหึงหวงแฝงอยู่ในนั้น
ฉันไม่สามารถห้ามตัวเองได้ที่จะยิ้มเล็ก ๆ ออกมา มันเป็รอยยิ้มที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกพิเศษในใจ เพราะฉันรู้ว่าเขาตั้งใจมาที่นี่เพื่อพบฉัน การที่เขามายืนตรงนั้น ไม่ใช่เื่บังเอิญ แต่เป็ความตั้งใจที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนในทุกสายตาที่เขามองฉัน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อหมดเวลา ฉันต้องออกไปนอกห้องสมุดเพื่อเข้าแถว แต่ความรู้สึกอบอุ่นยังคงอยู่ในใจฉัน ฉันรู้ว่าการพบกันวันนี้มันมีความหมายมากกว่าที่เห็น และแม้จะเป็เพียงแค่สายตาที่สื่อสารกัน แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้ฉันยิ้มออกมาอีกครั้ง
เขายืนอยู่ตรงนั้น จ้องมองฉันเหมือนกับว่าไม่อยากให้ฉันจากไป ฉันเดินผ่านเขาออกมาด้วยหัวใจที่เต้นแรง และรู้สึกได้ว่าในวันนี้…ความรู้สึกที่เขามีต่อฉัน มันไม่ใช่แค่ความบังเอิญ แต่มันเป็ความตั้งใจที่ฉันรับรู้ได้ในทุกสายตาที่เราแลกเปลี่ยนกัน
หลังจากที่เราทุกคนถูกขอให้ออกจากห้องสมุดเพื่อมาต่อแถวสำหรับการสแกนหนังสือ ฉันยืนอยู่ในแถวด้วยความรู้สึกที่ตื่นเต้นอย่างเงียบๆ ไม่คาดคิดเลยว่าจะพบเขาอยู่ที่นี่—เ้าหน้าที่หนุ่มผู้ที่ฉันแอบมองอยู่หลายครั้ง วันนี้ เขายืนอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางแสงสลัวในห้องสมุด สายตาของเขาจับจ้องมาที่ฉันอย่างไม่วางตา
เมื่อถึงคิวของฉันที่จะสแกนหนังสือ ฉันก้าวไปข้างหน้า มือฉันวางหนังสือเล่มหนึ่งลงบนโต๊ะด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง หนึ่งในนั้นคือหนังสือเกี่ยวกับศัพท์ภาษาไทยที่แปลเป็ภาษาญี่ปุ่น เขามองหนังสือเล่มนั้นอย่างครุ่นคิด ก่อนที่สายตาของเขาจะเลื่อนกลับมาสบกับดวงตาฉันอีกครั้ง
การสบตาครั้งนี้เป็มากกว่าการทักทายธรรมดา มันคือการสื่อสารโดยไม่ต้องใช้คำพูด เหมือนกับว่าเขากำลังถามฉันอย่างเงียบๆ ว่า “เธออ่านหนังสือเล่มนี้ได้จริงๆ หรือ?” ฉันมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แล้วก้มลงมองหนังสือที่อยู่ในมือ ความรู้สึกที่คล้ายกับความงงเล็กๆ แฝงอยู่ในใจฉัน ฉันเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาอีกครั้ง แล้วแอบยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก จากนั้นจึงกระพริบตาให้เขาเป็สัญญาณเล็กๆ แทนคำตอบ ฉันผงกหัวเบาๆ เป็การตอบรับคำถามที่แฝงอยู่ในสายตาของเขา
ทุกอย่างเงียบงันใน่เวลาสั้น ๆ นั้น ความเงียบที่ลึกซึ้งและเต็มไปด้วยความหมาย เราไม่จำเป็ต้องพูดอะไร เพราะสายตาของเราพูดแทนทุกอย่างแล้ว
เมื่อกระบวนการสแกนหนังสือเสร็จสิ้น ฉันหยิบหนังสือกลับมาและหันไปเข้าแถวรอเพื่อนร่วมงานเพื่อเตรียมตัวกลับโรงงาน แต่ทันใดนั้น เพื่อนสาวของฉัน “อีเตี้ย” รีบวิ่งเข้ามาหาฉันอย่างกระตือรือร้น เธอหยุดฉันทันทีพร้อมกับพูดเสียงดังว่า “กูเห็นนะ! พวกมึงอ่ะสบตากันหวานเยิ้มเลย รักกันใช่ไหม? พวกมึงรักกันใช่ไหม?”
ฉันทำได้เพียงยิ้มเบา ๆ และพยายามสงบใจ ขณะที่สายตาของฉันแอบมองไปที่เ้าหน้าที่ประจำโรงงานอย่างรวดเร็ว เพื่อดูว่าเขาสังเกตเห็นการสนทนานี้หรือเปล่า ถ้าเขาเห็นว่าเราคุยกัน เขาอาจจะดุด่าเราได้ ฉันจึงรีบตอบกลับเพื่อนด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยความรู้สึกที่ฉันไม่สามารถซ่อนจากเธอได้ “จะบ้าหรือไง? มันไม่มีอะไรหรอก เขาห้ามรักกันที่นี่น่ะ”
แต่เพื่อนสาวของฉันยังคงไม่ยอมเลิกรา “ถ้ามันทำให้เธอมีความสุขล่ะก็ ถ้าความรักจะทำให้ชีวิตมันชิว ๆ ผ่านไปในแต่ละวัน ก็รักไปเถอะ เชื่อฉันเถอะ! ถ้าเขารักเธอ เธอก็ควรจะรักเขาต่อไปสิ!”
ก่อนที่ฉันจะพูดอะไรได้มากกว่านี้ เ้าหน้าที่ก็เข้ามาบอกให้พวกเรากลับไปที่โรงงาน ฉันและอีเตี้ยจึงต้องแยกกันเดินกลับโรงงาน แต่ในใจฉันกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นและความสุขที่ยากจะอธิบาย ทุกก้าวที่เดินนั้นมีความหมาย ความรู้สึกที่ได้แลกเปลี่ยนกับเขายังคงตราตรึงอยู่ในใจ ทำให้ฉันรู้สึกถึงความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่จะทำให้ฉันก้าวผ่านวันคืนในที่แห่งนี้ได้อย่างสบายใจ