บทที่2 แขกผู้มาเยือน
เมื่อเวลาล่วงเลยมาประมาณ ครึ่งชั่วโมง
ลำแสงสีครามได้หายไป เดนลืมตาขึ้นมาปรากฏแสงสีครามในดวงตาวาบนึงแล้วหายไป
“ดะ..เดนเ้าเป็ยังไงมั้ง”
ลูสังเกตุเห็นแสงสีครามในดวงตาของเดนแวบนึง แต่กลับทำให้เขาสั่นสะท้านไปทั่วทั้งตัว
“เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอลู ข้าจำอะไรไม่ได้เลยแถมยังฝันแปลกๆอีก แล้วข้านอนหลับไปได้ยังไง”
“นี่เ้าจำอะไรไม่ได้เลยงั้นเหรอ ตอนเ้ากำลังดูดซับผลึกอัสนี อยู่ๆเ้าก็ร้องขึ้นแล้วก็สลบไป จากนั้นก็มีแสงสีครามคลุมตัวเ้าไว้ ทำให้ข้าคิดไม่ออกจะช่วยเ้ายังไง เ้าไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว ข้าว่าผล
กระทบผลึกอัสนีมันแปลกๆนะตอนข้าดูดซับผลึกอัคคีไม่เห็นจะเป็แบบเ้าเลย ออกจะสบายตัวด้วยซ้ำ”
“จริงสิ ข้ากำลังดูดซับผลึกอัสนี นี่”
“เดนเ้าลองเพ่งจิตไปที่ฝ่ามือเ้าดูสิว่าใช้จิตวิญาณอัสนีได้ใหม”
เดนลองทำตามที่ ลู กล่าวปรากฏเป็ลูกบอลสีม่วงมีสายฟ้าวิ่งอยู่รอบๆลูกบอลที่อยู่กลางฝ่ามือของเขา
“ดูสิ ลู ข้าใช้ิญญาธาตุได้แล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า ท่านปู่ข้ารู้เข้าคงใน่าดู แล้วข้าไม่ต้องนั่งเข้าญาณแบบหฤโหดอีกแล้ว ขอบใจเ้ามากลู”
“ไม่เป็ไรหรอกน่าเราเป็สหายกันนิ”
ในหัวของลู กลับคิดถึงแสงสีครามที่ออกมาจากเดน ถ้าแสงนั้นไม่ใช่พลังของ จิตอัสนีแล้วมันคืออะไรกันแน่ละ หลังจากลูเงียบไปสักพักมีเสียงแทรกขึ้นทำให้เขาหลุดออกจากห้วงความคิดของตน
“ลูเราไปห้องโถงเตรียมทดสอบกันเถอะ พวกนั้นได้ตกตะลึงแน่ที่พวกเราปลุกจิตวิญาณธาตุได้ ฮ่าฮ่าฮ่า”
“อือ พวกเราไปกันเถอะ พวกเ้าบ้ามาคีได้พูดไม่ออกแน่ที่พวกเราปลุกจิตญาณธาตุได้”
พวกเขาพากันเดินออกจากห้องฝึกไปยังห้องโถงทดสอบ ซึ่งสถาบันจิตแบ่งชั้นศึกษาเป็สามระดับ
ระดับ1เป็พวกที่เข้ามาศึกษาใหม่ยังไม่
เข้าใจถึง จิตวิญาณธาตุ
ระดับ2 เป็พวกที่สามารถปลุกจิตวิญาณได้
ระดับ3 ต้องสามารถพัฒนาจิตวิญาณเข้าสู่ระดับกลางถึงจะมายังระดับสามได้
ถ้าสามารถพัฒนาจิติญญาธาตุไปถึงระดับสูงก็สามารถจบการศึกษาออกไปได้หรือเข้าเป็เ้าหน้าที่ของสถาบันจิตก็ได้ เมื่อพวกเขาเดินมาถึงหน้าประตูทางเข้า ก็พบกับหญิงสาวหน้ากลมหน้าตาน่ารักเส้นผมที่รวบเป็หางม้ายืนเอามือสองข้างเท้าเอวไว้พร้อมทำหน้าบึงตึง
“พวกเ้าหายไปไหนกันมาข้ามายืนรอพวกเ้าตั้งนานแล้วนะ”
“ใจเย็นๆอาเจ๊ พวกเราไปหาวิธีที่จะได้ทดสอบผ่านมานะสิ”
เดนตอบกลับไอลีนขณะเดินเข้าไปหาเธอ
“เ้าเรียกใครเจ๊ อายุข้าอ่อนกว่าเ้าอีกนะเดี๋ยวได้เจ็บตัวหรอกอีตาบ้า เดน”
“เอาน่า พวกเ้าอย่าทะเลาะกันน่าทะเลาะกันั้แ่เด็กไม่เบื่อบ้างเหรอไง”ลู เข้าห้ามทั้งสองคน ส่วนเดนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
“ไหนพวกเ้าไปทำอะไรมากันที่จะทำให้ผ่านการทดสอบ”
“รอดูตอนสอบเถอะน่า”
เดนตอบกลับไอลีน ไอลีนทำตาเขียวใส่เดน
“ทำเป็มีความลับนะ รอดูตอนสอบก็ได้แต่ถ้าเ้าไม่ผ่านข้าจะไปบอกท่านปู่เ้าฝึกเ้าให้นักกว่าเดิมเลยคอยดู”
“เอาเถอะเข้าไปในห้องโถงกันเถอะทั้งสองคน” ลู กล่าว ทั้งสามเดินเข้าห้องโถงเข้าไปยืนอยู่หลังกลุ่มคนที่เข้ามาก่อน
ไอลีน เหลือบไปเห็นพวกมาคียืนอยู่ ฝั่งตรงข้ามพวกเขาและจะเดินเข้าไปหา แต่ถูก เดน ดึงแขนไว้
“อย่าก่อเื่ในห้องโถงนะไอลีน อาจารย์อยู่กันเพียบเลย”
“หึ ใครสน ใครใช้ให้มันมาว่าข้าเป็กอลิล่ากันละ”
“น่าอย่างน้อยก็ขอให้การสอบผ่านไปก่อนนะสาวน้อย”
“พวกเ้ามีเื่อะไรกันงั้นเหรอ” ลู ถามทั้งสองคน ทั้งสองมองหน้ากันแล้วมอง ลู
“ไม่มีอะไรหรอก นู้นเหล่าผู้ทดสอบเข้ามากันแล้ว”เดนตอบและเปลี่ยนจุดความสนใจของลู
ผู้ที่เดินเข้ามามีทั้งหมด9คน4คนเป็ชายหนุ่มอายุไม่เกิน 50 ปี อีก3คน เป็ผู้หญิงที่มีผ้าปิดคลุมใบหน้า เอาไว้อายุไม่น่าจะเกิน 40 ปีและมีชายชรามีลักษณะมีสูงส่งเปี่ยมความรู้ เส้นผมที่ขาวล้วนทั้งศีรษะรวมถึงหนวดเคราที่ยาวจนมาถึงหน้าอกของเขา ทั้งหมดสวมชุดคลุมสีขาวมีอักษรสีทองปักบนอกเสื้อ ทางด้านซ้ายของอก ที่มีความหมายแตกต่างกันออกไป และมีหญิงสาววัยเยาว์เดินตามผู้เฒ่าชราเคราขาวเข้ามาด้วย1คน เป็หญิงสาวที่มีความงามเกินกว่าที่ผู้คนในที่แห่งนี้จะสามารถเปรียบกับนางได้ รูปร่างที่อาจก่อให้เกิดความคิดในทางที่ไม่ดีขึ้นได้อย่างง่ายๆของเหล่าชายหนุ่ม เมื่อเหล่าชายหนุ่มทั้งหลายในห้องโถงได้เห็นหญิงสาวคนดังกล่าว ก็ไม่อาจเบนสายตาของพวกเขาไปที่อื่นได้ และเริ่มมีเสียงชุบชิบถามกันไปทั่วห้องโถง ถึงที่มาของหญิงสาวคนนั้น
“เธอคนนั้นเหมาะสมกับคำเรียกว่า เทพธิดาแห่งสรวง์ จริงๆเ้าว่าไหมเดน” ลูถามขึ้น
“อืม มั้งนะแต่ว่านางเป็ใครละชุดที่นางใส่ไม่ใช่คนของอาณาจักร พฤกษา์ ใส่กันนิ”
“เงียบๆกันหน่อยทุกคน ท่านผู้เฒ่าสูงสุดมีเื่ประกาศให้พวกเ้าได้ทราบ ก่อนจะเริ่มการทดสอบขึ้น”
เสียงอาจารย์ผู้หนึ่งบนเวทีที่มีแท่นศิลาสูงอยู่ด้านหลังของเขา กล่าวออกมาด้วยเสียงที่ดังทั่วห้องโถง ทั่วทั้งห้องโถงกลายเป็เงียบกริบลงทันที
“วันนี้ข้ามีเื่ที่จะต้องประกาศให้พวกเ้าทราบสองเื่ด้วยกัน เื่แรกการทดสอบวันนี้ใครที่สามารถปลุกจิติญญาแต่ละธาตุได้ จะเข้าไปศึกษาในระดับที่สอง และผู้ที่มีจิติญญาที่โดดเด่น จะได้เป็ศิษย์สายตรง ของผู้เชี่ยวชาญทั้งเจ็ดและข้าอีกด้วย”
เกิดเสียงฮือฮาขึ้นทั่วทั้งห้องโถง การได้เป็ศิษย์สายตรงของผู้เชี่ยวชาญนั้นเป็ความฝันของเหล่าบรรดา เหล่าศิษย์ทั้งหลายเพราะจะทำให้ครอบครัวของพวกเขาโด่งดังขึ้นและถ้าจบออกไป จะได้ตำแหน่งหน้าที่สำคัญในอาณาจักร พฤกษา์ อีกด้วย
“อะ..แฮ่ม!” ผู้เฒ่ากระเแอมทีหนึ่ง ทั่วทั้งห้องโถงเงียบลงอีกครั้ง
“เื่ที่สอง พวกเ้าคงรู้นะว่านอกจากดินแดนของพวกเราที่เรียก อาณาจักรแห่งนี้ว่า อาณาจักรพฤกษา์ และทวีปที่อาณาจักรแห่งนี้ตั้งอยู่ พวกเราเหล่าผู้เฒ่าเรียกขานทวีปแห่งนี้ว่า
“ทวีปม่านหมอกแห่งพฤษา”นอกจากทวีปที่พวกเราอาศัยอยู่นี้ ยังมีอีกสามทวีปใหญ่ที่มีมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ขวางกั้นเอาไว้อยู่ คือ ทวีปแสงตะวัน ทวีปพิภพ และ ทวีปเหมันต์อัคคี ทั้งสามทวีปและรวมทวีปของเราไปด้วยนั้นมีวัฒนธรรมความเป็อยู่ต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งสี่ทวีปพยามที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันโดยการส่งทูต ของแต่ละทวีปเข้าไปอาศัยในทวีปที่ข้าได้กล่าวไว้ข้างต้น และทางทวีปเหมันต์อัคคีได้ส่งท่านทูตและนักเรียนแลกเปลี่ยนมายัง ทวีปม่านหมอกแห่งพฤกษาของพวกเราอีกด้วย ท่านทูตของเหมันต์อัคคี กำลังเข้าพบองค์จักรพรรดิ
ท่านทูตเลยให้ข้านำ นักศึกษาแลกเปลี่ยน มาที่สถาบันจิต์ก่อน และนักศึกษาที่ข้ากล่าวเอาไว้ก็คือ แม่นาง
“ไป๋เป่า” ที่อยู่ข้างกายข้านี้แหละ แม่นางไป๋ นั้นมาจาก สำนักเหมันต์อัคคี ซึ่งเป็สำนักใหญ่ที่สุดของทวีปเหมันต์อัคคี ที่สอนการต่อสู้ เหมือนกับสถาบันจิต์ ของพวกเรานั้นแหละ
แต่ที่นั้นจะเรียกสถานที่สอนเหล่ารุ่นเยาว์ในศาสตร์ในการต่อสู้ ว่าสำนัก และสำนักเหล่านี้สอนศาสตร์ต่อสู้ที่เรียกว่า
“วิชายุทธ”ซึ่งวิชายุทธนั้น จะศึกษาพลังที่มาจากภายในตัวพวกเขาเองเรียกว่า ”พลังภายใน” ซึ่งต่างจากของเราที่จะศึกษาเกี่ยวกับพลังงานธาตุต่างๆของ
ธรรมชาติหรือจะเรียกว่า”พลังภายนอก”ก็ว่าได้ และข้าก็ได้ส่งศิษย์ของข้า “ไอร่า” ไปศึกษายัง สำนักเหมันต์อัคคีด้วยเหมือนกัน”
เมื่อผู้เฒ่ากล่าวจบ ก็เกิดเสียงอืออึงขึ้นในห้องโถงแสดงถึงความตื่นเต้นที่ได้ยินถึงเื่ราวของผู้เฒ่า ที่กล่าวให้พวกเขาได้ฟัง