ครั้งหนึ่งในอตีตกาล ได้เคยมีมหาาที่กินระยะเวลายาวนานหลายชั่วอายุคน มีผู้คนล้มตายมากเกินคณานับ เสียงะเิจากเวทมนตร์คาถาที่ดังก้องกังวานราวกับจะเป็วันสิ้นโลก เสียงกรีดร้องโหยหวนจากความทุกข์ทรมาณที่มีให้ได้ยินตลอดเวลาราวกับตกอยู่ในนรกทั้งเป็ ทั่วทุกพื้นที่เต็มไปด้วยร่องรอยจากการต่อสู้กลิ่นคาวเืและซากศพเหม็นเน่า ทำให้ผู้คนมากมายต่างก็คิดเป็เสียงเดียวกันว่าจุดจบของมวลมนุษยชาติได้มาถึงแล้ว จนกระทั่ง.…
าได้ดำเนินมาถึงยุคสมัยของ กษัตริย์อาเธอร์ ผู้ที่ได้รวบรวมทุกอณาจักรบนโลกแห่งมานาเรียที่เคยแตกแยกให้รวมเป็อันหนึ่งอันเดียวกัน ได้นำทัพเข้าต่อสู้ห้ำหั่นกับแม่ทัพฝั่งศัตรูจนในที่สุดก็ได้รับชัยชนะ แต่หลังจากจบาได้ไม่นานก็ไม่มีใครได้พบเห็นตัวตนของกษัตริย์อาเธอร์อีกเลย ผู้คนพยายามช่วยกันค้นหาอย่างสุดความสามารถ แต่สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว ทำให้บัลลังค์อันยิ่งใหญ่ของเขานั้นได้ว่างเปล่าลงไป และเนื่องจากไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่าผู้ใดกันแน่ที่เหมาะสมที่จะเป็ผู้ครองบัลลังค์แทนที่ของกษัตริย์อาเธอร์ นั่นจึงเป็เหตุทำให้มีผู้คนมากมายเลือกที่จะก่อาเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าตัวของเขานั้นคู่ควรต่อบังลังค์นั้น และนั่นเป็ชนวนเหตุทำให้าฆ่าฟันได้ประทุขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ด้วยพลังแห่ง อำนาจ ชื่อเสียง และเงินตรา ทำให้มิตรสหายที่เคยร่วมเป็ร่วมตายร่วมทุกข์ร่วมสุขกันในสนามรบราวกับญาติพี่น้อง ต้องหันมาห้ำหั่นฆ่าฟันกันเองอย่างเอาเป็เอาตายเพียงเพื่อที่จะได้บัลลังค์นั้นให้ได้
การหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของกษัตริย์อาเธอร์ทำให้โลกแห่งมานาเรียที่ซึ่งเคยเป็อันหนึ่งอันเดียวกันได้กลับมาแตกแยกกันอีกครั้ง จนมาถึงยุคสมัยปัจจุบัน าแก่งแย่งชิงอำนาจยังคงไม่สิ้นสุด และบัลลังค์นั้นก็ยังคงไม่สามารถหาผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะมันได้ และยังคงว่างเปล่ามาจนถึงทุกวันนี้….
ณ ยุคสมัยปัจจุบัน ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในทวีปอวาลอน ได้มีเด็กหนุ่มอยู่หนึ่งคนที่มีนามว่า เซฟิรัส ที่เปรียบเสมือนแสงสว่างของยุคสมัยใหม่โดยที่ในอนาคตตัวของเขานั้น จะมาเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของโลกแห่งมานาเรียไปตลอดกาล
…
…ในวันที่ท้องฟ้าอากาศแจ่มใส เหล่านกตัวน้อยได้สยายปีกบินเล่นกันบนท้องนภากันอย่างสนุกสนาน สัตว์ป่านา ๆ ชนิดได้ใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุขเฉกเช่นทุกวัน และเช่นเดียวกันกับเด็กหนุ่มสุดแสบคนนี้ที่ยังคงก่อปัญหาได้ไม่เว้นวันเช่นเดียวกัน
“เดี๋ยวเถอะ! ไอ่เ้าเซ!!!!!!!!”
เสียงะโด้วยความโมโหของชายชราคนหนึ่งได้ดังลั่นขึ้นมา
“เหวอออ! ‘อีวาน’ ‘เอลีน่า’ ช่วยทีนะ” เซได้วิ่งหนีพร้อมกับร้องขอความช่วยเหลือในขณะที่ในปากเต็มไปด้วยขนมเอแคลร์
ในขณะที่เซกำลังวิ่งหนีก็ได้มีัสีแดงตัวน้อยะโขึ้นมาเกาะที่บริเวณไหล่ของเขา
“คิว! นายก็จะไปด้วยกันงั้นเหรอ”
“คิ้ว...!” เ้าัตัวน้อยตอบรับเซด้วยท่าทางที่ดูสนุกสนาน
“งั้นเกาะให้แน่น ๆ นะ”
หลังจากที่เซพูดจบเขาก็ได้เร่งผีเท้าตัวเองให้เร็วกว่าเดิมและวิ่งหนีหายเข้าไปในป่าด้วยความรวดเร็วจนชายชราคนนั้นไล่ตามไปไม่ทัน
“แฮ่ก...แฮ่ก...ไอ่เ้านี่...มันไวชะมัด ถ้าเป็ข้าสมัยหนุ่ม ๆ ล่ะก็นะ...”
อีวานและเอลีน่าที่กำลังกวาดบ้านอยู่ทั้งคู่ต่างก็ถอนหายใจและบ่นออกมาเป็เสียงเบา ๆ พร้อมกัน
“เฮ้ออ...เอาอีกแล้วหรอเนี่ย…”
“คราวนี้ไอ่เ้าเซมันไปก่อเื่อะไรมาอีกล่ะครับลุงอังเดร” อีวานได้ถามขึ้นมา
“ฮึ่ม...! ก็มันแอบไปกินขนมเอแคลร์ที่เอลีน่าอุตส่าเตรียมไว้เป็ของว่างหลังจากฝึกเสร็จน่ะสิ!”
“แค่นั้นเองนี่ครับ ไม่เห็นจะต้องโมโหขนาดนี้เลย”
หลังจากอีวานพูดจบอังเดรก็ะโสวนกลับมาทันที
“ ‘แค่นั้นเอง~’ งั้นเหรอ!!! ก็ขนมเอแคลร์ที่มันกินเข้าไป! มันมีส่วนของข้าด้วยน่ะสิฟะเ้าบ้า!!!”
อังเดระโเสียงดังจนอีวานกับเอลีน่าต้องรีบเอานิ้วขึ้นมาอุดหูของตัวเองทั้งสองข้าง
เอลิน่าที่เห็นอังเดรผู้เป็พ่อของตนกำลังโกรธเป็ฟืนเป็ไฟอยู่ก็ได้รีบพูดโน้มน้าวใจเพื่อให้อังเดรใจเย็นลง
“โธ่...คุณพ่อคะ งั้นเดี๋ยวหนูจะไปทำให้ใหม่นะ เดี๋ยวหนูจะทำเป็สูตรพิเศษเพื่อคุณพ่อโดยเฉพาะเลย...” เอลิน่าพูดจบพร้อมกับยิ้มให้อังเดร
อังเดรที่กำลังโกรธเป็ฟืนเป็ไฟอยู่หลังจากที่ได้ยินเอลีน่าพูดแบบนั้นจากสีหน้าที่ดูโมโหบึ้งตึงก็ได้เปลี่ยนเป็สีหน้าที่ยิ้มแย้มแบบฉับพลัน
“ถะ...ถ้าลูกพูดอย่างงั้นล่ะก็~ พ่อจะยกโทษให้เ้าเซมันก็แล้วกันนะ~”
หลังจากพูดคุยกันเสร็จเอลิน่าก็ได้เดินไปที่ห้องครัวเพื่อที่จะเตรียมตัวอบขนมเอแคลร์ของโปรดของอังเดร ส่วนตัวของอังเดรเองก็ค่อย ๆ เดินไปนั่งที่เก้าอี้โยกตัวโปรดของเขาที่ตั้งอยู่หน้าบ้านและเขาก็ได้นั่งพักให้หายเหนื่อยซักครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดขึ้นมา
“นี่อีวาน...กี่ปีแล้วนะที่พวกแก 3 คนเข้ามาอยู่ที่นี่น่ะ”
“…11 ปีแล้วครับ...”
“งั้นเหรอ… งั้นตอนนี้พวกแกก็อายุ 15 กันแล้วนี่นะ...แสดงว่าโตพอที่จะไปเป็นักผจญภัยอย่างที่พวกแกใฝ่ฝันเอาไว้แล้วน่ะสิ…”
อีวานที่ได้ยินคำถามก็ได้นิ่งเงียบไปซักพักหนึ่ง
“เซเขาบอกว่าจะขอคุยกับน้องสาวของเขาดูก่อนน่ะครับ...”
หลังจากที่อังเดรได้ยินอย่างงั้นจากที่กำลังนั่งผ่อนคลาย จู่ ๆ เขาก็ได้สะดุ้งเฮือกขึ้นมาและเริ่มมองซ้ายมองขวาด้วยท่าทีที่ดูวิตกกังวล เหมือนคนที่กำลังกลัวอะไรซักอย่าง
“นะ...นี่ อีวาน จะว่าไปแล้ว กะ...แกเห็นซาเรียบ้างไหม?” อังเดรถามด้วยน้ำเสียงกระสับกระเส่า
“ไม่เห็นเลยครับ ั้แ่เมื่อกี้นี้แล้ว” อีวานพูดพลางมองซ้ายมองขวาเพื่อมองหาซาเรียน้องสาวของเซ
อังเดรและอีวานครุ่นคิดอยู่ซักพักก่อนที่ทั้งคู่จะทำท่าทางเหมือนจะนึกอะไรออก จากนั้นทั้งคู่ก็ได้หันมามองหน้ากันอย่างรวดเร็ว ดวงตาของอังเดรและอีวานได้เบิกกว้างขึ้นมาพร้อมกันและะโดังลั่นออกมาด้วยความใ
“อย่าบอกนะว่า!!! ไปกับไอ่เ้าเซ!!!”
ทันใดนั้นเอง อังเดรก็ได้ช็อคหมดสติิญญาออกจากร่างคาเก้าอี้โยกตัวโปรดของเขาในทันที อีวานที่เห็นอย่างงั้นก็ได้ใขึ้นมาและรีบวิ่งไปหาอังเดรทันที
“ลุงอังเดร!!!! ทำใจดี ๆ ไว้นะครับลุง...!! อะ...เอลิน่า!!!!” อีวานที่ไม่รู้ว่าตนเองควรจะทำยังไงก็ได้ะโเรียกเอลิน่าที่กำลังอบขนมอยู่ในห้องครัวให้ออกมาช่วยดูอาการของอังเดรอย่างสุดเสียง
…
ทางด้านของเซหลังจากที่ได้วิ่งหนีอังเดรเข้ามาในป่าก็กำลังเดินฮัมเพลงพร้อมกับกินขนมเอแคล์ที่ขโมยมาจากอังเดรด้วยความสบายอกสบายใจ
“ขนมเอแคลร์ฝีมือเอลิน่านี่อร่อยชะมัด นายเอาด้วยไหมคิว?” เซพูดพลางป้อนเอแคลร์ให้คิวที่กำลังเกาะอยู่บนไหล่ของเขา
“คิ้ว!”
ทั้งคู่เดินลึกเข้าไปในป่าเรื่อย ๆ พร้อมกับกินเอแคลร์อย่างเอร็ดอร่อย และในขณะที่เซกำลังโยนเอแคลร์ชิ้นสุดท้ายเข้าไปในปากก็ได้มีเสียงะโดังไล่มาจากด้านหลัง
“หนูกินด้วย!!!!”
เซหันหลังกลับไปมองเพื่อหาต้นตอของเสียงทันทีและก็ได้เจอกับซาเรียที่กำลังเหนื่อยหอบจากการที่เธอได้วิ่งตามเซมาั้แ่ที่บ้าน
“ซะ...ซาเรีย!!” เซะโออกมาด้วยความใและรีบวิ่งเข้าไปหาซาเรียทันทีและเขาก็ได้คุกเข่าลงหนึ่งข้างแล้วพูดกับน้องสาวของตน
“ซะ...ซาเรีย เธอตามพี่มาทำไมเนี่ย!!?”
“แฮ่ก...แฮ่ก...ส่ง...ส่งเอแคลร์มาซะดี ๆ ...” ซาเรียพูดพร้อมกับแบมือไปที่เซ
“เอ่ออ.…พี่พึ่งกินชิ้นสุดท้ายหมดไปเมื่อกี้พอดีเลยน่ะ แฮะแฮะ... โทษทีนะ...” เซพูดพร้อมกับหัวเราะแห้ง ๆ ออกมา
จากนั้นซาเรียก็ได้ก้มหน้าแล้วก็นิ่งเงียบไปซักพักหนึ่ง ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมามองที่เซและ…
“ฮึ่ก....ฮึ่ก....แง๊!!!!!!!”
ซาเรียได้ร้องไห้ออกมาเสียงดังลั่นจนสัตว์ป่าในระแวกนั้นต่างก็พากันแตกตื่นวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงกันไปคนละทิศละทาง เซที่เห็นซาเรียร้องไห้ออกมาก็ตกได้ใจเป็อย่างมากจึงหันหน้าไปขอความช่วยเหลือจากคิว
“จะทำยังไงดีล่ะคิว...?”
“คิ้ว…!” จากนั้นคิวก็ได้ะโขึ้นไปเกาะที่บนหัวของซาเรียและแต่ทว่า…
ฉึก!
เล็บของคิวก็ดันเผลอไปจิกใส่บนหัวของซาเรียโดยไม่ได้ตั้งใจ ซาเรียหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง และก็ได้เงยหน้าขึ้นมองไปที่คิวที่กำลังเกาะอยู่บนหัวของตนก่อนที่จะร้องไห้ออกมาหนักกว่าเดิม
“แง๊!!!!!!!!!!!!”
“ซะ...ซาเรียหยุดร้องไห้เถอะนะ...แถวนี้มันเป็เขตของพวกสัตว์เวทย์นะเดี๋ยวพวกมันก็ได้ยินเข้าหรอก...” เซพูดพร้อมกับทำท่าทางกระวนกระวายและพยายามเกลี้ยกล่อมให้ซาเรียหยุดร้องไห้แต่ก็ไม่เป็ผล ซาเรียยังคงร้องไห้หนักกว่าเดิมจนทำให้เซไม่มีทางเลือก
“ก็ได้ ๆ งั้นเดี๋ยวกลับบ้านไปพี่จะเอาเอแคลร์ส่วนของพี่ยกให้เธอกินทั้งหมดคนเดียวเลยนะ ดีไหม?”
ซาเรียที่ได้ยินเซพูดอย่างงั้นก็เริ่มหยุดร้องไห้และก็พูดออกมา
“จริงนะ?” ซาเรียที่น้ำตาคลออยู่ก็ได้มองมาที่เซ
“คร้าบ~คร้าบ~ จริงคร้าบ~” เซได้พูดด้วยน้ำเสียงเฉื่อย ๆ พลางยิ้มออกมา
เซที่เห็นซาเรียหยุดร้องไห้ก็ได้ยื่นมือไปลูบหัวซาเรียพร้อมกับยิ้มอ่อน ๆ ด้วยความเอ็นดูและได้บ่นกับตัวเองในใจ ‘เฮ้อ...เกือบไปแล้วเรา ถ้าเอลีน่ากับตาลุงอังเดรรู้เข้าว่าเราทำซาเรียร้องไห้ล่ะก็...มีหวังอดมื้อเย็นแหง...’ ส่วนคิวัของเซก็ได้แหย่ซาเรียเล่นเบา ๆ จนทำให้ซาเรียจั๊กจี้และได้หัวเราะออกมาในที่สุด...
แต่ทว่าเสียงร้องไห้ของซาเลียที่ดังลั่นไปทั่วทั้งป่าทำให้มีสัตว์เวทย์ในระแวกนั้นได้ยินเข้าและกำลังมุ่งหน้าตรงมายังที่ที่เซกับซาเลียยืนอยู่
ตึ้ง!! ตึ้ง!! ตึ้ง!!
เสียงก้าวท้าวของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ทำให้แผ่นดินไหวสั่นะเืไปทั่วทั้งผืนป่า ต้นไม้เริ่มหักล้มลงไปทีละต้น เซที่เห็นท่าจะไม่ดีจึงได้บอกให้ซาเรียรีบไปหาที่ซ่อนตัว
“ซาเรียรีบไปหาที่ซ่อนตัวซะ! คิวฝากดูซาเรียด้วยนะ” ซาเรียกับคิวที่ได้ยินอย่างงั้นก็รีบวิ่งไปซ่อนตัวตรงต้นไม้ด้านหลังที่อยู่ในระยะที่ยังพอจะสามารถมองเห็นเซได้ เสียงก้าวท้าวของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ตัวนั้นเริ่มใกล้เข้ามาหาเซและแผ่นดินเริ่มสั่นะเืรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทันใดนั้นเองต้นไม้ทางด้านหน้าของเซก็ได้หักล้มลง
ปรากฏให้เห็นเป็หมูป่าขนาดั์ผิวดำเข้มที่ให้ความรู้สึกราวกับมีออร่าความชั่วร้ายปกคลุมไปทั่วทั้งร่างกาย มันมีเขี้ยวที่ใหญ่พอที่จะบดขยี้มนุษย์ให้ละเอียดเละได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว ั์ตาสีแดงก่ำของมันได้จ้องเขม็งมองลงมาที่เซ แต่เซก็ไม่ได้แสดงท่าทางที่ดูหวั่นเกรงต่อหมู่ป่าตัวนั้นออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย แต่เขากลับยิ้มออกมาซะอย่างงั้น
“เอาล่ะ...มื้อเย็นวันนี้เอาเป็หมู่ย่างละกัน...” เซพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้
หมูป่าั์ได้ฟาดเขี้ยวขนาดใหญ่ของมันลงมาที่เซอย่างรุนแรงจนทำให้มีฝุ่นควันคลุ้งตลบอบอวลไปหมดทั่วทั้งบริเวณ หลังจากที่ควันฝุ่นค่อย ๆ จางหายไป ก็ปรากฏให้เห็นเป็รอยเขี้ยวขนาดใหญ่ที่เห็นเป็หลุมลึกลงไปในพื้นดินข้างล่าง แต่ตัวของเซกลับหายไป หมู่ป่าั์ยังไม่ทันแม้แต่จะได้ใ มันก็ได้เหลือบตามองไปเห็นเซที่ะโง้างหมัดขึ้นมาจากหางตาด้านซ้ายพร้อมกับสายลมที่มีสีแดงอ่อนอันเป็เวทย์เฉพาะตัวที่เป็เอกลักษณ์ของเซกำลังหมุนวนอยู่บริเวณรอบกำปั้นของเขา
จากนั้นเซก็ได้ปล่อยหมัดเขาไปที่ใบหน้าของหมูป่าตัวนั้นอย่างจังจนทำให้เกิดเสียงดังลั่นสั่นะเืไปทั่วทั้งผืนป่า คิวและซาเรียที่แอบดูสถานการณ์อยู่ด้านหลังทั้งคู่ก็ได้ตื่นตาตื่นใจกับความแข็งแกร่งของเซกันยกใหญ่ จนสุดท้ายหมูป่าั์ก็ได้ล้มลงไป และออร่าความชั่วร้ายแผ่ออกมาจากทั่วทั้งร่างกายของมันก็ค่อยๆ มลายหายไปในอากาศจนมันได้ตายลงไปในที่สุด
“เย่!!! พี่จ๋าแข็งแกร่งที่สุดในโลกเลย!! ใช่ไหมล่ะคิว!?”
“คิ้ว!!”
ซาเรียกับคิวที่แอบดูอยู่ด้านหลังก็ได้รีบวิ่งเข้ามาหาเซทันที และเซก็ได้ทำการแบกร่างของหมูป่าตัวั์ที่นอนแน่นิ่งอยู่ขึ้นมาเพื่อที่จะนำมันกลับไปทำมื้อเย็น
“เอาล่ะ...กลับบ้านเรากันกันเถอะ มื้อเย็นวันนี้พี่จะเลี้ยงหมูย่างให้ได้กินกันทั้งหมู่บ้านเลย!!”
“จริงหรอคะ!? ไชโย!!!”
จากนั้น เซ ซาเรียและคิวก็ได้เดินกลับบ้านพร้อมกัน เซที่เดินแบกหมูป่าจนมาถึงหน้าบ้านก็ได้เห็นเด็กคนอื่น ๆ ในบ้านเด็กกำพร้ากำลังมุงดูอะไรสักอย่างอยู่ ด้วยความสงสัยเซจึงวางหมูป่าลงและเดินเข้าไปดูที่กลางวงล้อมนั่นว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...