ณ ตำหนักเซียนาุโ
บุปผาน้อยนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด ไม่พูดไม่จา ผิดวิสัยปกติยิ่งนัก ทำให้เหล่าเพื่อนๆ บรรดานกน้อย และดอกไม้ต้นไม้ สงสัยว่าเธอเป็อะไรไป ั้แ่ที่เธอไปยังโรงเรียนเซียนกลับมา เธอก็เอาแต่นั่งซึม บางทีก็เดินไป เดินไป ไม่ยอมกิน ไม่ร่าเริง ไม่ร้องเพลง หรือสดใสเหมือนอย่างที่เคย จนทำให้เหล่าเพื่อนๆ ของเธอเป็ห่วง แล้วต้องเข้ามาถามไถ่ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เธอก็ไม่ยอมพูด หรือเล่าเื่ใดใดออกมาเลยแม้แต่คำเดียว
จนเวลาล่วงเลยไปหลายวัน บุปผาน้อยถอนหายใจอย่างแรง จนทำให้เหล่าดอกไม้ ต้นไม้ ที่กำลังรับแสงแดดยามเช้าอยู่ สะดุ้งด้วยความใ
“ข้าจะไม่ยอมให้คำทำนาย โชคชะตา บ้าบออะไรนั่นมาทำลายชีวิตเรา ข้าไม่เชื่อหรอกว่าข้าจะต้องตาย ข้าจะไม่ยอมหายไปจากโลกนี้แน่ๆ ข้าสู้อุตส่าอดทนจนมีร่าง มีกาย เป็ของตัวเองแล้ว ข้าจะไม่ยอมสูญสลายไปแน่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าก็จะต้องรอด! อย่างแน่นอน” เซียนบุปผาลุกขึ้นมาฮึบสู้กับโชคชะตาที่ตัวเองได้ยินมาจากในถ้ำแห่งนั้น หลายวันที่เธอไม่ยอมไปโรงเรียนเซียน เธอเอาแต่นั่งซึม หมดอาลัยตายอยาก เสียเวลาชีวิตไปหลายวัน และแน่นอนว่า เธอเอาแต่นั่งซึมจนไม่ได้กินอะไรเลยเช่นเดียวกัน
ครืดดด คราดดดด....... เสียงท้องร้องประท้วงขึ้นมาทันทีที่เธอเริ่มคิดได้ ว่าตัวเองจะมัวมานั่งอยู่แบบนี้ไม่ได้ เมื่อสติกลับมา เ้ากระเพาะนี่ก็ส่งเสียงร้องออกมาราวกับจะบอกว่า ช่วยหาอะไรมาเติมให้ข้าที ...
ทันทีที่รู้สึกตัว เซียนน้อยก็เอามือกุมท้อง เพื่อหวังจะลดเสียงร้องของมันได้บ้าง
“โอ๊ยย หิวจังเลย มีอะไรให้กินบ้างเนี้ยะ” เซียนสาวมองไปรอบๆ เพื่อหาว่าเธอจะสามารถทำอะไรทานได้บ้าง เธอเดินไปสำรวจในห้องครัว ห้องนั่งเล่น และรอบๆ ศาลาไม้ แต่แล้วเธอก็รู้ตัวว่า ตัวเองไม่ได้ทำอะไรเลยในหลายวันนี้ จึงไม่มีพืชผักใดใดเลย เธอจึงตัดสินใจออกไปที่ป่าดอกท้อ เพื่อหาผลไม้มาจัดการเ้าเสียงท้อง ที่เอาแต่ร้องไม่หยุดอยู่นี้แทน
ป่าดอกท้อ์
หมู่ภมรบินว่อน แมกไม้เขียวขจี ดอกไม้หลายหลากสี กลิ่นหอมอ่อนๆ โปรยปรายไปทั่ว สัตว์เล็ก สัตว์น้อย กระรอก กระแต กระต่ายตัวเล็กใหญ่ พร้อมครอบครัว วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ในป่าดอกท้อแห่งนี้
ต้นท้อพันปี ออกดอก ออกผล ส่งกลิ่นยั่วให้คนที่หิวอยู่แล้ว กลับต้องกลืนน้ำลายลงไปอีกหลายอึก
“ไม่ได้ ไม่ได้ นั่นมันของต้องห้ามนะ ขืนไปยุ่ง มีหวังได้ตายไม่ได้เกิดใหม่แน่ๆ” เซียนน้อยรีบละจากต้นท้อ์ไปทันที แล้วเดินกึ่งวิ่ง เข้าไปในป่าท้อด้านใน เพื่อหาของกินทันที
“สวัสดี สวัสดี ข้ากลับมาแล้ว ข้ามาเยี่ยมพวกเ้าแล้ว เป็อย่างไรกันบ้าง สบายดีกันไหม...” เซียนบุปผาน้อย วิ่งวน ทักทายเหล่าดอกไม้ ต้นไม้ ไปทั่วบริเวณ ป่าแห่งนี้เป็ที่ที่เธอถือกำเนิดขึ้นมา เธอเติบโต รับแสงแดด รับน้ำค้าง และมีเพื่อนๆ ที่นี่ เธอจึงรู้สึกดีใจ และมีความสุขที่ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง
เซียนน้อยวิ่งเล่นไปทั่ว พลางเก็บลูกไม้ ผลไม้ทานไปจนอิ่มท้อง และแน่นอนว่า เมื่อหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน บุปผาน้อยเริ่มรู้สึกง่วงนอนขึ้นมา จึงหาที่เงียบๆ ใต้ร่มไม้ เพื่อนอนหลับสักงีบ แล้วค่อยกลับตำหนักเซียนาุโ
หยุดนะ หยุด อย่า อย่า ปล่อยข้า ปล่อยข้า....
เซียนบุปผาน้อยที่จู่ๆ ก็ฝันประหลาด จนใตื่น เธอสะดุ้งสุดตัวขึ้นมาทันที
“อะไรเนี้ยะ ฝันหรอกหรอ...เฮ้อ...สงสัยจะกินเยอะไป เลยนอนฝันอะไรก็ไม่รู้ กลับตำหนักดีกว่า เดี๋ยวเกิดท่านเซียนกลับมาแล้วไม่เจอ มีหวังโดนดุอีกเป็แน่” เซียนน้อยทำท่าลุกขึ้น ปัดเศษใบไม้ ดอกไม้ ออกจากตัว ก่อนที่จะเริ่มก้าวเดิน เพื่อกลับบ้านทันที
แสงแห่งวันกำลังคล้อยลงไป บอกเวลาว่าดวงจันทรากำลังจะขึ้นมาแทนที่แล้ว หลายครั้งที่เธอเองก็แปลกใจว่า เหตุใดบนสรวง์เช่นนี้ ยังต้องมีกลางวันกลางคืนด้วย ทั้งที่เวลาบนนี้ กับโลกมนุษย์หรือโลกอื่น ไม่เหมือนกันเสียหน่อย แต่ท่านเซียนาุโก็ตอบว่า เพื่อให้เราได้รู้ว่า วันเวลามีค่า กลางวันกลางคืนมีไว้เพื่อให้เรารู้ตัวและไม่ประมาณในวันเวลาที่ผ่านเลยไปนั่นเอง
ลี่อินเดินไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกเหมือนกับว่าพื้นดินมีการสั่นไหว ตอนแรกเธอคิดว่า เธอคงเพิ่งตื่น จึงมีอาการมึนๆ ยังไม่เต็มตาดี แต่แล้วความรุนแรงของแรงสั่นกลับมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เธอเริ่มคิดถึงวันที่เธอโดนดูดเข้าไปยังถ้ำสองมิติแห่งนั้น รวมไปถึงคำทำนายบ้าบออะไรนั่น ที่เธอได้รับรู้มา
“บ้าจิง อุตส่าลืมไปได้แล้วเชียวนะ ยังจะมาเกิดแผ่นดินไหวให้กลับไปคิดถึงอีกทำไมเนี้ยะ” เซียนน้อยสลัดศรีษะไปมาเพื่อไล่ความคิดออกจากหัว แล้วพยายามประคองตัว เพื่อเดินกลับตำหนักเซียนาุโทันที
แต่ความแรงของการสั่นไหว ก็ไม่ได้น้อยลงเลย กลับแรงขึ้น แรงขึ้น จนแรงสั่นแรงจนลี่อินไม่สามารถประคองตัวยืนอยู่ได้ เธอเสียหลักจนต้องนั่งลงเพื่อรอให้การสั่นไหวนี่ลดลง แต่แล้วจู่ๆ ฟ้าก็มืดลงอย่างฉันพลัน ราวกับแสงสว่างถูกดูดกลืนไปเสียหมด ลี่อินใมาก แต่ก็คิดว่าคงเป็่กลางคืนธรรมดา เธอพยายามปรับสายตาให้เข้ากับกลางคืน เพื่อให้มองเห็นได้
แรงสั่นไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลยแม้แต่น้อย ฟ้าก็มืดลงไปจน แทบจะมองนิ้วมือตัวเองไม่เห็น เธอมองไปรอบๆ เพื่อหาทางหนีทีไล่ให้กับตัวเอง แต่ยิ่งมอง ก็ยิ่งเห็นแต่ความมืด จนทำให้ลึกๆ ในใจเริ่มเกิดความรู้สึกกลัว
ลี่อินตัดสินใจค่อยๆ คลานออกจากที่ตรงนั้น ต่อให้เธอมองไม่ค่อยเห็น แต่เธอก็ยังจำทิศทางได้ เพราะเธออยู่ในป่านี้มาั้แ่เกิด อีกทั้งเธอก็มีััพิเศษที่รู้ได้ว่า เธอกำลังไปในทิศทางไหน ผ่านประสาทััอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่การมองเห็น
ในความมืด ปนความเงียบสงัด ยิ่งทำให้ลี่อินได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจของตัวเอง ที่กำลังเต้นแรงเสียจนต้องใช้มือจับหน้าอกไว้ เพราะกลัวว่ามันจะกระโจนออกมา
คลืบคลาน คลืบคลาน...เธอค่อยๆ คลานไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง..... กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!!!