บัณฑิตหลงยุคกับจอมยุทธบ้าพลัง

    บทที่ 11

    หลี่ซื่อทำงานเพลินจนลืมปิดร้านตามคำสั่งของจางซาน เพื่อความแน่ใจว่าจะไม่มีอะไรหายเขาจึงต้องไปเดินตรวจสอบดูให้ทั่วทั้งสำนัก แต่ยังมีอีกที่ที่เขายังไม่ได้ไปดูนั่นก็คือห้องเก็บตำราบนชั้นสอง ด้านในห้องตำราที่เต็มไปด้วยม้วนตำราไม้ไผ่จำนวนมากวางเรียงรายอยู่บนชั้น และมีโต๊ะอ่านหนังสือตั้งอยู่ตรงกลางห้อง หลี่ซื่อสอดส่ายสายตาดูคร่าวๆก่อนก็รู้สึกว่าสิ่งต่างๆภายในห้องนี้ก็ดูเรียบร้อยดี ไม่มีร่องรอยการรื้อค้นที่ผิดสังเกตใดๆ เพื่อความมั่นใจชายหนุ่มจึงถอดรองเท้า และเดินขึ้นไปบนพื้นไม้ที่ยกสูงขึ้นสำหรับเป็นเขตที่นั่งอ่านตำรา แต่แล้วสายตาของบ่าวรับใช้ก็ไปสะดุดเข้ากับของสิ่งหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือ ด้วยความที่หลี่ซื่อไม่เคยเห็นมันมาก่อนเขาจึงเข้าไปหยิบขึ้นมาดูด้วยความสนใจ“จดหมายเหตุแคว้นสุ่ย? สิ่งนี้คือตำราอย่างนั้นรึ? มันทำจากกระดาษที่ทั้งบาง และขาวมาก อีกทั้งยังสามารถบันทึกตัวหนังสือที่ละเอียดเล็กเช่นนี้ได้ หรือว่ามันคือการพิมพ์อักษรที่ไม่ค่อยนิยมทำกัน? ด้านหน้าก็เป็นภาพวาดที่เหมือนจริงมากๆ เอ๊ะ! รอยพับนี่มีอะไร?” หลี่ซื่อพูดออกมากับตัวเองเมื่อเขาพิจารณาหนังสือจากโลกอนาคตเล่มนี้ และชายหนุ่มก็ได้พบกับหน้าที่เพื่อนของเขาพับคั่นมุมเอาไว้ ‘ศักราชเฟยซุ่ยปีที่ 3550 วันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ เมืองหยุนไห่ได้เกิดเหตุการณ์ปล้นครั้งใหญ่โดยกองโจรไฮ่หลาง 100 คน ในย่านตลาดใหญ่กลางเมืองโดยไม่มีใครล่วงรู้มาก่อน ชาวบ้านล้มตายหลายสิบคน แม้แต่กองทหารยังต้องเสียท่าถูกสังหารมากมาย แต่อย่างไรก็ตามประตูเมืองทั้งสี่ด้านถูกปิดป้องกันทางหนีของกลุ่มโจรได้ทัน และปรากฏเหล่าจอมยุทธซึ่งนำโดยยอดวีรบุรุษไป๋เจี้ยนเข้าปราบปรามเหล่าโจรร้ายได้สำเร็จ’ หลี่ซื่อค่อยๆอ่านข้อความอย่างช้าๆ ด้วยเพราะเขาได้เรียนจากสำนักผิงจิ้งเต๋อแค่พออ่านได้เท่านั้นตามฐานะที่เป็นบ่าวรับใช้ แต่เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ก็ทำให้เขาถึงกับตกตะลึง ชายหนุ่มแม้เรียนมาน้อย แต่การเป็นบ่าวในสำนักบัณฑิตที่มีชื่อเสียงก็ทำให้เขาไม่ใช่คนโง่ หลี่ซื่อรับรู้ได้ทันทีว่าหนังสือเล่มนี้บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ แต่ช่วงที่เขาอ่านมันคือเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งวันที่ตามเหตุการณ์ที่ถูกคั่นไว้นั้นจะเกิดในวันพรุ่งนี้นี่เอง ถ้าเทียบกับปฏิกิริยาของจางซานที่รีบวิ่งออกไปโดยไม่เก็บตำราประหลาดที่บอกเล่าถึงเหตุการณ์ในอนาคตเล่มนี้ ก็แสดงว่ามันคงต้องเป็นเรื่องสำคัญอย่างแท้จริง‘ในเมื่อจางซานรู้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า แล้วเขาจะทำอะไรกันนะ? ดูเหมือนเจ้านั่นจะบอกว่า…พรุ่งนี้มีงานใหญ่ ต้องไปจัดการก่อนจะสายไป เพื่อให้ผู้มีชื่อเสียงมาสนับสนุนสำนัก...อืม แล้วมันจะทำยังไงหว่า ไปหาตัวจอมยุทธที่ชื่อไป๋เจี้ยนหรือไง? เอ๊ะ! แต่มันก็แปลได้ว่ากระบี่สีขาวเหมือนกัน! ตกลงมันออกไปตามหาคนที่ชื่อนี้ หรือคนที่ถือกระบี่แบบนี้กันแน่?’ เมื่อคิดมาถึงตรงนี้หลี่ซื่อก็เริ่มจะเป็นกังวล เพราะตัวเขาก็ไม่ได้เก่งเรื่องตำราเลยแม้แต่น้อย แต่ชายหนุ่มก็มีเรื่องที่ยังคิดมากอยู่‘จางซานมันเป็นคนไม่รอบคอบ ถ้ามันแปลข้อความผิดไปจะทำยังไง? ไอ้เราก็เรียนมาน้อยอีก จะรู้ได้ยังไงว่าอักษรเหล่านี้จะแฝงความนัยหรือไม่ ยิ่งเป็นตำราวิเศษที่บันทึกเรื่องราวในอนาคตไว้เยี่ยงนี้ อนาคตงั้นหรือ? จริงสิ ข้าลองอ่านต่อดีกว่าเผื่อจะมีรายละเอียดเพิ่มเติม’ เมื่อนึกได้ดังนั้นชายหนุ่มผิวคล้ำก็เริ่มอ่านข้อความถัดไปทันที เวลา 20.00น. ณ โรงเตี๊ยมเสี่ยวหู่บนชั้นสองของร้านที่โต๊ะมุมระเบียง ตอนนี้มีการนำโต๊ะมาต่อกันยาว เหล่าจอมยุทธทั้งชั้นเข้ามานั่งพูดคุยกับจางซานอย่างเป็นกันเอง พวกเขาสั่งอาหารเลิศรสมากมาย แม้กระทั่งหมูย่างโลหิตเพลิง และสุรานารีพิสุทธิ์ก็มาตั้งอยู่บนโต๊ะนี้ด้วยเช่นกัน ทั้งหมดเพื่อแสดงความยินดีกับชายหนุ่มที่ได้รับโชคลาภ“ฮ่าๆ ข้าต้องขอขอบคุณจอมยุทธทุกท่านจริงๆที่มาเลี้ยงสุราอาหารแสดงความยินดีที่เสี่ยวหู่เลือกมอบโชคให้กับตัวข้า แต่เนื่องจากว่าโชคลาภนั้นยังคงไม่มาถึงในวันนี้ เอาเป็นว่าข้าจะตอบแทนพวกท่านในวันหลังอย่างแน่นอน” แม้จางซานจะดื่มเข้าไปเยอะตั้งแต่หัววัน แต่ฤทธิ์สุราก็ทำให้เขาเพียงแค่พูดมากขึ้นเท่านั้น“เจ้านี่! คอแข็งจริงๆน้องข้า อึ๊ก! นารีพิสุทธิ์ทำเอาข้ามึนไปหมดแล้วตอนนี้ ฮ่าๆๆ” หม่าตงเฟิงหน้าแดง และเริ่มนั่งไม่ติดแล้ว ตัวของเขาเอนไปเอนมาไม่หยุด“พี่ตงเฟิงก็เบาๆหน่อยเถอะ ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวนานนัก ส่วนเจ้าน้องซาน...ข้ามู่อิงถูกใจเจ้า...ไม่ว่าเจ้าจะได้รับโชควาสนาหรือไม่ มื้อนี้ข้าเลี้ยงเจ้าเอง!...กินดื่มให้เต็มที่!” จอมยุทธชุดขาวกล่าวออกมาเสียง มู่อิงก็เริ่มที่จะเมาแล้วเช่นกัน จางซานที่มองดูบรรยากาศในวงสุราตอนนี้เขาก็นึกถึงเพื่อนในอดีตขึ้นมา เพื่อนที่แม้ว่าจะกินเที่ยวด้วยกันแต่มันก็ยังคงเป็นเพื่อนแท้ยามลำบากอีกด้วย แม้ในวงเหล้าจะมีคนนับสิบ แต่เขาก็รู้ว่าใครเป็นเพื่อนแท้ เพื่อนแท้ที่ถึงแม้จะมีเพียงคนสองคนมันก็คุ้มค่า...อืม...เพื่อนอย่างนั้นเหรอ?“หลี่ซื่อ! ฉิบหายละ!” จางซานอุทานออกมาเสียงดัง จนทำให้ทุกคนในวงต้องหันหน้าเข้ามาดูชายหนุ่มเป็นสายตาเดียว ตอนนี้จางซานนึกออกแล้วว่าตัวเขายังมีภารกิจที่ยังทำไม่สำเร็จดี อีกทั้งหลี่ซื่อคงทำอาหารรอเขากลับไปกินอยู่ ถึงแม้ตอนนี้จะไม่รอกินข้าวแล้วแต่เพื่อนคงจะเป็นห่วง“น้องซานเจ้าเป็นอะไรไปรึ?” มู่อิงที่นั่งตรงข้ามกล่าวถามขึ้น“คือข้ามีเรื่องบางอย่างอยากจะสอบถามท่าน พี่อิง” บัณฑิตหนุ่มเรียกขานจอมยุทธคิ้วคมอย่างสนิทสนม“อ่า...ว่ามาได้เลย ถ้าข้าช่วยเจ้าได้ข้าจะทำเต็มที่!” มู่อิงประกาศกล้า“ท่านรู้จักกองโจรไฮ่หลางหรือไม่?” ชายหนุ่มเข้าประเด็นทันที ไม่เพียงแค่มู่อิง เหล่าจอมยุทธผู้เมามายทั้งโต๊ะก็รู้จักกองโจรไฮ่หลางทั้งนั้น ซึ่งตอนนี้ก็เหลือเพียงผู้เดียวที่พอมีสติจะตอบคำถามของจางซานได้“แน่นอน! ที่ข้าหยุดอยู่ที่เมืองหยุนไห่แห่งนี้เสียเนิ่นนานก็เพราะต้องการจับโจรพวกนี้ให้ได้ตามการร้องขอของท่านเจ้าเมือง เงินรางวัลไม่ใช่น้อยๆนะ! พวกเราในโต๊ะนี่ก็เคยออกตามล่า และสู้กับพวกมันมาแล้วทั้งนั้น แต่เสียดายที่ยังไม่อาจหาแหล่งกบดานของพวกมันพบ” จอมยุทธชุดขาวอธิบายออกมาตามตรง“เอ่อ...แล้วถ้าหากสมมติว่า พวกมันแอบซ่อนตัวอยู่ในเมือง แล้วจู่ๆก็ปรากฏตัวออกมาปล้นโดยไม่มีใครรู้ตัวมาก่อนสักร้อยคน พวกท่านคิดว่าจะรับมือมันไหวหรือเปล่า?” ตอนนี้จางซานถึงกับสร่างเมาเพราะเรื่องสำคัญที่ต้องพูด“โอย! ถ้าเป็นตอนนี้ไม่ไหวหรอก จอมยุทธส่วนใหญ่ก็ออกไปตามล่าพวกมันที่บนเขาทางตะวันตกโน่น” จอมยุทธชุดขาวจากแดนใต้ตอบออกมาตามตรง“แล้วพวกทหารกับมือปราบล่ะขอรับ?” จางซานพยายามถามหาความเป็นไปได้“ทหารของเมืองหยุนไห่ก็โดนเรียกไปสมทบที่ด่านชายแดนเมื่อสองวันก่อนตั้งครึ่งเมือง ส่วนมือปราบจะมีสักกี่คนเชียวถึงจะให้สู้กับโจรตั้งร้อยคน”“ละ...แล้ว ถ้าทั้งหมดที่ว่ามาร่วมมือกันจะจัดการพวกมันได้รึเปล่า?” จางซานยังคงตั้งข้อสงสัย“อืม...ข้าคิดว่าน่าจะทำได้ แต่คงต้องเสียเลือดเสียเนื้อกันเยอะเลยทีเดียว เพราะพวกมันมีฝีมือไม่ธรรมดาหรอกนะ นี่เจ้าถามทำไมเหรอ?...ไม่ต้องกังวลไปหรอกน่าพวกมันถูกเหล่าจอมยุทธไล่ล่าลึกเข้าไปถึงด้านตะวันตกของภูเขาไป๋หลงซานโน่น...ถ้าจะกลับมาที่เมืองหยุนไห่คงต้องใช้เวลาอีก 3 วัน” มู่อิงอธิบายได้อย่างละเอียดแม้ว่าเขาจะเริ่มเมาได้ที่แล้วก็ตามแต่หลังจากจางซานได้รับรู้เรื่องที่จอมยุทธชุดขาวเล่าให้ฟังเขาก็ได้แต่นิ่งอึ้งไป เพราะนั่นหมายความว่าในทางกลับกัน กว่าเหล่าจอมยุทธที่จะกลับมาสนับสนุนเมืองได้ต้องใช้เวลาถึง 3 วันนั่นเอง อีกอย่างตอนนี้ทหารก็เหลืออยู่ไม่มาก ซึ่งส่วนใหญ่จะกระจายกันไปอยู่ตามกำแพง และประตูเมืองเสียมากกว่า