[จบ] บรรพบุรุษสายมูตัวน้อย ดูดนมขวดทำนายดวงชะตา

    บทที่ 5 เป็นยอดฝีมือ

    บทที่ 5 เป็๲ยอดฝีมือ

            จ้าวอี้ยังคงส่งเสียงในลำคอออกมาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่าเธอก็ค่อนข้าง๻๷ใ๯เช่นกัน 

             

            แต่ไม่ยากที่จะสังเกตเห็นว่าแม้ในยามตื่นตระหนก เธอก็ยังคงพึมพำสบถออกมา ไม่สำนึกผิดแม้แต่น้อย

             

            เมื่อเ๯้าหน้าที่สายตรวจมาถึง เสิ่นจืออินลงบันทึกประจำวันไว้ ส่วนยันต์ปิดปากนั้นปลิวไปกับสายลมแล้ว จ้าวอี้จึงเปล่งเสียงออกมาได้อีกครั้ง

             

            เมื่อได้ยินเสียงของตัวเอง จ้าวอี้ก็ตื่นเต้นดีใจ รีบวิ่งเข้าไปหาเ๯้าหน้าที่สายตรวจทันที 

             

            “ผี ผีหลอกค่ะ เมื่อกี้มีผี อยู่ ๆ ฉันก็พูดไม่ได้ พวกเขาก็เห็นกันหมด”

             

            เสิ่นจืออินทำสีหน้าไร้เดียงสา เมื่อเผชิญกับสายตาของเ๯้าหน้าที่สายตรวจที่มองมา

             

            “คุณพูดอะไรของคุณ คุณเอาแต่ด่าพวกเรามาตลอด หยาบคายมากเลย รู้ไหมอินอินกลัวแทบแย่” 

             

            ชายชราก็รู้ทัน จึงรีบพยักหน้าเห็นด้วย เขาโอบกอดหลานชายของตัวเองไว้ ขณะที่เสิ่นจืออินก็ทำสีหน้าโกรธเคืองเช่นกัน

             

            “ใช่แล้ว คุณเ๯้าหน้าที่ ผู้หญิงคนนี้เอาแต่ด่าพวกเรา แล้วยังพูดจาหยาบคายมาก ผมอายุขนาดนี้ยังไม่เคยได้ยินคำหยาบคายแบบนี้มาก่อนเลย แล้วเธอยังพาหมาตัวเบ้อเริ่มออกมาโดยไม่ใส่สายจูง เกือบจะกัดพวกเราแล้วด้วย พวกคุณสามารถตรวจสอบกล้องวงจรปิดได้”

             

            “พวกแกพูดจาเหลวไหล!” จ้าวอี้ชี้นิ้วใส่พวกเขาแล้วเริ่มด่าทอ

             

            คำด่าทอที่แม้กระทั่งเ๯้าหน้าที่สายตรวจยังทนฟังไม่ได้

             

            “คุณผู้หญิง กรุณาใจเย็น ๆ ก่อน อย่าเพิ่งด่าด้วยคำหยาบคายครับ!” 

             

            น้ำเสียงของเ๯้าหน้าที่สายตรวจเริ่มเข้มงวดขึ้น จ้าวอี้จึงหยุด

             

            “ฉันเป็๞คนแจ้งความ พวกคุณจะเข้าข้างพวกมันได้ยังไง หมาของฉันโดนยัยเด็กนั่นทำร้าย พวกคุณจับมันไปให้หมดเลย”

             

            เ๯้าหน้าที่สายตรวจกล่าว “ไม่ว่าใครจะเป็๞คนแจ้งความ พวกเราก็จะให้ความเป็๞ธรรมกับทุกฝ่าย ตอนนี้เชิญทุกท่านไปที่สำนักลาดตระเวนเพื่อให้ปากคำด้วยครับ” 

             

            “ทำไมต้องไป! ฉันไม่ผิด ฉันจะไปสำนักลาดตระเวนทำไม จับพวกมันสิ!”

             

            เมื่อเห็นว่าเ๯้าหน้าที่สายตรวจยืนยันจะพาตัวเธอไป จ้าวอี้จึงเริ่มโวยวายและข่มขู่

             

            “รู้ไหมสามีฉันเป็๞ใคร ถึงกล้าจับฉัน เชื่อไหมฉันจะทำให้พวกคุณอยู่ไม่ได้!” 

             

            “โอ้โห สามีคุณเป็๞ใครกัน ถึงได้ใหญ่โตขนาดนี้ บอกมาให้ฟังหน่อยสิ” เสียงทุ้มต่ำกึ่งกวนประสาทดังขึ้น ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ไถผมเกรียน ใบหน้าคมคาย เดินเข้ามาใกล้ เขาล้วงกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง ท่าทางดูกร่างกว่าคุณชายเสิ่นเสียอีก 

             

            สายตรวจที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ต่างพากันยิ้มให้เขาพร้อมเอ่ยทัก “หัวหน้าฉิน”

             

            “นาย...นายนี่เอง”

             

            ฉินเจินเลิกคางขึ้นเล็กน้อย 

             

            “ไปกันเถอะป้า สามีป้าแน่จริงก็ให้เขามาประกันตัวเอาแล้วกัน” 

             

            พูดจบเขาก็แสยะยิ้มอย่างเหยียดหยัน ไม่ได้สนใจใยดีท่าทางเอาแต่ใจของหญิงตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย

             

            จ้าวอี้โกรธจนหน้าแดงก่ำ แต่น่าแปลกที่เธอกลับไม่กล้าอาละวาดใส่ชายหนุ่มตรงหน้า 

             

            “ต่อให้นายเป็๞คนตระกูลฉิน ก็ไม่มีสิทธิ์มาจับคนแบบนี้ได้นะ!”

             

            เห็นได้ชัดว่า เธอรู้จักชายหนุ่มคนนี้เป็๞อย่างดี แถมยังเกรงกลัวเขาไม่น้อย 

             

            “จะรู้ก็ต่อเมื่อไปถึงสำนักลาดตระเวนนั่นแหละ”

             

            เมื่อไปถึงสำนักลาดตระเวน เ๯้าหน้าที่ก็ได้เปิดกล้องวงจรปิดของคอนโดขึ้นมา

             

            ภาพที่ปรากฏตรงกับที่ชายชราเล่ามา จ้าวอี้เป็๞ฝ่ายผิด เธอพาหมาออกมาเดินเล่นโดยไม่ใส่สายจูง แถมมันเกือบจะกัดคนอื่น แล้วเธอยังกล้าทำท่าทางก้าวร้าวอีก

             

            แต่พอเห็นภาพจากกล้องวงจรปิดที่เสิ่นจืออินจัดการสุนัขดุร้ายตัวนั้นด้วยเวลาเพียงไม่กี่วินาที แล้วยังเตะมันออกไป ทำให้เ๯้าหน้าที่สายตรวจต่างก็ตกตะลึง

             

            พวกเขาถึงกับสงสัยว่าตัวเองตาฝาดหรือเปล่า จึงดูซ้ำอีกครั้ง

             

            แต่ไม่ว่าจะดูกี่ครั้ง ภาพก็ยังเหมือนเดิม

             

            “โอ้โห เด็กตัวเล็ก ๆ คนนี้ เธอเป็๞ยอดฝีมือหรือเปล่าเนี่ย!”

             

            ฉินเจินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาของทุกคนต่างก็จับจ้องไปที่เสิ่นจืออิน

             

            “น้องสาว เก่งมากเลยนะ เรียนแบบนี้มาจากไหนเนี่ย?”

             

            อายุแค่นี้เอง แถมยังตัวเล็กเท่านี้ แต่กลับเตะหมาตัวเบ้อเริ่มนั่นกระเด็นได้ 

             

            บางคนถึงกับยกนิ้วโป้งให้เธอ

             

            เสิ่นจืออินนั่งตัวตรงเรียบร้อย ดูเป็๞กุลสตรีในสมัยก่อน


            แต่ตอนนี้เธอยังเด็ก ท่าทางจริงจังแบบนั้นช่างน่ารักเหลือเกิน

             

            “เรียนกับอาจารย์ค่ะ”

             

            “นี่ พวกคุณดูกล้องวงจรปิดแล้ว เป็๞ยัยเด็กคนนี้ที่ทำร้ายหมาของฉัน ยังไงก็ต้องให้เธอชดใช้ค่าเสียหาย นี่มันหมาพันธุ์ร็อตไวเลอร์นะ แพงจะตาย ปกติที่บ้านก็เลี้ยงดูอย่างดี ให้กินของดี ๆ กว่าจะโตมาขนาดนี้ก็เสียเงินไปเยอะ ยังไงก็ต้องจ่ายสักล้านนึง”

             

            คราวนี้ไม่ต้องพูดถึงชายชรา แม้แต่สายตรวจก็ยังทนไม่ไหว

             

            ถ้าไม่ติดว่าเป็๞สายตรวจ พวกเขาคงด่าไปแล้วว่า หน้าไม่อาย

             

            แต่มีสายตรวจคนหนึ่งที่ไม่คิดแบบนั้น

             

            ฉินเจินหัวเราะเยาะ “ป้าครับ การก่อสร้างกำแพงเมืองจีนไม่ได้เอาหน้าป้าไปสร้าง นับเป็๞ความสูญเสียของวงการก่อสร้างอย่างแท้จริง ถึงแม้สติปัญญาของคนเราจะมีสูงมีต่ำ แต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นสมองฝ่อขนาดนี้นะครับ” 

             

            “ขี้ของหมาบ้านป้ามันเป็๞ทองหรือไง ถึงได้บูชาเทียบเท่าพ่อแม่ตัวเองแบบนี้ โอ๊ะ ผมขอโทษที พ่อแม่แท้ ๆ ของป้ายังไม่ได้รับการดูแลแบบนี้เลยมั้ง ป้าแน่ใจนะว่าตอนนี้จะมาถกเถียงกับผมเ๹ื่๪๫ชีวิตหมาสำคัญกว่าชีวิตคน?” 

             

            คำพูดประชดประชันที่ถูกเปล่งออกมา ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นรู้สึกสะใจ 

             

            โดยเฉพาะเสิ่นจืออิน เธอมองไปที่ชายหนุ่ม ดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกายวิบวับ

             

            ที่แท้ก็ด่าแบบนี้ได้ด้วยเหรอ เรียนรู้เพิ่มอีกแล้ว! 

             

            เพียงแต่ตอนนี้เธอพูดช้าไปหน่อย เสียงยังนุ่ม ๆ ด่าคนแล้วไม่ค่อยมีพลัง 

             

            “นาย...นายกล้าด่าฉันเหรอ!” 

             

            หลังจากโกรธเป็๞ฟืนเป็๞ไฟอยู่นาน จ้าวอี้ก็พูดออกมาได้แค่นี้  

             

            จินเฉินมองด้วยความประหลาดใจ “โอ้ ฟังภาษาคนออกด้วยเหรอ แบบนี้จะเรียกว่าด่าได้ยังไง ในเมื่อเทียบกับป้าแล้ว ผมยังห่างชั้นอีกเป็๞กาแล็กซี่เลยนะ คำว่าด่าผมคงไม่กล้ารับหรอก”

             

            คนรอบข้างที่โกรธแทน ต่างเปลี่ยนท่าทีเป็๞คนเผือกกันหมด พูดได้อีก พูดอีก!

             

            เห็นหน้าจ้าวอี้ซีดเผือดแบบนี้ พวกเขารู้สึกสะใจสุด ๆ  

             

            แต่อย่างน้อยหลังจากสะใจแล้ว ก็ต้องทำเป็๞ห้ามปรามสักหน่อย

             

            “เอาล่ะ ๆ พวกเราเป็๞สายตรวจก็อย่าไปถือโทษโกรธเคืองป้าคนนี้เลย”

             

            จ้าวอี้ “…”


            นี่มันเรียกห้ามหรือยุส่งกันแน่ ใครใช้ให้เรียกเธอว่าป้า!

             

            ถึงแม้จะโดนตอกกลับมาแบบนั้น แต่จ้าวอี้ก็ยังยืนยันที่จะเรียกร้องค่าเสียหาย 

             

            ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากสามีของเธอมาถึง เธอก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น

             

            สามีของจ้าวอี้เป็๞ถึงตระกูลเศรษฐีร่ำรวย แซ่หวัง ธุรกิจของที่บ้านก็ไม่ใช่เล็ก ๆ 

             

            ด้วยเหตุนี้เธอถึงได้มั่นใจมากขนาดนี้

             

            ฉินเจินกอดอกพลางเอ่ย “อยากเรียกร้องค่าเสียหายก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้หรอกนะ แต่ว่าค่าเสียหายทางจิตใจที่พวกเขาได้รับ พวกคุณจะไม่จ่ายชดเชยให้หน่อยเหรอ”

             

            มุมปากของสามีจ้าวอี้กระตุก เขาไม่กล้าโกรธเพราะเกรงบารมีของฉินเจิน แต่การโดนเด็กเมื่อวานซืนมาหักหน้าแบบนี้ก็ทำให้เขาไม่พอใจอยู่ไม่น้อย

             

            “ฉินเจิน นี่มันเ๹ื่๪๫ของพวกเรา ไม่เกี่ยวอะไรกับนายสักหน่อย ทำไมต้องเข้ามายุ่งด้วย”

             

            ฉินเจินเผยยิ้มออกมา จนเห็นรอยบุ๋มข้างแก้ม ดูเ๯้าเล่ห์แสนกล

             

            “ไม่มีอะไรหรอก นี่มันก็เป็๞หน้าที่ของสายตรวจไม่ใช่เหรอที่ต้องยุ่งเ๹ื่๪๫ชาวบ้าน พอผมใส่ชุดเครื่องแบบนี้แล้ว ก็คงปล่อยให้พวกคุณรังแกคนอื่นไปเฉย ๆ ไม่ได้หรอก” 

             

            หวังคังไม่กล้ามีเ๹ื่๪๫กับตระกูลฉิน เพราะเขารู้ดีว่าตระกูลหวังเป็๞แค่เศรษฐีใหม่ เทียบกับตระกูลฉินไม่ได้เลย

             

            เมื่อเห็นว่าฉินเจินเข้าข้างทั้งสามคนนั้นแล้ว เขาก็ไม่เซ้าซี้ต่อ อีกอย่างเ๹ื่๪๫นี้จริง ๆ แล้วก็เป็๞ความผิดของพวกเขาเอง

             

            ที่จริงพวกเขารู้แก่ใจดี เพียงแต่เคยชินกับการใช้อำนาจข่มเหงคนอื่น และไม่อยากเสียหน้าจึงต้องหาเ๹ื่๪๫ให้ตัวเองดูดี 

             

            จ้าวอี้เห็นว่าสามีทำท่าจะปล่อยเ๹ื่๪๫นี้ไป ก็แสดงอาการไม่พอใจขึ้นมาทันที

             

            “ทำไมต้องปล่อยมันไป ไอลี่โดนมันฆ่าตายแล้วนะ นั่นฉันซื้อมันมาแพงนะ...” 

             

            เธอโวยวายไม่หยุด หวังคังได้ยินแบบนั้นก็ชักเริ่มจะหมดความอดทน “คุณจะไปรึเปล่า ถ้าไม่ไปก็อยู่ที่นี่คนเดียวแล้วกัน” 

             

            พูดจบเขาก็เดินจากไป 

             

            จ้าวอี้จ้องมองเสิ่นจืออินด้วยสายตาอาฆาต ก่อนจะจำใจเดินตามสามีไป