ตอนที่ 15 : ข้าวสาร1กระสอบ เงิน5ตำลึง
สองบ่าวนายก้าวฉับ ๆ เป้าหมายคือเรือนครัว
คราแรกลู่หลินก็เดินนำอย่างดี แต่เดินไปได้สักพักเริ่มรู้ตัวว่าไม่รู้ทาง ฝีเท้าจึงชะลอลงก่อนจะกลายเป็เดินตามหลังเสี่ยวไป๋ไปอย่างเนียนๆ
ระหว่างทางสังเกตเห็นว่ามีนกหลายตัวบินแวะเวียนมาใกล้ๆ บางตัวถึงขั้นจะบินมาเกาะหัวเกาะบ่าเขาอยู่แล้วจนลู่หลินต้องคอยปัดคอยไล่เป็พัลวัน เห็นตัวใกล้ๆ รู้ว่านกเหล่านี้คือนกพิราบก็ยิ่งกลัวหนัก
‘ไปเลยนะชิ้ว! ๆ ติดไข้หวัดนกขึ้นมาละแย่เลย!! คนโบราณนี่ก็ยังไงนะ คิดใช้นกมาเป็เครื่องมือสื่อสาร รู้กันมั้ยเนี่ยว่ามันเป็พาหะนำโรค! '
ลู่หลินปัดป้องจนเห็นพวกนกเ่าั้บินไปไกลแล้วก็โล่งใจขึ้นก่อนก้าวเดินต่อไป แม้จะแปลกใจสักหน่อยว่าทำไมนกเ่าั้ขยันมาวุ่นวายกับตนนัก แต่กับคู่แฝดขาวดำไม่เห็นจะสนใจ…
ตำหนักซีเว่ยของจวนอ๋องแห่งนี้กว้างใหญ่นัก กว่าจะถึงที่ที่้า ลู่หลินก็อาศัยโอกาสนี้สำรวจจวนได้อย่างถ้วนทั่ว
สมกับเป็จวนของโจวหยางอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ในฐานะแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพัทมิฬที่มีไพร่พลของตัวเองหลายหมื่นนาย ส่วนต่างๆ ในจวนจึงจัดสรรอย่างชัดเจน
เรือนพักใหญ่ของท่านอ๋องเป็ตำหนักหลักของจวนอ๋องซีเว่ยนี้ ชื่อว่าตำหนักเซี่ยอวี่ พื้นที่กว้างขวาง มีส่วนที่พักและทำงานส่วนตัวแยกสัดส่วนสะดวกใช้งาน ทั้งยังมีหอประชุมสำหรับรับรองแขก หอตำรา และลานฝึกซ้อมรบขนาดย่อมๆ อีกด้วย
ถัดจากตำหนักหลักจึงเป็ตำหนักที่พักย่อยอีกห้าตำหนัก
ตำหนักแรกคือตำหนักเยว่หยวนของป๋ายอี้หลิน แม้ขนาดจะเล็กกว่าเรือนหลักมาก แต่ก็ตกแต่งหรูหรามีทุกอย่างให้ใช้งานได้อย่างพร้อมสรรพไม่แพ้เรือนใหญ่
ตำหนักถัดมาคือตำหนักิซวิน เห็นว่าเป็ที่พักของท่านกุนซือซุนอวี้เซวียนและไพร่พลทหารที่เฝ้าอารักขาตำหนัก
ตำหนักที่สามคือตำหนักซินเซี่ย เป็เรือนว่างสำหรับรับรองแเื่
และอีกสองตำหนักที่เหลือเป็เรือนพักของบ่าวไพร่แยกชายและหญิง
นอกเหนือจากนั้นก็เป็เรือนใช้สอยต่างๆ เช่นเรือนครัวที่พวกเขากำลังจะไปนี้เอง
“ถึงแล้วๆ คุณชาย….”
เมื่อมาถึงเรือนหลังหนึ่งท้ายตำหนัก เ้าเด็กขาวเสี่ยวไป๋ก็รีบดึงชายเสื้อเขายิก ๆ กระซิบบอกความทันที ก่อนที่จะทำเนียนเดินหลบไปอยู่ด้านหลัง หวังให้ร่างของป๋ายอี้หลินคนงามคนนี้บดบังให้มิด
ลู่หลินมองสำรวจไปทั่วเรือน มีห้องหับต่างๆ สำหรับเก็บเสบียงอาหารมากมาย ทั้งห้องโถงใหญ่อันเป็ส่วนครัวประกอบอาหารก็กว้างขวางจนทำอาหารเลี้ยงคนได้ทั้งกองทัพ แถมจำนวนคนงานก็มากมายหลายสิบคน…. สงสัยจะทำอาหารเลี้ยงทหารทั้งเมืองจริงๆ สินะ…
“เอ๊ะนั่นใครมา… หว๋า!!! คุณชายป๋ายรึ!!”
เสียงบ่าวคนหนึ่งที่แบกกระสอบข้าวสารมาหน้าจวนร้องตกอกใขึ้นยามเมื่อเห็นผู้มาเยือนที่ไม่คาดคิด มือไม้ก็อ่อนยวบเผลอทำกระสอบข้าวสารตกลงมาจนเม็ดข้าวไหลเกลื่อนไปทั่วพื้น ต้องรีบก้มเก็บดูลนลานจนเป็ที่น่าเวทนา อะไรจะใขนาดนั้น? หรือว่าจริงๆ แล้วกลัวโดนด่าเพราะทำข้าวตก?
เ้าเด็กดำเสี่ยวเฮยคงได้ยินชื่อนายตัวเอง จึงได้รีบโผล่หัวออกมาดูจากในเรือนประกอบอาหารก่อนจะรีบวิ่งโร่เข้ามาหา ในปากยังคาบซาลาเปาลูกโตเป็หลากฐานคาตา
หน็อยแน่เ้าเด็กดำ! ทำหายไปนานจนข้าเป็ห่วงนึกว่าโดนรังแก ที่แท้แอบมากอู้กินของในครัวนี่เอง!
“ท่านเกอ ทำข้าวสารร่วงหมดแล้ว เดี๋ยวพอครัวหลิวก็มาด่าหรอก มา! ข้าช่วยเก็บ!!”
ลู่หลินเป็คนคิดไวทำไว บอกว่าจะช่วยก็รีบก้มลงไปช่วยเก็บทันที ไม่ยี่หระกับชุดหรูหราสีขาวสะอาดที่สวมใส่อยู่ว่าจะเปื้อนดินโคลนที่อยู่ที่พื้นจนเสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฮยต้องรีบไปช่วยคุณชายของตัวเองเก็บด้วย
เกิดเป็ภาพสุดประหลาดยามที่สามนายบ่าวง่วนกับการคลุกฝุ่นโคลนใช้มือเปล่าๆ กวาดๆ เม็ดข้าวให้กลับไปกองรวมกันก่อนจะโกยเข้าไปใส่กลับคืนไปในกระสอบอย่างทุลักทุเลครู่ใหญ่กว่าจะเสร็จ
“เอ้า! ท่านเกอกางกระสอบกว้างๆ สิ เปิดแคบแบบนั้นใส่ไปแล้วก็ร่วงออกมาอีก”
“หา? เอ่อ… ได้ขอรับ ได้ๆ …” บ่าวคนนั้นรีบตอบรับก่อนจะรีบทำตามคำสั่งอย่างงงๆ
ที่มันใจนกระสอบข้าวหล่นเป็เพราะเห็นป๋ายอี้หลินนั้นจริงอยู่ แต่เหตุผลสำคัญที่มันตื่นกลัวจนต้องรีบเก็บเม็ดข้าวสารอย่างลนลานหาใช่เพราะหวาดเกรงต่อพ่อครัวหลิวไม่ แต่เป็ความหวาดเกรงว่าจะถูกคุณชายป๋ายอี้หลินสั่งโบยต่างหาก
เมื่อคนที่ควรจะสั่งลงโทษมันกลับมาช่วยมันก้มเก็บของงกๆ มันจึงทั้งประหลาดใจทั้งงุนงง
ทั้งสี่คนง่วนกับการเก็บกวาดมากเกินไปจึงไม่ทันสังเกตว่าตอนนี้คนงานในโรงครัวทั้งหมดต่างพากันชะเง้อชะแง้เฝ้ามองเหตุการณ์ทุกอย่างอย่างฉงนสนเท่ห์ในใจ
ตอนนี้คนทั้งเรือนรู้แล้วว่าคุณชายป๋ายอี้หลินความจำเสื่อมเพราะตกผา เนื่องจากท่านกุนซือได้เรียกประชุมหัวหน้าคนรับใช้ส่วนต่างๆ แล้วแจ้งให้ทราบเื่ทั้งยังกำชับให้ดูแลอย่างดี ทุกคนจึงพอคาดเดาได้ว่าคุณชายป๋ายอี้หลินคงมีบางอย่างผิดปกติไปบ้าง แต่ใครเล่าจะคิดว่าความผิดปกตินั้นจะถึงขั้นทำให้คนที่วางตัวเรียบร้อยสูงส่ง ไม่คิดเหยียบเรือนคนงานกลับมาโผล่ที่นี่ทั้งยังช่วยคนงานเก็บของจากดินจนฝุ่นเลอะทั่วตัว
แบบนี้ไม่เรียกสูญเสียความทรงจำแล้ว บอกว่าผีเข้ายังน่าเชื่อกว่า….
“อ่ะ… เสร็จซะที…”
ลู่หลินจัดการเก็บกวาดเรียบร้อย ส่งมอบกระสอบข้าวสารให้ชายคนงานแล้วก็เตรียมเดินหน้าเข้าเรือนต่อ จึงได้เงยหน้ามาเห็นบ่าวไพร่หลายสิบคนห้อมล้อมมุงดูตัวเองอยู่…
“อุ้ย….. แหะๆ ……” เมื่องง ทำอะไรไม่ถูกก็ส่งยิ้มโง่ๆ ตอบกลับไป
“คุณชายป๋ายมาทำอะไรที่เรือนครัวขอรับ… อยากได้อะไรไยไม่สั่งความบ่าวไพร่มา… พาตัวเองมาถึงที่แบบนี้ลำบากท่านแล้วที่ต้องทำให้ลำบากลำบนเก็บของกันจนเหนื่อยหอบ…”
ชายชราในชุดทำครัวโพกหัวทะมัดทะแมงกล่าวขึ้น ท่าทีขึงขังน่าเคารพแบบนี้คงเป็หัวหน้าพ่อครัวหลิวแน่ๆ แถมถ้อยคำที่ใช้แม้ฟังเผินๆ จะดูหวังดี แต่ความจริงแล้วก็แอบตำหนิเขาอยู่ไม่ใช่รึ?
“มิได้หรอกท่านพ่อครัวหลิว… พอดีข้าทราบจากเสี่ยวไป๋ว่าท่านมักจะมีเมตตามอบอาหารดีๆ ให้บ่าวของข้าทั้งสองคนได้กินใช้อยู่เสมอ ที่ผ่านมาข้าเลอะเลือนนักไม่รู้จักดูแลคนของตนให้ดี ผ่านความเป็ตายมาครานี้ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจึงตั้งใจจะมาตอบแทนท่าน….”
“…? ….” พ่อครัวหลิวฟังคำป๋ายอี้หลินแล้วฉงนใจนัก แต่ยังทำมาดนิ่งมองตอบไป
ลู่หลินเห็นท่าทีชายชรายังคลางแคลงใจ จึงได้เรียกหาเสี่ยวไป๋ให้หยิบถุงใส่เหรียญทองออกมา ควานหยิบตำลึงทองออกมา 5 ตำลึงแล้วส่งมันออกไปให้พ่อครัวหลิว
“เงินนี้ท่านรับไว้เถิด นำไปแจกจ่ายให้ทุกคน เป็การตอบแทนที่ที่ผ่านมาท่านดูแลบ่าวแทนข้า…..”
“……..” คราวนี้พ่อครัวหลิวไม่อาจนิ่งเฉยได้อีก เขาเบิกตากว้างมองป๋ายอี้หลินอย่างใ
ที่ผ่านมาคนคนนี้ใจร้ายใจดำกับบ่าวเพียงใดไม่มีใครไม่รู้ เงินสักอีแปะไม่เคยเจียดมาให้บ่าวของตัวเองได้ใช้ ท่านอ๋องก็ไม่คิดเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือก้าวก่ายในเื่ภายในตำหนักเย่วหยวน เพียงแต่สั่งให้ดูแลกินอยู่อย่าให้ตกหล่นเท่านั้น ถ้าไม่ได้ท่านพ่อบ้านหวังช่วยดูแลแบ่งเงินค่าแรงตัวเองส่วนหนึ่งที่ได้รับจากจวนอ๋องไปให้ใช้สอย สองเด็กแฝดคงมีสภาพน่าอนาถยิ่งกว่านี้
มาวันนี้คนใจดำถึงกับนำเงิน 5 ตำลึงทองมาตอบแทน แถมท่าทางที่ปฏิบัติก็ยังนอบน้อมน่าเอ็นดู ไม่เย่อหยิ่งและมองเหยียดบ่าวไพร่เหมือนที่ทำประจำเมื่อก่อน ตอนนี้พ่อครัวหลิวจึงสับสนเป็อย่างยิ่ง แต่ก็นึกยินดีที่คนคนหนึ่งจะสำนึกได้และลุกมาแก้ไขในเื่ไม่ดีของตัวเอง ความรู้สึกลึกๆ ของชายชราแม้ความเกลียดชังจะยังไม่ได้สลายหายไปหมด แต่ก็ลดทอนลงไปได้หลายส่วน…
“ท่านไม่จำเป็ต้องให้ข้าหรอก เก็บไว้ให้เสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฮยเถิด…. ที่ผ่านมาพวกเรายินดีแบ่งกินแบ่งใช้ก็เพราะเด็กสองคนนี้มันน่าเอ็นดู ไม่ได้คิดเป็บุญคุณอะไร…”
“เื่มอบเงินให้ทั้งคู่หลังจากนี้ข้าต้องให้แน่นอน ท่านพ่อครัวหลิวอย่ากังวลเลย แต่เงินส่วนนี้ขอมอบให้ท่านนำไปแบ่งปันแก่คนอื่นๆ หากไม่นับเป็บุญคุณก็ถือซะว่าเป็เงินฝากไว้ให้ทุกท่านช่วยดูแลเสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฮยในอนาคต หากพบเจออาหารหรือของใช้ดีๆ ก็จับจ่ายเผื่อพวกเขาบ้าง…”
ลู่หลินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลดูมีไมตรี ทั้งท่าทีก็ยังอ่อนน้อมน่าชื่นชมอย่างจริงใจ พ่อครัวหลิวชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจรับไว้
“หมดธุระแล้วข้าไม่รบกวนพวกท่านทำงาน คงต้องขอตัวก่อน….” ลู่หลินเห็นทุกอย่างเป็ไปตามที่ใจคิดก็เอ่ยขอตัวลาก่อนจะเดินกลับออกไปพร้อมกับเสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฮย ทิ้งให้บ่าวทั้งเรือนครัวมองตามไปอย่างหลากความรู้สึก
แม้จะไม่สามารถเปลี่ยนคนจากเกลียดให้มารักได้ทันที แต่หลังจากวันนี้ก็เชื่อว่าทุกอย่างจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน!
ใครว่าน้องลู่เป็คนใสๆ ไม่จริงเลย #ลู่หลินไม่อินประวัติศาสตร์ คนนี้มากแผนการอย่างยิ่งต่างหาก!
แค่ลงทุนมือเลอะสักหน่อย ควักเงิน (ของป๋ายอี้หลิน) สักนิด… แค่นี้ก็ดูเป็คนดีมีเมตตาขึ้นมาแล้ว! โฮะ! โฮะ! โฮะ! อยากจะยกมือป้องปากแล้วหัวเราะเหมือนตัวโกงในละคร แต่ไม่ได้ เดี๋ยวคนจะหาว่าบ้า!
ในระหว่างที่กำลังครุ่นคิดถึงผลลัพธ์อย่างเพลินใจขณะก้าวเดินกลับเรือน อยู่ ๆ สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!
ครืนนนนน! กรี๊ด!!!!
ทุกคนรีบออกมาอยู่ที่โล่ง!!!
ครืนนนนน! กรี๊ด!!!!
ลู่หลินมัวแต่ไปให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นอยู่นาน ดูเหมือนผีบรรพบุรุษจะไม่อยากให้เขาลืมเลือนวัตถุประสงค์หลักของการมาที่นี่ จึงได้ดลบันดาลใหู้เาไฟเริ่มส่งสัญญาณขึ้นเป็แผ่นดินไหวครั้งนี้….
เจียฮว๋าซานแสดงอาการเตือนแล้ว….
_______________________
Talk#ขอบคุณคอมเมนต์ค่า
E-Book ที่ Meb ภาค 1 ออกแล้วมี 80 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 5 ตอน ราคา 299 บาท
E-Book ที่ Meb ภาค 2 ออกแล้วมี 67 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 3 ตอน ราคา 299 บาท