“การขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้จะต้องเป็ผลดีกับธนาคารของเราแน่นอนครับคุณวิลเลียม” หนึ่งในผู้ถือหุ้นเอ่ยกับชายหนุ่มอย่างประทับใจ เขาเคยได้ยินมาว่าวิลเลียม ฟลอรัลน์ เป็ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์และเปี่ยมไปด้วยรัศมีของสุภาพชนกระนั้นแล้วในเื่การบริหารกิจการนั้นพวกเขาต่างก็ไม่คาดคิดกันมาก่อนว่าชายหนุ่มผู้นี้จะสามารถรับมือกับมันได้ดีเช่นนี้
“ผมคะเนว่าเราจะสามารถรักษาสถานะเป็ต่อธนาคารของเราได้อีกระยะหนึ่ง” วิลเลียมฝืนยิ้มออกมาแม้ในใจของเขาในยามนี้จะวูบโหวงมากเพียงใดก็ตาม
“อย่าถ่อมตัวเลยครับคุณวิลเลียม การตัดสินใจของคุณในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มลูกค้าให้กับธนาคารของเรา” แม้ผู้ช่วยที่นั่งอยู่ไม่ไกลนั้นจะชื่นชมเขามากเพียงใด กระนั้นแล้วจิตใจของวิลเลียมก็ไม่ได้ยินดีปรีดาตามไปด้วยเลยแม้แต่น้อย
จิตใจของเขาในยามนี้ได้โบยบินไปยังชายหนุ่มอีกผู้หนึ่งที่จากเขาไปวิลเลียมมองภาพผู้ถือหุ้นเ่าั้ด้วยสายตาอันราบเรียบและว่างเปล่า
หากว่าอีกฝ่ายยังคงอยู่กับตน ชายหนุ่มคงจะยินดีในความสำเร็จนี้ของตัวเอง แต่เมื่ออีกฝ่ายไม่อยู่เช่นนี้สิ่งเ่าั้กลับว่างเปล่า วิลเลียมยอมรับว่าเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษาเื่การเงินและการบริหารกิจการอย่างหนัก แต่ใน่เวลาเ่าั้ในหัวของเขายังคงครุ่นคิดว่าอีกฝ่ายไปอยู่ที่แห่งหนใด
หลังจากสิ้นสุดการประชุมใน่เช้าวิลเลียมจึงอยู่ทำธุระต่างๆ ที่ห้องทำงานก่อนที่จะนั่งรถม้ากลับไปยังคฤหาสน์ตระกูลเกรซ
ในยามที่รองเท้าหนังขัดเงาของเขาัักับพื้นอิฐสีหม่นที่เต็มไปด้วยร่องรอยของหิมะสีขาวนั้น ดวงตาสีฟ้างดงามที่เคยเรียบเฉยของเขาก็มองไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมา จิตใจของเขากลับมาโหวงเหวงอีกครั้งพาให้ดวงตาของเขามืดหม่นตามไปด้วย
เขามาทำอะไรที่นี่กันนะ?
วิลเลียมถามตนเองในใจ ก่อนนี้เขารู้ว่าเขามาทำอะไร ณ ที่แห่งนี้ เขามาอยู่ที่นี่ในฐานะภรรยาของทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลเกรซ แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่นี่ในฐานะอะไรกันหนอ?
เมื่อไม่กี่วันก่อนบ้านหลังนี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่างเปล่าเช่นนี้ แต่มาบัดนี้เมื่อคนที่เคยใช้เวลาอยู่ที่บ้านหลังนี้ร่วมกันกับเขาจากไปแล้วจิตใจของเขาพลันสั่นไหว
วิลเลียมไม่เคยถูกทิ้งเช่นนี้มาก่อน
เขาไม่คิดเลยว่าชายผู้ที่ร่วมชะตากรรมเดียวกับเขา ชายผู้ที่เป็สามีของเขาผู้นั้นจะตัดสินใจทอดทิ้งสิ่งเหล่านี้และตัวเขาไว้เื้ัเช่นนี้ การที่เพื่อนร่วมทางของเขาทอดทิ้งเขาไปเช่นนี้ทำให้วิลเลียมรู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นมา แม้ว่าวิลเลียมจะไม่แสดงความรู้สึกเ่าั้ออกมา แต่ไม่ใช่เขาไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังรู้สึกหดหู่
เขาโกรธสตีเฟ่นที่ทิ้งกันไปเช่นนี้และเขาโกรธตัวเองที่ทำอะไรไม่ได้เช่นกัน หากตอนนั้นเขาทราบว่าอีกฝ่ายหนีไป เขาคงจะให้คนรีบออกไปตามหาอีกฝ่าย ไม่ใช่รอให้ผ่านไปถึงหนึ่งคืนจึงรู้ตัวเช่นนี้
วิลเลียมจดจำได้ดีว่าเช้าวันแรกที่ไร้ซึ่งเงาร่างของอีกฝ่ายจากอีกฟากของเตียงภายในสถานที่ที่ไม่คนคุ้นเคยนั้น ทำให้จิตใจของเขาวูบโหวงมากเพียงใด เขามองไปยังพื้นที่ที่เป็ของสตีเฟ่นที่ในยามนี้นั้นว่างเปล่า ชายหนุ่มจดจำความรู้สึกอันว้าวุ่นเ่าั้ได้ดี
ห้วงความคิดของเขาในยามนั้นเอาแต่ะโถามตนเองว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ใด เขาวาดหวังว่าอีกฝ่ายคงจะไปนอนที่ห้องอื่น แต่ความหวังเ่าั้กลับถูกทำลายอย่างไม่มีชิ้นดีเมื่อพ่อบ้านตามหาตัวของอีกฝ่ายไปทั่วคฤหาสน์จนในที่สุดก็พบว่าสตีเฟ่นนั้นหายตัวไปแล้ว
“วันนี้เราหาทั่วเมืองชิวโก้แล้วครับคุณวิลเลียมได้เบาะแสมาเพียงว่าคุณสตีเฟ่นเอากระดุมเหล่านี้ไปขาย ผมคิดว่าคุณสตีเฟ่นน่าจะเดินทางไปยังเมืองนาฟรี่ย์ ผมขอรบกวนถามคุณว่าจะเป็อะไรไหมครับ หากผมจะไปตามหาคุณสตีเฟ่นที่เมืองนาฟรีย์ด้วยตัวเอง” ในยามที่วิลเลียมย่างเท้าเข้ามาภายในโถงหน้าอันโอ่อ่านั้น หัวหน้าพ่อบ้านชรารีบมาแจ้งข่าวกับเขาทันทีโดยไม่ลืมเอ่ยถามความคิดเห็นของชายหนุ่มพลางยื่นกระดุมทองคำที่สตีเฟ่นเคยใช้ในวันนั้น
“อืม หากยังไม่พบเขา…คุณก็ประกาศหาตัวเขาเถอะ” ดวงตาสีฟ้างดงามราวกับท้องทะเลอันใสสะอาดนั้นมีเกลียวคลื่นจางๆ อยู่ภายในนั้นเหม่อมองไปยังกระดุมทองคำอย่างสงบนิ่ง ภายใต้สถานการณ์อันสุดแสนจะกดดันเช่นนี้ไม่มีผู้ใดอ่านความรู้สึกของชายหนุ่มได้เลยราวกับว่าเขายังคงเป็คุณวิลเลียมคนเก่า แต่กระนั้นก็มีความรู้สึกว่าไม่ใช่คุณวิลเลียมผู้เยือกเย็นผู้นั้นเสียทีเดียว
ราวกับว่าภายในอกของชายหนุ่มเ้าของใบหน้าอันหล่อเหลาผู้นี้มีเปลวไฟขุมหนึ่งกำลังปะทุอยู่
พ่อบ้านชราขานรับชายหนุ่มหนึ่งคำแล้วจึงมุ่งหน้าไปยังประตูหน้าที่วิลเลียมใช้เข้ามาอย่างรีบร้อน
วิลเลียมไม่ได้มองตามแผ่นหลังของพ่อบ้านชราเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มก้าวไปข้างหน้าราวกับว่าการหายตัวไปของสตีเฟ่นไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมแก่จิตใจของเขาแต่อย่างใด ด้วยการแสดงออกเช่นนี้จึงทำให้เหล่าคนงานภายในบ้านต่างเข้าใจผิดว่าชายหนุ่มไม่ได้รู้สึกอันใดกับเหตุการณ์นี้เลย มีเพียงหัวหน้าพ่อบ้านชราที่ออกตามหาทายาทผู้ไร้ประโยชน์ผู้นั้น
แต่ในความเป็จริงแล้วมีเพียงวิลเลียมที่รู้ตัวเองดีว่าจิตใจของเขานั้นสั่นไหวราวกับยืนอยู่กลางคลื่นพายุที่พัดโหมกระหน่ำอยู่เพียงผู้เดียวโดยไร้ซึ่งวี่แววของเพื่อนร่วมทางที่เคยอยู่ด้วยกัน
…นายหนีไปทำไมกันนะสตีเฟ่น?
อีกด้านหนึ่ง
หลังจากใช้เวลาเดินทางมายังเมืองนาฟรี่ย์ถึงเก้าชั่วโมงเนื่องจากรางรถไฟชำรุดนั้นทำให้พ่อบ้านมาถึงแมนชั่นตระกูลเกรซใน่กลางดึก พ่อบ้านประจำแมนชั่นเดินมาต้อนรับเขาอย่างเป็มิตรโดยไม่วายเอ่ยถามเขาว่าเขามาทำอะไรที่นี่
“คุณสตีเฟ่นหายไปจากคฤหาสน์” ทันทีที่ได้คำตอบของพ่อบ้านชรา ทำให้จิตใจของพ่อบ้านประจำแมนชั่นเกรซกระจำเมืองนาฟรี่ย์ถึงกับว้าวุ่น
เหตุใดคุณสตีเฟ่นจึงหนีไปเช่นนี้? เขาเอ่ยถามตนเองอย่างตื่นตระหนก
“พรุ่งนี้ฉันจะออกไปตามหาเขา นายไปติดต่อสำนักพิมพ์ต่างๆ ให้ออกประกาศหาคุณสตีเฟ่นด้วยนะ” ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยถามอีกฝ่ายหัวหน้าพ่อบ้านชราก็หันมาเอ่ยกับเขาทันที พาให้พ่อบ้านประจำแมนชั่นนั้นจะต้องรีบพยักหน้ารับทันควัน
หัวหน้าพ่อบ้านชราจดจำคำพูดของคุณวิลเลียมได้ดี แต่กระนั้นแล้วเขาก็ไม่อยากให้เวลาผ่านไปอย่างศูนย์เปล่า เขาจึงตัดสินใจที่จะให้หนังสือพิมพ์ช่วยประกาศตามหาคุณสตีเฟ่นอีกแรง เขาเชื่อว่าหากทำเช่นนี้อาจจะทำให้พวกเขาพอมีหวังที่จะหาชายหนุ่มพบ
หลังจากนั้นพวกเขาจึงสนทนากันอีกเล็กน้อยก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน ดึกคืนนั้นพ่อบ้านชราฝันเห็นคุณเฟรเดอริคส์นั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นทางปีกขวาของคฤหาสน์ ขณะที่เขาไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
“ไม่กล้ามองหน้าฉันแบบนี้คงไม่ใช่ว่าลูกชายของฉันหายไปหรอกนะ” คุณเฟรเดอริคส์หยิบบ้องยาสูบขึ้นมาสูบเหมือนดังที่เขามักจะทำเป็ประจำใน่เช้าของวันหยุด
“...ผม ผมจะหาเขาให้เจอครับ” พ่อบ้านชราเอ่ยอย่างสั่นเทาในยามที่ดวงตาของอีกฝ่ายนั้นตวัดมองมาที่เขาอย่างเ็า
“ดีมาก หาเขาให้เจอล่ะ แล้วจำเอาไว้อย่าให้เขาหนีไปอีก” คุณเฟรเดอริคส์ขยิบตาให้เขาราวกับว่ากำลังสื่อความนัยบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจก่อนที่ฝ่ามืออันเรียวงามของคุณผู้หญิงจะมาัับริเวณไหล่ของเขา พาให้เขารู้สึกเย็นะเืไปจนถึงกระดูกสันหลัง
“ครั้งนี้พวกเราช่วยคุณแล้วนะ อย่าให้มีคราวหน้าล่ะ เเจ็คกี้” สุ้มเสียงของคุณผู้หญิงนั้นอ่อนหวาน แต่กลับทำให้รู้สึกชวนขนหัวลุกขึ้นมา ขณะที่ฝ่ามือของคุณผู้หญิงนั้นค่อยๆ ทวีความเย็นะเืมากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่ทุกสรรพสิ่งรอบกายค่อยๆ สลายกลายเป็ขี้เถ้าสีดำที่ติดไฟทีละน้อยนั้น หัวหน้าพ่อบ้านชราก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิดของเช้าวันใหม่ เขายกฝ่ามืออันเหี่ยวย่นขึ้นมาััใบหน้าของตนเองเพื่อเรียกสติที่กำลังแตกกระเจิงของตนกลับมา
พ่อบ้านชราลุกขึ้นจากเตียงแล้วจึงเคลื่อนกายไปยังประตูห้องพักหมายที่จะไปสูดอากาศยามเช้าจากภายนอกเสียหน่อย
เวลาเดียวกันนั้นเอง ออโดว์หยุดอยู่เบื้องหน้าแมนชั่นตระกูลเกรซแล้วจึงหยิบกระดาษแผ่นนั้นของสตีฟขึ้นมา เขาเหม่อมองชื่อตระกูลซิลเวอร์มูนที่ประทับอยู่หัวมุมกระดาษ แล้วถอนหายใจออกมาอย่างหนักอกหนักใจ
ตลอดคืนที่ผ่านมานั้นเขาครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาว่าคนของตระกูลเกรซจะออกตามหาชายหนุ่มหรือไม่ แต่อีกใจหนึ่งเขาก็ปลอบใจตนเองว่าไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องนำเบาะแสของชายหนุ่มมาให้กับตระกูลเกรซ เขาครุ่นคิดอยู่เช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมาเสียจนนอนไม่หลับ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจทำตามสิ่งที่หัวใจของเขาเรียกร้อง เขาตัดสินใจมุ่งหน้ามายังแมนชั่นตระกูลเกรซเพื่อที่จะแจ้งเบาะแสของสตีฟ
เหตุใดเขาจึงต้องทำเช่นนี้เป็เพราะเขาไม่อยากให้ชายหนุ่มทิ้งโอกาสของตนเองไปเช่นนั้น เขาอยากให้สตีฟมีชีวิตที่ดีเท่าที่ชะตาจะมอบให้กับเขา ตลอดชีวิตของออโดว์นั้นเขาพบเจอกับผู้คนที่น่าสงสารมากมายและทราบดีว่าผู้คนเ่าั้ต่างขวานขวายหาโอกาสที่จะมีชีวิตต่อไปอย่างไร เขาจึงไม่อยากให้สตีฟทอดทิ้งโอกาสที่จะพลิกผลันชีวิตของตนเองไปอย่างเสียเปล่า
…หากเ้าหนุ่มนั่นรู้คงจะโกรธเขาแน่ ออโดว์เอ่ยกับตนเองก่อนที่เขาจะสูดหายใจเพื่อเรียกเอาความกล้าเข้าปอดแล้วจึงยกมือขึ้นหมายจะเคาะประตู
ในขณะที่เขากำลังจะออกแรงเคาะประตูหน้าชั้นล่างสำหรับคนงานนั้นประตูพลันถูกผลักออกมาพร้อมกับร่างชายชราที่สวมชุดคลุมนอนผู้หนึ่ง
“โอ้ อรุณสวัสดิ์ ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ” รอยยิ้มจริงใจที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลาบนใบหน้าอันเหี่ยวหย่นของชายชรานั้นทำให้ ออโดว์หายใจชะงักขึ้นมา
ออโดว์ยอมรับว่าเขาใจริงๆ ที่อยู่ๆ ก็มีชายชราผลักประตูออกมาเช่นนี้ ในคราแรกเขานึกว่าตนได้พบเห็นสิ่งที่เรียกว่าภูตผีเสียแล้ว แต่เมื่อสบสายตากับดวงตาสีเขียวขุ่นเขาจึงทราบว่าตัวเขานั้นเพ้อเจ้อไปเอง
“เอ่อ…ผมอยากจะพบกับพ่อบ้านประจำแมนชั่นครับ” เื่การหายตัวไปของสตีฟนั้น แม้จะเริ่มลือกันอย่างหนาหูจากเมืองซิลโก้สู่เมืองนาฟรี่ย์แล้วก็ตาม แต่กระนั้นแล้วเขาก็ไม่กล้าเอ่ยเื่สำคัญเช่นนี้กับคนแปลกหน้าสุ่มสี่สุ่มห้า
เหตุใดเขาจึงระมัดระวังเช่นนี้อาจเป็เพราะเขาไม่้าเอ่ยเื่ที่จะทำให้สตีฟเสียหายกับคนแปลกหน้ากระมัง
“อ้อ ว่าแต่คุณพอจะบอกผมได้ไหมว่าเป็เื่อะไร” ดูจากท่าทีอันเคร่งขรึมของอีกฝ่ายแล้ว ออโดว์พอจะสรุปได้ว่าชายชราผู้นี้จะต้องเป็หัวหน้าพ่อบ้านประจำแมนชั่นตระกูลเกรซเป็แน่
“เื่ของทายาทตระกูลเกรซครับ ผมมีเบาะแสของเขา” ใบหน้าอันเหี่ยวหย่นของชายชราเผยวี่แววแห่งความปิติยินดีขึ้นมาราวกับได้รับข่าวดีที่สุดในสัปดาห์นี้ก็ไม่ปาน
เมื่อเข้าใจไปแล้วว่าอีกฝ่ายเป็คนที่เขา้าจะพบประกอบกับอีกฝ่ายแสดงสีหน้ายินดีออกมาโดยไม่ปิดบัง ออโดว์จึงยิ่งมั่นใจว่าชายชราผู้นี้คือหัวหน้าพ่อบ้านประจำแมนชั่นตระกูลเกรซ เขาจึงเล่าเหตุการณ์เมื่อวานให้กับชายชราฟังโดยไม่ลืมนำกระดาษแผ่นนั้นให้กับชายชราเพื่อหวังให้อีกฝ่ายตามตัวสตีฟกลับไปยังที่ที่เหมาะสมกับชายหนุ่มอย่างแท้จริง
เขาไม่รู้หรอกว่าการที่ตนไปตัดสินแทนชายหนุ่มเช่นนี้ มันจะถูกต้องหรือไม่ เขาเพียงแค่ทำในสิ่งที่มิตรผู้หนึ่งจะทำเพื่อช่วยเหลือสหายของเขาในยามที่ชีวิตพบเจอกับคลื่นลมอันแปรปรวนเพียงเท่านั้น
ณ ห้องโถงคฤหาสน์ตระกูลเกรซ
สตีฟสูดลมหายใจเข้าอย่างยากลำบาก ตลอดเส้นทางที่นำเขากลับมายังคฤหาสน์หลังนี้เขาเอาแต่ก้มหน้ามองรองเท้าเก่าๆ ของตน แม้ว่าพ่อบ้านจะพยายามเอ่ยอันใดกับเขาในระหว่างที่พวกเขานั่งรถไฟกลับมานั้น ชายหนุ่มก็ไม่มีสมาธิมากพอที่จะใส่ใจกับคำพูดเ่าั้เลยแม้แต่น้อย
ในยามนี้สตีฟยังคงจมปลักอยู่กับความไม่ยินยอมที่ตัวเขาไม่อาจขัดขืนได้นี้ด้วยความคับแค้นใจ
ดวงตาสีฟ้าอันงดงามของวิลเลียมมองไปยังร่างของชายหนุ่มเบื้องหน้า เขาหลับตาลงช้าๆ เพื่อกดข่มความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายในของตนเอง ชายหนุ่มเลือกที่จะพยายามมองข้ามสภาพเบื้องหน้าของสามีในขณะที่ฝ่ามือของเขานั้นกำแน่นขึ้นเรื่อยๆ
แม้ว่าเขาอยากจะเอ่ยถามอีกฝ่ายมากเพียงใดว่าเหตุใดจึงหนีกันไปเช่นนั้น และเหตุใดจึงอยู่ในสภาพเช่นนี้ วิลเลียมก็เลือกที่จะกลืนถ้อยคำเ่าั้ลงท้องไปพร้อมๆ กับฝ่ามือที่กำแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนมีรอยปูด
ใครๆ ต่างก็เอ่ยถึงเขาว่าเขานั้นคือชายหนุ่มสูงศักดิ์ผู้เยือกเย็น แต่สิ่งเ่าั้มีเพียงตัวเขาเองที่รู้ว่าเขายังคงเป็มนุษย์ปุถุชนที่ยังคงมีอารมณ์ความรู้สึกอยู่ กระนั้นแล้วเขาก็ต้องกล้ำกลืนความรู้สึกเ่าั้เอาไว้
…เอาเถอะ กลับมาอย่างปลอดภัยก็พอแล้ว
“คนงานเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้แล้ว นายขึ้นไปอาบน้ำเถอะ” ในยามที่น้ำเสียงอันเยือกเย็นและราบเรียบของอีกฝ่ายเอ่ยกับเขานั้นทำให้จิตใจของสตีฟสั่นไหวขึ้นมา ขณะที่ดวงตาของเขาเริ่มสั่นระริก
เหตุใดคุณวิลเลียมจึงเลือกที่จะไม่ถือสาหาความเขาเช่นนี้
ตลอดทางที่เขาเดินทางกลับมายังคฤหาสน์อันมืดหม่นหลังนี้ ชายหนุ่มคิดคำนึงถึงสิ่งที่อีกฝ่ายจะเอ่ยกับตนทันทีที่พบหน้ากันซ้ำไปซ้ำมา เขานึกว่าอีกฝ่ายจะต่อว่าตนหรือไม่ก็เอ่ยถามเขาว่าเหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น
…แต่สิ่งที่อีกฝ่ายเลือกที่จะเอ่ยกับเขานั้นเป็ถ้อยคำอันเรียบง่ายราวกับว่าเขาแค่กลับมาจากเดินเล่นในเมืองเพียงเท่านั้น
“คุณไม่เห็นจะต้องตามตัวผมกลับมาเลย ผมเป็เพียงแค่คนงานคนหนึ่ง ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรสำหรับคุณและบ้านหลังนี้ ผมรู้ตัวดีว่าผมมันเป็เพียงแค่คนไร้ค่าคนหนึ่ง ทั้งที่คุณเองก็รู้ว่าผมมันน่าสมเพชมากขนาดไหนและคนในบ้านหลังนี้ต่างก็ทราบกันดี แล้วทำไมคุณถึงยังตามตัวคนไร้ประโยชน์อย่างผมกลับมาอีก” กระนั้นแล้วสตีฟก็ไม่อาจที่จะก้มหน้าก้มตาแล้วขานรับชายหนุ่มผู้สูงส่งเบื้องหน้าผู้นี้ได้อีกต่อไป เขาไม่อาจยินยอมที่จะต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลางสายตาดูแคลนและเสียงหัวเราะอันเหยียดหยันอย่างน่าเวทนาเ่าั้ได้อีกแล้ว
เขารู้ดีว่าตัวเขาไม่มีวันคู่ควรกับสิ่งเหล่านี้และเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าในอดีตนั้นตนมาจากที่ใด ดังนั้นเขาจึงไม่้าที่จะข้องแวะกับตระกูลเกรซอีก
“คุณสตีเฟ่นขึ้นไปอาบน้ำเถอะครับ” ถ้อยคำเ่าั้ของชายหนุ่มทำให้ดวงตาของวิลเลียมสั่นไหว ขณะที่พ่อบ้านชราที่ยืนอยู่เื้ัของสตีฟนั้นรีบเอ่ยกับชายหนุ่มเพื่อยุติสถานการณ์ไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้
แม้ว่าคุณวิลเลียมจะไม่แสดงออกว่าตัวเขานั้นคิดเช่นไรกับการหนีไปของคุณสตีเฟ่น แต่กระนั้นแล้วเขาก็พอจะทราบว่าภายในใจของคุณวิลเลียมนั้นไม่มีเวลาใดเลยที่ได้สงบนิ่งอย่างแท้จริง
คุณวิลเลียมเพียงแค่ซุกซ่อนความรู้สึกเ่าั้เอาไว้ภายใต้ฉากหน้าอันเยือกเย็นเพียงเท่านั้น
“ได้โปรดเลิกเสแสร้งกับผมเถอะ ผมรู้ว่าในใจของคุณนั้นกำลังเยาะหยันผมเหมือนกับคนงานคนอื่นๆ ผมทราบดีว่าลับหลังนั้นพวกคุณรังเกียจผมมากแค่ไหน ตัวผมเองก็ไม่อยากอยู่ในสถานการณ์ที่จะต้องถูกพวกคุณมองราวกับหนูสกปรกตัวหนึ่งเช่นกัน เพราะฉะนั้นคุณวิล
เลียมได้โปรดให้ผมไปเถอะ ผมจะไม่กลับมาที่นี่หรือทวงสมบัติจากคุณแม้แต่ชิ้นเดียว ได้โปรดปล่อยให้ผมไปจากสถานที่ที่ไม่ใช่ที่ของผมเถอะครับ”