ตอนที่ 35 มิกินสตรอว์เบอร์รี เพราะมันเป็นเงิน
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินหร่วนพาหลินหานกับหลินซิ่วเข้าเมือง
หากจะนำหลินซิ่วไปฝากไว้ที่บ้านตระกูลโจวทุกวันก็มิใช่เรื่องดีประการแรกมันจะทำให้ผู้อื่นเสียการเสียงาน ประการที่สองคือนางต้องเข้าเมืองวันเว้นวันตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตระกูลโจวมักจะอยากรู้อยากเห็นเสมอ
เธอมิชอบให้ผู้ใดเข้ามาวุ่นวายกับเรื่องของนางดังนั้นนางจึงพยายามมิรบกวนผู้อื่น หรือไม่ก็รบกวนผู้อื่นให้น้อยที่สุด
หลินซิ่วมิได้เข้าเมืองมานานมากแล้ว คราล่าสุดก็คือปีที่แล้ว
ทันทีที่ไปถึงในเมือง ดวงตาของหลินซิ่วก็เป็นประกายขึ้นมาทันใดนางมองไปรอบ ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อพวกนางไปถึงหอจุ้ยเซียน หลงจู๊เฉียนมิได้อยู่ที่ร้านบัดนี้มีเพียงหลิวเสี่ยวเอ้อร์ที่ประจำการอยู่หน้าร้าน บัดนี้เขากำลังทำการชั่งองุ่นเห็ดและสัตว์ป่า
“แม่นางหลิน หลงจู๊เฉียนฝากข้าบอกกับท่านว่า...บัดนี้สตรอว์เบอร์รีถูกส่งไปถึงเมืองฟู่เฉิงแล้วคาดว่าอีกสองวันน่าจะมีจดหมายตอบกลับมา”
หลินหร่วนพยักหน้ารับ “มิมีปัญหา ข้ามิได้รีบร้อนอันใด”
หลิวเสี่ยวเอ้อร์ครุ่นคิดในใจว่า...ท่านมิรีบ ทว่าหลงจู๊ของข้ารีบหลายวันที่ผ่านมานี้หลงจู๊เฉียนแทบจะทนรอจดหมายตอบกลับที่ส่งมาจากเมืองฟู่เฉิงมิไหวเขามักจะกระสับกระส่ายอยู่ตลอดเวลา วันนี้จึงรู้สึกมิค่อยสบายเท่าไหร่จนต้องตัดสินใจไปหาหมอที่โรงหมอ
เมื่อเดินออกมาจากหอจุ้ยเซียนนางบังเอิญชนเข้ากับพ่อค้าขายถังหูลู่ สายตาของหลินซิ่วจดจ้องอยู่ที่ถังหูลู่เหล่านั้นนางมิสามารถดึงสายตาของตนเองกลับมาได้เลย
ดังนั้นหลินหร่วนก้มตัวลง แล้วเอ่ยถามว่า “หลินซิ่วเจ้าอยากกินหรือไม่ ? ประเดี๋ยวพี่จะซื้อให้เจ้าเอง”
หลินซิ่วส่ายศีรษะปฏิเสธทันใด “ท่านพี่ หลินซิ่วมิอยากกินเลยหลินซิ่วมิอยากกินเลยสักนิด”
หลินหร่วนยกยิ้มขึ้นพลางพยักหน้ารับเจ้าเด็กคนนี้ช่างปากมิตรงกับใจเอาเสียเลย ดังนั้นนางจึงรีบอุ้มหลินซิ่วขึ้นมาแล้วเดินตรงเข้าไปหาพ่อค้าหาบเร่
“ขอซื้อถังหูลู่หน่อยสิ”
เมื่อพ่อค้าได้ยินดังนั้นจึงหันหน้ากลับมาทันใด“มา ๆ ๆ แม่นางรับกี่ไม้ดีเล่า ? ”
“สองไม้”
“ได้เลย”
พ่อค้าหยิบถังหูลู่ด้วยท่าทางคล่องแคล่วจากนั้นก็ส่งมันให้แก่หลินหร่วน “ทั้งหมด 10 อีแปะ”
หลินหร่วนพึ่งได้เงินมาจากหอจุ้ยเซียน ดังนั้นถุงเงินของหลินหร่วนจึงมีเหรียญอยู่ในนั้นจำนวนมากนางนับจนครบจำนวนแล้วส่งให้พ่อค้า
นางเอาถังหูลู่ให้หลินซิ่วหนึ่งไม้ ส่วนอีกไม้นางส่งให้หลินหาน
เด็กน้อยส่ายหน้าพลางเอ่ยว่า “ข้ามิกินของแบบนี้หรอกมิเห็นจะน่าสนใจเลยสักนิด”
“พอเถิดมิต้องแสดงแล้ว ข้าเห็นเจ้าลอบกลืนน้ำลายตั้งหลายอึก”
หลินหร่วนเอ่ยมันออกมาโดยมิสนใจความรู้สึกของเขาเลยสักนิดทั้งยังยัดถังหูลู่ใส่ในมือของเขา
ใบหน้าของหลินหานขึ้นสีแดงระเรื่อเขาต้องการรักษาศักดิ์ศรีของตนเอง แต่ก็รู้สึกเสียดายมันมิน้อย
ท้ายที่สุดแล้วถังหูลู่ไม้นี้ก็ต้องใช้เงินซื้อมาหากจะทิ้งก็เสียดาย
เขา...เขาเป็นเด็กที่หวงของกิน ดังนั้นจึงตัดสินใจทิ้งมิลง
หลินหร่วนเผยรอยยิ้มออกมาพลางส่ายศีรษะ จากนั้นก็อุ้มหลินซิ่วขึ้นมาเพราะว่าหลินซิ่วมิสามารถเดินไปด้วยกินถังหูลู่ไปด้วยได้
ตั้งแต่หลินซิ่วเติบใหญ่ขึ้นมา นี่เป็นคราแรกที่นางได้กินถังหูลู่ดังนั้นนางจึงค่อย ๆ เลียมันอย่างระมัดระวัง ดูเหมือนว่านางมิค่อยกล้ากินสักเท่าใดนัก
“เด็กน้อย เจ้าต้องอ้าปากแล้วกัดมันเข้าไปเลยอย่ามัวเสียดายอยู่อย่างนั้นเลย”
หลินซิ่วยังคงรู้สึกลังเล “ท่านพี่ มันอร่อยมากเลยนะหากข้ากินจนหมดก็คงมิมีให้กินอีกแล้ว”
“หากมันหมดก็แค่ไปซื้อใหม่เจ้ากัดคำโต ๆ ไปเลย”
นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป นางจะต้องหาเงินไว้เยอะๆ เพื่อสนับสนุนหลินซิ่ว นางจะต้องกลายเป็นสาวน้อยบ้านนาที่มีความใจกว้าง
เมื่อหลินซิ่วได้ยินดังนั้นนางจึงรวบรวมความกล้าขึ้นมา จากนั้นก็อ้าปากแล้วกัดถังหูลู่คำโต
ทว่าปากของนางค่อนข้างเล็ก ดังนั้นนางจึงกัดได้เพียงแค่ครึ่งเดียว
รสชาติหวานซ่อนเปรี้ยวผสมกันอยู่ในปากของนาง หลินซิ่วมีความสุขจนตาหยี
“ท่านพี่กินด้วยกันสิ”
หลินซิ่วนำเอาถังหูลู่มาจ่อที่ปากของหลินหร่วน
หลินหร่วนกัดถังหูลู่หนึ่งคำอย่างมิค่อยเต็มใจเท่าใดนัก
พ่อค้าหาบเร่ผู้นั้น ซื่อสัตย์เป็นอย่างมากเซียงจาด้านในเม็ดใหญ่เป็นอย่างมาก แก้มของหลินหร่วนพองขึ้นมาน้ำตาลที่เคลือบถังหูลู่เอาไว้แตกออก ทำให้ได้ลิ้มรสเนื้อเซียงจา เมื่อกัดเข้าไปคำแรกก็รับรู้ได้ถึงรสเปรี้ยวจนตาหยี
หลินซิ่วขันกับท่าทางของนาง
หลินหร่วนกลืนถังหูลู่ลงไป จากนั้นก็ใช้นิ้วจิ้มที่ใต้จั๊กแร้ของหลินซิ่วทั้งสองข้าง
หลินซิ่วรู้สึกจั๊กจี้ ดังนั้นนางดิ้นขลุกขลักไปมาอยู่ในอ้อมแขนของหลินหร่วน
พี่น้องทั้งสองคนหัวเราะเสียงดัง หลินหานที่เดินตามหลังในปากของเขาก็มีถังหูลู่อยู่เช่นกัน
หลินหร่วนขึ้นไปบนภูเขาทุกวัน วันละหนึ่งครา นางมิได้ไปเก็บองุ่นหรือล่าสัตว์ป่าทว่าไปพัฒนาพลังวิเศษของนางต่างหากเล่า
นางมีแม่เสือกับลูกเสืออยู่ข้างๆ นางใช้พลังวิเศษของนางวันละสองครา แม้ว่าความสามารถของนางจะยังมิฟื้นคืนมาก็มิเป็นไรเพราะแม่เสือกับลูกเสือมักจะส่งนางลงมาจากภูเขาอย่างปลอดภัย
ไม่กี่วันต่อมา พลังวิเศษของหลินหร่วนก็พัฒนาขึ้นมามิน้อยเลยทีเดียว
ณ สวนหลังบ้าน สตรอว์เบอร์รีออกผลอย่างน่าอัศจรรย์ใจเพียงแค่มิกี่วัน กิ่งก้านของมันก็เต็มไปด้วยผลสีแดงสด
กลิ่นของมันดึงดูดนกที่อยู่บนภูเขามาที่นี่
หลินหานกับหลินซิ่วยืนอยู่ข้างแปลงสตรอว์เบอร์รีพวกเขามีหน้าที่เฝ้ามิให้นกบินลงมา
หลินซิ่วเป็นเด็กตะกละ เมื่อนางเห็นว่าสตรอว์เบอร์รีสุกแล้วนางก็เอาแต่รบเร้าไปสวนหลังบ้าน
เจ้าเด็กผู้นี้ตะกละเกินไปแล้ว
ดังนั้นหลินหร่วนหยิบชามใบใหญ่ให้หลินหานไปเก็บสตรอว์เบอร์รีที่สวนหลังบ้านทว่าหลินหานกลับส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน
“มิได้สตรอว์เบอร์รีมีราคาแพง พวกข้ากินมิลงหรอก”
สตรอว์เบอร์รีชั่งละหนึ่งตำลึง หากกินเข้าไปหนึ่งลูกต้องเสียเงินไปเท่าใด ข้ามิกินสตรอว์เบอร์รี เพราะว่ามันเป็นเงิน !
หลินหร่วนถลึงตาใส่เขา “ก็แค่สตรอว์เบอร์รีเท่านั้นมิใช่หรือมันมิได้มีค่าอันใด พวกเจ้ากินเถิด หอจุ้ยเซียนจะรับซื้อครั้งละยี่สิบชั่งเท่านั้นพวกเขารับมิมาก หากพวกเจ้ามิกิน พวกเจ้าจะปล่อยให้นกมากินหรือจะปล่อยให้มันเน่าไปทั้งอย่างนั้นน่ะหรือ”
หลินหานเป็นคนโง่เขลา เมื่อเขาได้ยินดังนั้น จึงกัดฟันแล้วเดินไปยังแปลงสตรอว์เบอร์รี
หลินซิ่วก็เดินตามเขาไปเช่นกัน
เมื่อกลับมาอีกครา หลินหานเก็บสตรอว์เบอร์รีกลับมาจนเต็มถ้วย
นางใช้พลังวิเศษเร่งการเจริญเติบโตของสตรอว์เบอร์รีดังนั้นทุกลูกจึงมีขนาดเท่ากันทั้งหมด หลินหานต้องการเลือกลูกที่มิค่อยสวยทว่ามันแทบจะมิมีเลย
หลินหร่วนตักน้ำใส่ชาม นำสตรอว์เบอร์รีใส่ลงไปล้างพวกมันเล็กน้อย จากนั้นก็หยิบออกมาใส่อีกชามแล้วนำไปวางไว้บนโต๊ะ
ในที่สุดพวกเขาก็มีโต๊ะกินข้าวเสียที
ตอนที่สร้างกำแพงบ้าน หลินจงขอให้ชาวบ้านช่วยทำโต๊ะกินข้าวให้พวกนางโต๊ะกินข้าวมิได้มีขนาดใหญ่มากนัก สามารถนั่งได้เพียงสี่คนเท่านั้น ทว่าแค่นี้ก็เพียงพอสำหรับพี่น้องทั้งสามแล้ว
หลินซิ่วจ้องมองไปยังโต๊ะกินข้าวพลางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่จากนั้นนางก็เงยหน้าขึ้นมาแล้วเอ่ยว่า “ท่านสาว เรียกท่านพ่อมาได้หรือไม่ ?ข้าอยากให้เขาได้ลองชิมสตรอว์เบอร์รี”
หลินหานเม้มปากแน่น มิได้เอ่ยอันใดออกมา
หลินหร่วนพยักหน้ารับพร้อมกับเอ่ยขึ้นมาว่า“ได้สิ แต่จะเรียกเยี่ยงไรเล่า ? หากไปเรียกแล้วหวังซื่อติดตามมาด้วยจะทำเยี่ยงไร? ”
เมื่อหลินซิ่วได้ยินคำว่าหวังซื่อ สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันใด
ท่านพี่เคยกล่าวว่า...เรื่องในบ้านนอกจากพวกเราสามคนแล้วห้ามให้ผู้อื่นรู้โดยเด็ดขาด โดยเฉพาะนางหลินกับหวังซื่อ
นางยังจำมันได้ดี
พี่สาวลูบศีรษะของนางอย่างเบามือ“พวกเรากินมันก่อนเถิด สตรอว์เบอร์รียังมีอีกมากโข ค่อยเก็บไว้ให้ท่านพ่อแล้วค่อยเรียกเขามาวันหลัง”
หลินซิ่วทำได้เพียงพยักหน้ารับเท่านั้น
หลินซิ่วอารมณ์ดีขึ้นมาทันใด หลังจากที่นางได้กินสตรอว์เบอร์รีรสชาติของมันยอดเยี่ยมยิ่ง ดูเหมือนว่าเด็กน้อยจะลืมเรื่องท่านพ่อของนางไปแล้ว บัดนี้ในใจของนางเต็มไปด้วยความสุข