บทที่ 3 ปะเหลียนเอสคอร์ท VS ดิ อาย
ณ ลานกว้างแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงเรียนช่างแห่งเดียวของเมืองปะเหลียน บัดนี้มีกลุ่มวัยรุ่นวัยฉกรรจ์รวมตัวกันเป็กองทัพราวหกสิบคน แต่ละคนสวมเสื้อช็อปสีดำถืออาวุธกันครบมือ ทั้งไม้คมแฝก มีดดาบ โซ่ และท่อนเหล็กเต็มไม้เต็มมือกันทุกคน สายลมพัดพริ้วมาเป็ระยะ ๆ เปิดชายเสื้อช็อปกระพือตามกระแสลม ทำให้เห็นอาวุธปืนที่เหน็บกางเกงอยู่ด้านหลังของเด็กบางคน ครู่หนึ่งก็มีวัยรุ่นสองคนขับรถมอเตอร์ไซค์รุ่นฮอนด้าเวฟสีดำแดงแต่งซิ่งเข้ามาในกลุ่ม คนที่ซ้อนท้ายะโลงจากรถแล้ววิ่งไปหาชายร่างใหญ่ผิวดำที่นั่งหยิบขนมเข้าปากอยู่บนโต๊ะ ซึ่งมีกลุ่มวัยรุ่นวัยฉกรรจ์ล้อมรอบตัว
"พวกมันมากันแล้วครับลูกพี่!"
ชายคนนี้ยิ้มมุมปาก มือหยิบขนมโยนขึ้นไปบนอากาศแล้วอ้าปากรับ "กล้าเหมือนกันหนิ.."
"ระวังพวกนี้ไว้บ้างก็ดีนะแดง" ทิม เด็กหนุ่มหน้าหล่อหันไปเตือนเพื่อนอีกครั้ง
"มึงยังกังวลเื่นี้อยู่อีกเหรอทิม...ถ้ามึงกลัวมึงก็กลับไปซะ!"
ในเมื่อเตือนแล้วเพื่อนไม่ฟัง ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้ว เขาเลือกที่จะหันหลังเดินออกจากจุดนี้ไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
ไม่นานก็มีกลุ่มเด็กวัยรุ่นอีกกลุ่มปรากฏตัวเต็มหน้าประตูรั้วของลานกว้างแห่งนี้ แต่ละคนสวมชุดนักเรียนเสื้อขาวกางเกงดำกันทุกคน แต่ละคนถือไม้คมแฝกกับท่อนเหล็กเพียงเท่านั้น ไม่มีใครถืออาวุธมีดดาบกันเลยสักคน แถวหน้าของวัยรุ่นกลุ่มนี้มีชายห้าคนนำทัพเดินเข้ามา บัดนี้วัยรุ่นทั้งสองกลุ่มยืนเผชิญหน้ากันอยู่ พอเทียบกันแล้ว ฝั่งเด็กช่างมีกันเยอะกว่า เรียกได้ว่าครึ่งต่อครึ่งเลยก็ว่าได้ มองยังไงฝั่งนักเรียนขาสั้นเสียเปรียบเห็น ๆ หากเป็เช่นนี้พวกเขาจะสู้ยังไงก็ไม่มีทางชนะได้อย่างเด็ดขาด แต่พอดูสีหน้าของนักเรียนกลุ่มนี้แล้ว ไม่มีใครหวาดหวั่นเลยสักคน ต่างมีจิตใจที่เข้มแข็งสู้ขาดใจกันทุกคน
แดง หัวหน้าแก๊งดิอายเดินออกมาจากกลุ่มแล้วยืนอยู่ตรงหน้าของอีกฝั่ง ใบหน้ายิ้มอย่างมั่นใจแล้วพูดออกไปเสียงเข้มดุดัน "คนไหนที่ชื่อกริ้นท์!"
"เราเอง...กริ้นท์ หัวหน้าแก๊งปะเหลียนเอสคอร์ท" เด็กหนุ่มที่ยืนตรงกลางของแกนนำทั้งห้าคนก้าวขาออกมายืนประชันหน้ากับอีกฝ่าย
"เรา เราเหรอ? .." แดงพูดเหยียดหยาบคนที่ยืนเผชิญหน้าอยู่ "พูดเพราะจังนะมึง...กลับไปกินนมแม่มึงดีกว่าไป๊..!"
ฝั่งเด็กช่างก็โห่ร้องกันสนั่น บางคนก็เย้ยหยันต่อมาจนแบงค์ทนไม่ไหวก้าวขาออกมา แต่ถูกธีดึงแขนไว้ เขาส่ายหน้าเป็สัญญาณให้แบงค์อย่าทำอะไรโผงผางออกไป
"งั้นเหรอ..." กริ้นท์ก้มหน้าพึมพำออกไป มุมปากมีรอยยิ้มพิลึกจนเสียวซ่านไปถึงสันหลัง ดูแล้วเยือกเย็นอย่างแปลกประหลาด
ตู้มม!!
ไม่ทันได้ตั้งตัว กริ้นท์ตบคนที่กำลังหยามตัวเองจนล้มคว่ำลงไปนอนกองอยู่กับพื้น แค่เสียงก็รู้แล้วว่ามือหนักขนาดไหน ไม่กรามหักก็กินข้าวไม่ได้ไปเป็เดือน
ลุยย
เสียงะโดังลั่นมาจากฝั่งแก๊งปะเหลียนเอสคอร์ททันทีที่กริ้นท์เปิดฉากตะบันหน้าอีกฝ่าย ฝั่งแก๊งดิอายก็ถอยล่นไปทีละน้อยตามแรงกดดันของฝั่งศัตรู ต่างฝ่ายต่างไล่บี้กันอย่างหนัก เสียงไม้กระทบกัน เสียงเหล็กกระทบกันจนดังก้องอยู่ในหู ดูจากมุมบนแล้วเหมือนกองทัพมดกำลังบดขยี้กันอยู่ยังไงยังงั้น
แบงค์ะโหมุนตัวเตะกรามศัตรูจนล้มคะมำไปทีละคน ๆ แล้วพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ ด้วยความที่จุลมุนวุ่นวาย แบงค์ก็เสียท่าถูกอีกฝ่ายถีบจนล้มไปเหมือนกัน แต่เขาก็ผลักตัวขึ้นมาทันทีเพื่อไม่ให้ตนถูกเหยียบจากการพุ่งเข้าใส่กันทั้งสองฝ่าย
แจ็คก้มหลบไม้คมแฝกที่ศัตรูขว้างมา ระหว่างนั้นก็ถูกชนจนตนครูดไปกับพื้น เขาเกาะขาของคนที่สู้กันอยู่ตรงนั้นแล้วดึงให้อีกฝ่ายล้มลงเพื่อเป็แรงผลักให้ตนเองลุกขึ้นมาได้โดยไม่เสียเปล่า จากนั้นก็เดินลุยตะบันหน้าอีกฝ่ายทีละคน ๆ จนล้มพับไปเป็แถม
ท็อปเห็นธีพลาดท่ากำลังถูกศัตรูง้างมีดแทง เขาเลยพุ่งไปอย่างรวดเร็วะโถีบข้อมือของชายคนนั้นจนมีดกระเด็นออกไปไกล
ป้างง!!
ท็อปตบชายคนนั้นจนหน้าสะบัดหงายหลังไป จากนั้นเขาก็ยื่นมือก้มลงไปฉุดดึงธีลุกขึ้นมา
"ขอบใจ"
"ไม่เป็ไร" พูดจบเขาก็พุ่งเข้าหาศัตรูต่อไปอย่างไม่หวาดหวั่น ธีหมุนตัวสาดข้อศอกอย่างต่อเนื่องราวกับกงจักรยังไงยังงั้น
"ปั๊ก...ปั๊ก..ปั๊ก ๆ" เสียงข้อศอกกระแทกกรามของคนในระยะใกล้เคียงไปเรื่อย ๆ จนคนที่สังเกตเห็นต้องะโหลบไปทีละคนเพื่อเอาตัวรอดไปให้ได้ ไม่ว่าใครที่โดนเข้าไปเป็ต้องนอนนิ่งไปทุกราย ด้วยความคมของข้อศอกแม้คนที่ถึกแค่ไหนก็สะดุ้งได้เหมือนกัน
บัดนี้กริ้นท์ได้เปลี่ยนไปเป็คนละคนแล้ว เขานิ่งอย่างเยือกเย็นเดินหน้าตบศัตรูอย่างต่อเนื่อง ซ้ายที ขวาที จนอีกฝ่ายล้มพรวดเดียวไปเป็แถบ ฝั่งศัตรูเริ่มใจไม่ดี เห็นพรรคพวกตนเองล้มหายไปทีละคนจนตอนนี้เหลือกองกำลังใกล้เคียงกับอีกฝ่ายแล้ว เป็เื่ที่น่าเหลือเชื่อมาก แม้ฝั่งแก๊งปะเหลียนเอสคอร์ทจะมีจำนวนคนน้อยกว่า แต่กลับสู้ขาดใจไม่กลัวแม้แต่อาวุธและจำนวนกองกำลังที่มากกว่าเลยแม้แต่น้อย กลับไล่ต้อนอีกฝ่ายจนตอนนี้เหลือจำนวนคนใกล้เคียงกันได้ เห็นได้ชัดว่าฝั่งพวกกริ้นท์เหนือชั้นกว่าอย่างชัดเจน เด็กหนุ่มคนหนึ่งหันไปเห็นหัวหน้าของตนเองนอนตาเหลือกน้ำลายฟูมปากอยู่บนพื้นหญ้า ตามเนื้อตัวมีรอยเท้าเปื้อนไปทั่วทั้งร่าง เขารู้ได้ทันทีว่าหัวหน้าไม่ได้โดนรุมกระทืบ แต่หัวหน้าถูกใครต่อใครเหยียบจากความชุลมุนหลังจากที่โดนกริ้นท์ตะบันหน้าเอา ถือเป็เื่ที่หน้าสมเพชมากสำหรับแดง ดูเป็คนดุดัน ไม่ว่าใครต่อใครต้องกลัว แต่บัดนี้เขากลับเสียท่าอย่างง่ายดายโดยที่ไม่ได้สู้เลยแม้แต่น้อย
"หัวหน้าพลาดท่าเสียทีให้กับศัตรูแล้ว!"
ทันทีที่ได้ยินเสียงะโของเด็กหนุ่ม ทุกคนหยุดสู้รบในกระทันหัน ต่างหันไปมองต้นตอของเสียง เห็นแดง หัวหน้าแก๊งดิอายนอนอย่างหมดสถาพ กำลังใจฝั่งศัตรูหล่นฮวบใจเสียไปตาม ๆ กัน และวินาทีนั้น...!!
ปังง!!
เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ทำให้ฝั่งแก๊งปะเหลียนเอสคอร์ทหมอบกันไปเป็แถบ จากนั้นฝั่งศัตรูก็ช่วยกันลากหัวหน้าของตนถอยห่างออกไป
"ถอย...ถอย"
ด้วยเหตุนี้ฝั่งแก๊งปะเหลียนก็กดดันต่อไปอย่างไม่ลดละ ทำให้ฝั่งตรงข้ามล่าถอยอย่างต่อเนื่องและไม่คิดที่จะสู้อีกต่อไปแล้ว จนมีเสียงหนึ่งดังขัดขึ้นมา
"หยุด!! ไม่ต้องตาม"
นั่นก็คือเสียงของกริ้นท์นั่นเอง แบงค์กวาดตามองไปรอบ ๆ เห็นฝ่ายศัตรูทยอยออกไปเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงแค่ฝั่งตนเอง เขาเลยะโออกไปเสียงดัง
"ชนะแล้ว! ชัยชนะเป็ของเราแล้ว..!!"
ทุกคนโห่ลั่นด้วยความดีใจ บางคนทิ้งอาวุธแล้วะโกอดกันอย่างโล่งอก กริ้นท์ล้มตัวลงนั่งคุกเข่า หน้าก้มมองพื้นหญ้าที่เขียวชอุ่ม และแล้วเข้าก็ถอนหายใจออกมา
"โล่งอกไปที..!"
เพื่อน ๆ ที่เป็แกนนำต่างล้อมเข้ามารอบตัวหัวหน้า แบงค์คุกเข่าขาตั้งชันขึ้นมาข้างหนึ่ง มือขวาแตะบ่าเพื่อนแล้วเอ่ยออกไป
"เราชนะแล้ว.."
"คิดว่าจะพาพวกเราไปตายกันหมดแล้ว"
เสียงอู้อี้ของกริ้นท์ฟังออกเลยว่าเขากำลังโล่งอกโล่งใจมากแค่ไหน แจ็คแตะบ่าเพื่อนอีกข้างแล้วกล่าวเสริมมา
"ไม่มีใครเสียใจภายหลังจากการตัดสินใจของนายหรอกนะ ทุกคนตั้งใจร่วมหัวจมท้ายกับพวกเราแล้ว พวกเขาก็พร้อมเผชิญไปกับนายทุกหนทุกแห่งโดยไม่มีใครมาเสียใจภายหลังอยู่แล้ว"
จากคำพูดของเพื่อนทำให้กริ้นท์สบายใจขึ้นมาได้ แล้วยื่นแขนไปจับมือกับแจ็คเพื่อให้แจ็คดึงขึ้นมา ตอนนี้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปจากเดิมแล้ว หลังจากที่เยือกเย็นไประยะเวลาหนึ่ง เรียกได้ว่าเปลี่ยนไปเป็คนละคนเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้เห็นสีหน้าของกริ้นท์ตอนนั้นเป็อันเสียวซ่านสันหลังไปทุกคน เนื่องจากเขานิ่งดูเยือกเย็นจนน่ากลัว ผิดกับตอนปกติที่ไม่ได้ต่อสู้เลย
พอดูตอนนี้แล้วฝ่ายพวกกริ้นท์ก็เจ็บกันไม่น้อยเลยเหมือนกัน ต่างสะบักสะบอมเืเต็มตัวกันไป แต่ทุกคนสามารถลุกขึ้นมาได้ ถือว่ายังไม่น่าเป็ห่วงเท่าไหร่นัก หลังจากนี้พวกเขาก็แยกย้ายกันไปรักษาตัวต่อที่บ้านของตน เพราะไม่มีใครเจ็บหนักสาหัสขึ้นขั้นต้องไปโรงพยาบาลเลยสักคน
มุมมืดของห้องน้ำชายที่อยู่ติดกำแพงของลานกว้างแห่งนี้ บัดนี้มีใครคนหนึ่งยืนมองออกไปยังสนามหญ้าที่เพิ่งมีศึกเกิดขึ้น เขาเป็ชายสูงประมาณ 170 ร่างไม่ได้ใหญ่มากนัก สวมฮู้ดสีดำคลุมหัวปกปิดใบหน้าไว้ มีแค่รอยแผลเป็ใหญ่ ๆ ตรงกรามด้านขวาที่มองเห็นได้ชัด
"แพ้งั้นเหรอ...หึ..หึ ๆ"
เสียงแ่เย็นของเขาดังออกมาน่าขนลุก มือสองข้างของเขาล้วงลงไปในกระเป๋าเสื้อฮู้ดแล้วเดินจากไป
ณ โรงพยาบาลปะเหลียน ห้องผู้ป่วยรวมตอนนี้เต็มไปด้วยแกนนำของแก๊งดิอายที่นอนซมอยู่บนเตียง มีแค่ทิมคนเดียวที่ไม่ได้สวมชุดคนไข้ เนื่องจากเขาไม่ได้าเ็อะไรเลย เพราะเขาไม่ได้ร่วมศึกในครั้งนี้ด้วย สายตาของเขาจ้องมองแดงที่นอนอยู่บนเตียงอย่างอับอาย เขาเคยเตือนแล้วแต่แดงไม่ฟังเลย แล้วตอนนี้เป็ไง..แม้แต่หน้าพวกพ้องตัวเองแดงยังไม่กล้ามองเลย เพราะเขารู้สึกอับอาย ไม่ทันได้สู้เลยสักนิดแดงก็ล้มลงไปนอนหมดสภาพแล้ว เสียชื่อของชายดุดันไปหมดเลย
"เป็ไงบ้างแดง" ทิมถามอย่างอดห่วงไม่ได้ ผิดกับที่คิดไว้เลย แดงคิดว่าทิมน่าจะมาสมน้ำหน้าเขา แต่ไม่ใช่...ทิมกลับถามอย่างเป็ห่วงเป็ใยเสียอีก แดงรู้สึกผิดที่เคยพูดไม่ดีกับทิม แต่แดงไม่อยากเสียหน้า เลยแข็งใจพูดใส่ทิมอย่างหยาบคาย
"ไม่ต้องมายุ่ง! มึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับแก๊งดิอายแล้ว และกูไม่้าใช้ประโยชน์มึงอีกแล้ว มึงกลับไปเลย!!"
ความจริงในใจเขาก็ไม่ได้้าพูดแบบนั้นหรอก แต่เขารับไม่ได้ที่ตนเองเคยพูดไม่ดีไว้กับทิม ความจริงทิมควรโกรธเขามากกว่า ไม่ควรมาสงสารเขาเลย และเขาก็ตัดสินใจแล้ว ไม่อยากให้ทิมต้องมาเสียคนเสียโอกาสอยู่กับคนที่โง่เขลาเช่นเขาอีกแล้ว
"มึงมองกูเป็แค่ตัวใช้ประโยชน์งั้นเหรอ กูคิดว่ากูเป็เพื่อนมึงเสียอีก"
"เพื่อนเหรอ...กูแค่ใช้ประโยชน์จากมึงเท่านั้น" แดงพูดโดยที่ไม่หันไปมองหน้าทิมเลย ถึงแม้ใจเขาไม่ได้้าพูดแบบนั้นเลยก็ตาม
ราวกับิญญาหลุดออกจากร่างกายทันทีที่ได้ยินคำย้ำชัดของแดง เขารู้สึกว่าตัวเองโง่เขลาสุด ๆ ที่มาเสียเวลาอยู่กับคนพันนี้ ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะเป็เพียงแค่เครื่องมือให้กับคนอื่น เขาก้มหน้าเดินคอตกออกจากห้องนี้ไปอย่างว่างเปล่าสุด ๆ แดงก็แข็งใจไม่หันไปมองเลย แต่ในใจทั้งรู้สึกผิดและรู้สึกเสียดายที่เสียคนดี ๆ อย่างทิมไป และแล้วน้ำตาก็หลั่งออกมาอาบแก้ม พอรู้ตัวก็รีบหยิบผ้าห่มขึ้นมาซับน้ำตา ไม่คิดเลยว่าชายดุดันเช่นเขาจะร้องไห้เพราะคำว่าเพื่อน นานเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่ได้ร้องไห้ออกมา จำได้ว่าครั้งสุดท้ายก็ตอนสี่ขวบ จนตอนนี้ก็ผ่านมายี่สิบสองปีแล้ว
ทิม หรือ อภิชาติ เตยะสิทธิ์ อายุ 19 ปี เดิมทีเขาเป็คนขี้กลัวและเข้ากับคนได้ยาก เลยเป็เหตุให้ถูกกลั่นแกล้งมาโดยตลอด จนเขาอายุ 16 ก็เข้าเรียนโรงเรียนช่างแห่งหนึ่งในเมืองปะเหลียนตามความ้าของพ่อ ด้วยความที่เข้ากับคนได้ยากของเขาก็หนีไม่พ้นจากคำว่าโดนกลั่นแกล้ง ทุกวันที่ไปเรียนไม่มีวันไหนที่ไม่ถูกแกล้งเลย จนได้มาเจอกับแดง เขาคิดว่าแดงเป็คนที่ไม่ได้เื่เลย เอาแต่ทะเลาะวิวาทไปวัน ๆ ทั้งยังเรียนซ้ำชั้นอยู่ห้าปีเต็ม ไม่คิดที่จะกลับตัวตั้งใจเรียนเลย แต่ถึงจะเกเรยังไงก็ตามเขาก็ยังมีส่วนดีอยู่ ส่วนนั้นเป็สิ่งที่ทำให้ทิมหันมานับถือแดงเป็ที่สุด เพราะแดงได้ช่วยเขาไว้จากการถูกกลั่นแกล้งของเด็กในโรงเรียน และรับเข้ามาอยู่ในกลุ่ม เขาก็ไม่ถูกใครแกล้งอีกเลย ด้วยเหตุนี้ทำให้ทิมเปลี่ยนใจหันมาช่วยเหลือแดงทุกสิ่งอย่างเต็มใจ และคิดว่าเป็เพื่อนรักมาจนถึงทุกวันนี้
••••• จากนักเลงสู่มาเฟีย •••••