สัตว์อสูรประเภทิญญาชีวิน และสัตว์อสูริญญาเวททั้งสองประเภท
หากว่าพวกมันมีชีวิตที่สามารถอยู่รอดได้อย่างยาวนานจนกระทั่งอายุขัยก็เพิ่มขึ้นเกินหนึ่งพันปี และมีความสามารถทำให้เกิดการวิวัฒน์ทางสติปัญญาของตนให้สูงขึ้นได้นั้นจะทำให้มันพูดภาษามนุษย์ได้อีกด้วยซึ่งบางชนิดยังสามารถกลายร่างให้เป็มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบได้อีกต่างหาก!
แต่ทว่าก็ยังมีอีกหนึ่งประเภทที่ถูกแยกออกไป
นั้นก็คือ ‘สัตว์อสูริญญาทั่วไป’ เืของมันจะเป็‘สีเขียวเข้ม’ มีแก่นผลึกิญญาธาตุอสูรด้วยเช่นกันทว่าหลังจากที่มันตกตายไปแล้ว แก่นผลึกที่สะสมพลังปราณิญญา จะสลายหายไปในทันทีจึงไม่สามารถที่จะนำมาบ่มเพาะพลังปราณิญญาได้ แต่ลำดับขั้นของความแข็งแกร่งก็แบ่งแยกเหมือนกันกับสัตว์อสูริญญาทั้งสามประเภท มันไม่ได้มีความดุร้ายอะไรมากมายนักแต่มีความมหัศจรรย์ลึกลับอยู่ในตัว
และส่วนข้อดีของพวกมันก็คือ สัตว์อสูริญญาจำพวกนี้ มันมีความเร็วเป็เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เหนือล้ำเกินระดับขั้นพลังของมันและมักจะถูกนำไปใช้เป็แค่พาหนะในการเดินทางเพียงเท่านั้น หรือนำมาใช้ในการศึกาที่สำคัญซึ่งส่วนมากที่พบเห็นอยู่บ่อยๆ นั้นก็คือ ‘อาชา์’ ความเร็วและความแข็งแกร่งของมันเริ่มนับั้แ่มีหนึ่งเขาโผล่ขึ้นมา จนกระทั่งถึงเก้าเขา
ซึ่งเขาของมันที่งอกออกมาสามารถแบ่งแยกตามอายุได้อย่างชัดเจน ซึ่งก็คือหากเขาแรกที่งอกออกมาอาชา์ตัวนั้นก็จะมีอายุครบหนึ่งพันปี และอีกพันปีต่อจากนี้เขาที่สองก็จะงอกออกมาเพิ่มจนกระทั่งถึงแปดพันปีเขาทั้งแปดก็งอกครบถ้วนบริบูรณ์
หลังจากนั้นจะถึง่เวลาที่มันเริ่มจำศีลอย่างยาวนานโดยกินเวลาไปอีกสองพันปี และเมื่อครบกำหนดถึงหนึ่งหมื่นปีเต็มเขาที่เก้าก็จะงอกออกมาครบอย่างสมบูรณ์ แล้วกลายเป็ ‘อาชาปีก์’
หลังจากที่เฟยอวิ๋นฝึกฝนมาได้ครึ่งค่อนวันจากนั้นเขาก็ต้องฝึกฝนต่อเนื่องไปอีกสองชั่วยาม ซึ่งก็คือ เรียนรู้รูปแบบของการ ‘ฝึกประสานมือ’เพื่อทำสัญลักษณ์ในรูปแบบ ‘มุทรา’ ต่างๆโดยมีด้วยกันทั้งหมด ‘เก้ามุทราประสาน’ก่อนจะได้มีเวลาพักผ่อน
ซึ่งการฝึกทำสัญญาลักษณ์มือแบบนี้ท่านปู่ลียังไม่ได้อธิบายอะไรมากมายนัก เพียงแค่บอกกับเขาว่าต้องฝึกให้ชินเอาไว้ก่อนเพียงเท่านั้น และห้ามทำผิดพลาดแม้แต่เพียงเล็กน้อยเพราะหลังจากที่เขาทดสอบแล้ว หากว่ามันไม่มีข้อผิดพลาดอันใดเขาก็จะให้เฟยอวิ๋นฝึกอีกในขั้นต่อไปจากนี้
เฟยอวิ๋นเรียนรู้ และปฏิบัติตามที่ท่านปู่ลีสอนด้วยท่าทีมุ่งมั่นเคร่งครัดเป็อย่างมากถึงแม้ว่ามันจะทำให้เขารู้สึกตรึงเครียดมากขึ้นก็ตาม เพราะสิ่งเหล่านี้เขาล้วนเข้าใจได้ว่ามันจะมีประโยชน์อย่างมากมายมหาศาลกับเขาเป็อย่างยิ่งแน่นอนในอนาคตหากเมื่อถึงเวลานั้น ที่เขาสามารถได้ออกไปเผชิญโลกอันกว้างใหญ่ต่อจากนี้
เพราะโลกที่อยู่ภายนอก อะไรมันก็เกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดคิด ซึ่งเขาเองก็ยังไม่รู้จักมันเอาเสียเลยเพียงแค่ได้ดูแผนที่แผ่นใหญ่ ที่ถูกวาดขึ้นคร่าวๆ บนแผ่นหนังสัตว์บางชนิดและอ่านตำราถึงความเป็ไปของผู้คน รวมทั้งศึกษาภูมิศาสตร์เพียงเท่านั้น
ซึ่งหลายสิ่งหลายอย่าง ก็ล้วนแล้วแต่เป็สิ่งที่เขาอดแปลกประหลาดใจไม่ได้อยู่เสมอ นับั้แ่ที่ตื่นขึ้นมาจนกระทั่งเริ่มต้นในการใช้ชีวิต และเฟยอวิ๋นเองก็ไม่อยากตกตายอีกเป็ครั้งที่สองเพราะหากต้องตกตายลงในครั้งนี้ เขาเองก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่า จะได้ถือกำเนิดอีกหรือไม่หรือหากเกิดใหม่แล้วจะไปปรากฏ ณ ที่แห่งใดอีก
ที่บอกว่าโลกภายนอกนั้น
เพราะว่าในตอนนี้ เฟยอวิ๋นกำลังติดอยู่ในดินแดนที่เรียกว่า ‘ห้วงมิติเวลาดาราลี้ลับ’!!!
โดย ‘ห้วงมิติเวลาดาราลี้ลับ’ เกิดขึ้นมาครั้งแรกพร้อมกับโลกกลมใบนี้มันคล้ายกับว่าเป็โลกอีกใบหนึ่ง ทว่ากับมีขนาดเล็กกว่าและไม่ได้มีรูปร่างเป็แบบทรงกลม แต่ดูคล้ายกับแบนราบเหมือนถูกตัดแบ่ง ซึ่งมีดินแดนอาณาเขตกว้างใหญ่แตกต่างกันออกไปโดยโลกใบเล็กนี้ดูซ่อนเร้นลี้ลับเป็อย่างมาก กระทั่งกระจายซุกซ่อนอยู่ไปทั่วสารทิศ
และยังไม่มีผู้ใดสามารถรับรู้ได้ว่ามันมีอยู่จำนวนมากน้อยเท่าไหร่กันแน่? และแต่ละแห่งนั้น ก็ไม่รู้เช่นกันอีกว่ามีผู้ยึดครองไปแล้วหรือยัง? บางแห่งอาจจะมีพวกเผ่าพันธุ์มาร หรือเผ่าพันธุ์อื่นๆซึ่งเป็อันตราย กระทั่งพยายามคุกคามการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์บางเผ่าอาจเป็ไปได้ว่ากำลังเตรียมตัวรอคอยมาอย่างยาวนานหมายมาดว่าจะยึดครองโลกใบนี้ก็เป็ได้ โดยที่มนุษย์เองก็ยากจะคาดเดาถึงการมีอยู่ของพวกมัน
โดยแต่ละแห่งของโลกใบเล็กอย่าง ‘ห้วงมิติเวลาดาราลี้ลับ’
มันมี่เวลาอันแสนอัศจรรย์อย่างมากซึ่งแตกต่างจาก่เวลาบนโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
อย่างเช่นว่าสถานที่ที่เฟยอวิ๋นกำลังฝึกฝนวิชายุทธ์ต่างๆ อยู่ภายใน ณ เวลานี้ ่เวลา ‘หนึ่งปี’ที่เขาฝึกฝนอยู่ด้านในโลกใบเล็ก จะเทียบเท่ากับเวลาอันยาวนานถึง ‘ยี่สิบปี’ ที่อยู่ภายนอกของโลกใบนี้เลยทีเดียว!
แต่ทว่าบางดินแดน ก็มี่เวลาที่ไม่เท่ากัน บางแห่งที่อยู่ภายในห้วงเวลานั้นหนึ่งปีภายนอกอาจจะแค่สามปี หรือไม่ก็ห้าปี บางแห่งอาจสิบปี สามสิบปีหรือแม้กระทั่งยาวนานถึงร้อยปีก็ยังมี!
และแล้ววันเวลาก็ไม่เคยรอคอยใครเสมอ แต่จะทำเช่นไร?เพื่อจะฉกฉวยโอกาสอันดีนั้นเอาไว้กับตัวเอง
เฟยอวิ๋นสีหน้ามืดทะมึนหมองคล้ำเป็อย่างมากเขามองดูแท่งโลหะสีแดงที่ร้อนแรงราวกับเพลิงลาวาซึ่งตอนนี้มันกำลังแทบจะแผดเผาตัวเขาเองให้มอดไหม้ พลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อเม็ดเท่าถั่วเขียวที่ไหลอาบบนใบหน้า“ข้าต้องเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้มากที่สุด และข้าจะต้องทำมันให้ได้หากข้าล้มเหลว ข้าจะลุกขึ้นสู้และฝึกฝนมันต่อไป เพราะโลกใบนี้แม่งอยู่ยาก!”เฟยอวิ๋นเอ่ยพึมพำให้กำลังใจกับตัวเอง ก่อนจะกัดฟันกรอด ยกค้อนอันหนักอึ้งทุบสุดแรงเกิดลงไปที่แท่งโลหะสีแดง
ปัง!!!
เสียงค้อนขนาดใหญ่ทุบลงบนทั่ง ที่มันมีแท่งโลหะสีแดงวางรอดูร้อนรน
เฟยอวิ๋นทุบตีมันครั้งแล้วครั้งเล่า พับแล้วก็ตีไปอีกเรื่อยๆและเป็เช่นนี้มายาวนานกว่าหลายเดือนแล้วก่อนที่เขาจะทรุดลงนั่งด้วยความอ่อนระโหยโรยแรงในเวลาต่อมา“ทักษะการตีกระบี่แบบดั่งเดิม มันเป็เช่นนี้นี่เอง ฮ่าฮ่าฮ่า”เด็กหนุ่มพลางยิ้มแห้ง หัวเราะออกมาอย่างขมขื่น
เฟยอวิ๋นนำแท่งโลหะเพื่อมาหลอมกระบี่ แล้วขึ้นรูปหลอมตีตามรูปแบบที่ตัวเอง้าจนกระทั่งเขาเองต้องใช้เวลาวันแล้ววันเล่า มันก็ยังไม่เป็ที่พอใจชื่นชอบในสายตามากนักทำให้กระบี่มากมายที่เขาหลอมตีมาเนิ่นนาน ในตอนนี้มันแทบจะกลายเป็ูเาซากกระบี่ที่ถูกโยนทิ้งเกลื่อนกองอยู่ด้านหลัง
กระบี่หนึ่งเล่ม หลังจากที่หลอมตีเสร็จสิ้นไปอย่างตั้งอกตั้งใจเขาก็จะหน้าดำคร่ำเคร่ง พลางสาวเท้าเดินมาดูตำราหนังสัตว์เล่มหนา โดยที่ปกของมันเขียนเอาไว้ว่า‘วิถีพื้นฐานการหลอมศาสตราิญญา’อีกครั้ง
เพราะว่าที่เฟยอวิ๋น้ากระทำเช่นนี้ ถึงแม้เขาเองจะเป็คนที่มีความทรงจำเป็เลิศก็ตามทีถึงกระนั้นก็เพียงเพื่อทบทวนความทรงจำอีกครั้ง จนต้องทำให้มันซึมลึกลงไปยันถึงกระดูกและไหลเวียนไปพร้อมกับโลหิตทุกหยดในกาย ซึ่งท่านปู่ลี้าให้เขาฝึกฝนหนักเช่นนี้ก็เพื่อให้รู้จักความอดทน และเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของร่างกาย กระทั่งฝึกให้จิตใจสงบนิ่งมีสมาธิมั่น
เพราะตอนนี้ เฟยอวิ่นยังไม่ถึงขนาดที่จะใช้เตาหลอม ‘สุริยันนวะสูญ’!
“บัดซบ! แม่ง!...สงบนิ่งเหรอ! นิ่งกับผีอ่ะดิ...ทำยากชะมัดยาดยังขาดอีกตั้งหลายจุด ที่ข้าดูแล้วมันยังบกพร่องในการหลอมตีกระบี่” แต่ถึงจะบ่นโอดครวญมากแค่ไหนลำบากยากเข็นปานใด เขาก็จำต้องเข้าออกห้องนี้เพื่อฝึกการหลอมศาสตราอยู่ดี เฟยอวิ๋นเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยสูดหายใจเข้าลึกเพ่งมองผนังถ้ำหิน้าอย่างจนใจ เม็ดเหงื่อมากมายไหลอาบโชกชโลมไปทั่วทั้งร่างกายถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะตัดใจวางทุกอย่างลง แล้วพลางเดินจากไปอย่างเงียบๆราวกับว่าวันนี้เขาต้องยอมแพ้ต่อมันอีกครั้ง
แต่ทว่าหากหาเป็เช่นนั้นไม่ เพราะอีกไม่ถึงครึ่งชั่วยามต่อจากนี้ เขาต้องรีบไปอาบน้ำชำระร่างกายแล้วหลังจากนั้นก็จะเริ่มนั่งสมาธิฌาน เพื่อฝึกฝน ‘จิติญญาัั’ ให้มันแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นซึ่งในส่วนนี้ก็สำคัญยิ่งยวดอย่างมากเช่นกันสำหรับผู้บ่มเพาะ
เพราะการฝึกเช่นนี้มันหมายถึง การฝึกฝนให้ตัวเองสามารถรับรู้ความเคลื่อนไหวต่างๆที่อยู่รอบกายได้ดียิ่งขึ้น แม้กระทั่งยามที่เขาหลับตา ก็ยังสามารถรับรู้ถึงมดแมลงที่กำลังเดินอยู่ห่างออกไปหลายลี้ได้ และฝึกฝนเพื่อเพิ่มขยายขอบเขตจิติญญาััให้ขยายกว้างไกลมากขึ้นไปอีก จากจุดศูนย์กลางที่ตัวเองกำลังยืนอยู่ หรือแม้แต่กำลังนั่งสมาธิ
และข้อที่สำคัญมากที่สุดก็คือ ตาเฒ่าลีบอกว่า...มันสามารถใช้ขับเคลื่อนศาสตราิญญาได้ทุกประเภทและยังทำให้เขาสามารถรับรู้ได้ถึงภัยอันตราย ที่กำลังย่างกลายเข้ามาใกล้ หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่หมายจะคุกคามชีวิตอยู่รอบๆ ตัว กระทั่งยังต้องฝึกเพื่อสามารถแผ่ทะลวงขอบเขต เจาะลึกลงไปยังชั้นใต้ดินให้ได้ไกลอีกหลายลี้ด้วยเช่นกัน
เพราะถ้าหากจิติญญาััยิ่งแข็งแกร่งมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้บุคคลผู้นั้นควบคุมศาสตราิญญาได้ดีเท่านั้น และตระหนักรู้ตื่นตัวได้ดีกว่าคนอื่น กระทั่งเตรียมพร้อมในการเคลื่อนไหวได้ทันเวลาเพื่อหมายจู่โจมศัตรู หรือแม้แต่เตรียมตัวตั้งรับ รวมไปถึงหลบหลีกซ่อนตัวได้ทันเวลาท่วงทีหากว่าค้นพบเจอกับบุคคลที่แข็งแกร่งมากกว่าตน
การฝึกฝนหลากหลายรูปแบบที่ผ่านมา และทุกประเภทของการต่อสู้ จนกระทั่งเวลาได้ผ่านพ้นมานานหลายปี
จนมันทำให้เฟยอวิ๋นได้บ่มเพาะประสบการณ์สูงขึ้นเรื่อยๆ จิตใจของเขาก็ยิ่งมั่นคงสงบนิ่งกว่าแต่ก่อน
การฝึกสัญญาลักษณ์มือเพื่อทำ ‘เก้ามุทราประสาน’ ซึ่งเป็การทำมุทราแยกออกมาอีกชุด จากการทำฝึกทำมุทราอื่นๆ หรือการ ‘อ่านเขียนอักขระโบราณ’ซึ่งแม้แต่ผู้บ่มเพาะระดับสูงยังไม่อาจเข้าใจได้ในบางคนการจดจำลักษณะของสัตว์อสูริญญาทุกชนิด รวมไปถึงการปรุงโอสถทิพย์ต่างๆและการหลอมสร้างอาวุธทุกชนิด เฟยอวิ๋นล้วนจดจำ และทำมันได้อย่างดีเยี่ยมขึ้นเรื่อยๆ
ตอนเช้ามืดที่แสงสว่างยังโพล้เพล้ในของเช้าวันหนึ่งหิมะแรกเริ่มตกโปรยปรายลงมา นี้คือหนาวที่สามสิบของเฟยอวิ๋นที่อยู่ในห้วงมิติเวลาดาราลี้ลับ
กลางป่าเขียวชอุ่มหนาทึบ ที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนานาประเภท
เงาร่างสายหนึ่งพุ่งทะยานอยู่ในป่าทึบ ทะยานเหยียดอย่างรวดเร็วราวกับผีพุ่งใต้บางครั้งก็ทะยานพุ่งสูงขึ้นไปบนท้องฟ้าเป็ครั้งคราว ร่างของเขาหายวูบวาบทิ้งเอาไว้แค่เพียงเงาอันเลือนรางที่ยังคงติดตา
คนผู้นี้ใช้เคล็ดวิชาตัวเบา ‘เหยียบเมฆาท่องวายุ’ที่มันนับได้ว่าเป็เคล็ดวิชาขั้นสุดยอดของท่าร่าง และยังเป็วิชาตัวเบาเงาพราง ที่เป็เคล็ดท่าร่างอันดับหนึ่งในแผ่นดินปราณอรุณโดยไม่เป็สองรองใครอย่างแน่นอน ก่อนที่เงาร่างนั้น จะหยุดชะงักฝีเท้าลงตรงปากถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งมันมีความกว้างอยู่หลายจั้ง แล้วพลางหยิบผ้าสีดำทึบผืนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ก่อนที่จะผูกปกปิดดวงตาของตัวเองเอาไว้แน่นพร้อมกับสูดหายใจยาวลึก ก้าวเท้าย่างเดินไปด้านหน้าแ่เบา โดยสามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้เหมือนกับตาเห็นราวกับว่าผ้าสีดำผืนนั้น มันไม่มีประโยชน์อันใดเลย เกี่ยวกับการมองเห็นของเขาแม้แต่น้อยนิด
ทันทีที่ฝีเท้าของเขาหยุดลง เสียงลมหายใจทุ้มต่ำก็พลันสะท้อนก้องกังวานให้ได้ยินกระทั่งทะลวงลึกเข้าไปในจิติญญา ดังลอยเล็ดลอดออกมาจากปากถ้ำแห่งตรงหน้า และเมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่งก็มีเสียงฝีเท้าอันแ่เบาดังขึ้น ฟังดูแล้วไม่ต่างจากฝีเท้าของแมว ที่กำลังเดินย่องย่างอย่างเงียบเชียบ หากว่าเขาไม่มีจิติญญาััที่แข็งแกร่งแล้วล่ะก็ยากนักที่จะสามารถรับรู้ถึงภัยอันตรายอยู่ตรงหน้า
แต่ทว่าหลังจากสามลมหายใจผ่านไป พื้นแผ่นดินและก้อนหินโดยรอบ ดูเหมือนจะสั่นะเืเลือนลั่นขึ้นเล็กน้อยเมื่อยามที่เท้าทั้งสี่ได้แตะเหยียบลงบนพื้นแต่ละครั้ง พร้อมกับเสียงคล้ายของโครงกระดูกขนาดใหญ่หักลั่นดังติดตามมาและไอปราณิญญาที่เย็นเยียบราวกับความตาย ที่พวยพุ่งแผ่กระจายออกมาจากปากถ้ำเบื้องหน้าก็ได้เริ่มคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ
.
.
.
.
.
………………………………
“เรามาเริ่มยกที่สามกันเถอะ”