ประตูบานใหญ่ประกอบเข้ากับกำแพงหินสูงตระหง่าน เหนือบานประตูมีป้ายข้อความเขียนว่า “หมู่บ้านฝึกยุทธ” สายลมเย็นพัดเอื่อยๆ ปะทะหน้าสองหนุ่มสาว ทำให้คลายจากความเหน็ดเหนื่อยที่พวกเขาเดินมาจนถึงหน้าประตูทางเข้าหมู่บ้านนี้
ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก มีเสียงของชายหนุ่มพูดออกมาว่า “เชิญทั้งสองท่านที่หอคัมภีร์”
เทพเทพามองไปทางต้นเสียงแล้วกล่าวกับชายผู้นั้นว่า “อ้าวหนุ่ย นายมาได้ยังไงกันเนี่ย”
“ก็วันนั้นที่ไลน์ไปถามพี่โก้ว่าอยู่ไหน พี่โก้บอกอยู่ที่โรงเรียน ก็เลยขึ้นรถไฟฟ้ากะว่าจะไปเซอร์ไพรส์พี่ชายซะหน่อย ไปเจอพี่โก้กำลังขึ้นบันได ก็เลยรีบวิ่งไปหา พอดีตอนที่พี่โก้จะะโเข้ารถไฟฟ้า หนุ่ยไปทันด้านหลังพี่โก้พอดี เห็นประตูรถไฟฟ้ามันกำลังจะปิด หนุ่ยเลยะโกะว่าจะไปดึงตัวพี่โก้ไว้ พอดีมีเหมือนฟ้าผ่า หนุ่ยก็วูบไป มารู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ในหมู่บ้านนี้กับอาจารย์แล้ว อาจารย์บอกว่าพาหนุ่ยเข้ามาทางประตูหลังของโลกภายใน
จากนั้นก็โดนจับฝังอณูลมหายใจเทพา จนได้ร่างเทพา ปราณอนันต์ ระดับเทพแท้ครึ่งก้าว ขั้นตอนเหมือนกับเทพสุญตาตอนนี้แหละ” หนุ่ยเพื่อนรุ่นน้องสมัยเรียนโรงเรียนอาชีวะกล่าวพลางมองเทพสุญตาด้วยสายตาเ้าชู้ ในใจรู้สึกชอบในความงามของนางอย่างมาก
เทพสุญตาหลบสายตาคู่นั้นพลันนึกในใจว่า “เพื่อนพี่โก้คนนี้ช่างเป็จอมเ้าชู้ น่ากลัวนัก”
“แล้วใครเป็อาจารย์ของนายล่ะ เ้าหนุ่ย” เทพเทพาถาม
“เทพัเขียว ฉายา เทพแห่งฟ้าดินา เลยเชียวนะ พี่โก้รู้จักป่าว” หนุ่ยถาม
“ไม่รู้จัก” เทพเทพาตอบ
“แป่ว” หนุ่ยอุทาน
“พี่โก้ แป่ว คืออะไร” เทพสุญตาถามอย่างงงๆ
“อ๋อกลุ่มเพื่อนๆ พี่ใช้ตบมุกตลกเวลาโดนขัดคอน่ะ นอกจาก “แป่ว“ ยังมี “ตึ่งโป๊ะ” อีกนะ” เทพเทพาตอบพลางอมยิ้มเพราะเหมือนนางจะยิ่งขมวดคิ้วทำท่างงเข้าไปอีก เลยพูดตัดบทไปว่า “อยู่ไปอีกสักพัก เดี๋ยวน้องจะเข้าใจเองนะ”
“พี่โก้น้องถามอะไรหน่อย ห้ามโกรธน้องนะ” หนุ่ยถามเทพเทพา
“ว่ามา” เทพเทพาตอบ
“น้องคนนี้ใช่แฟนพี่หรือเปล่า โคตรน่ารักเลย” หนุ่ยกล่าว
“เออ…ห้ามแม้แต่จะคิดนะ คนนี้พี่หวง” เทพเทพาถือโอกาสประกาศให้โลกรู้มันซะเลย เทพสุญตาค้อนปะหลับปะเหลือก
“อ่อๆๆ น้องจะได้รู้ไว้ จะได้นับถือเป็เจ๊ใหญ่… ไม่กล้าล่วงเกินแน่นอน พี่ชายวางใจได้ ถึงหนุ่ยจะเ้าชู้แต่ก็มีศักดิ์ศรี เคารพพี่น้อง พี่โก้ไม่ต้องห่วง“ หนุ่ยกล่าวอย่างหนักแน่น
เทพสุญตาได้ยินก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก พลางนึกในใจว่า “ค่อยรู้สึกปลอดภัยหน่อย” เลยลองหันไปมองหน้าหนุ่ย เห็นสายตาก็พอรู้ว่า เ้าหนุ่มคนนี้มันกำลังพยายามข่มใจไม่ให้คิดมากกับเธอ “เรานี่เสน่ห์แรงขนาดนี้เชียวหรือ เพิ่งรู้ตัว” เทพสุญตานึกในใจ นางรู้สึกดีและภูมิใจกับตัวเองขึ้นมาเลยทีเดียว
“ท่านเทพเทพา ต่อจากนี้รบกวนท่านช่วยพูดสำนวนโลกภายในด้วย ท่านอาจารย์กล่าวกับข้าย้ำว่า พวกเราที่มาจากโลกภายนอกมิควรใช้สำนวนจากภายนอกให้เกิดความแปลกแยก เพราะอาจสร้างความขบขันให้กับคนในโลกภายในได้” หนุ่ยกล่าว
“รับทราบ” เทพเทพากล่าว
“ในโลกภายในนี้ข้าชื่อว่า เทพคัทโตะ ฉายาข้าคือ “เทพผู้สร้าง” ระดับเทพแท้ครึ่งก้าว” หนุ่ยกล่าวแนะนำตัว
“ทำไมไม่ชื่อเทพฉัตรภพ ตามชื่อจริงล่ะ” เทพเทพาถามด้วยความสงสัย
“มันไม่เท่ห์ ข้าเลยขออาจารย์เปลี่ยนเป็ชื่อที่ข้าตั้งเองแทน” เทพคัทโตะกล่าว
“ฝึกอีกไม่นาน ท่านก็คงเป็เทพแท้แล้วสินะ” เทพสุญตาถาม
“ไม่นะคนธรรมดาที่ไม่มีบ่อเพลิง ภายในมิติแห่งจิต ไม่สามารถเป็เทพแท้ได้หลอกนะ มาได้แค่นี้ก็ถือว่าสูงสุดแล้ว” เทพคัทโตะกล่าว
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็เป็ได้สูงสุดได้แค่ระดับเทพแท้ครึ่งก้าวสินะ” เทพสุญตานึกด้วยความห่อเหี่ยวในหัวใจ
“เชิญท่านทั้งสองเดินตามข้ามา ข้าจะพาท่านไปยังหอคัมภีร์เพื่อไปพบกับอาจารย์เทพัเขียว พวกท่านยังต้องเรียนรู้อีกมาก ถึงท่านจะอยู่ในระดับเทพครึ่งก้าวแล้ว แต่ก็ต้องเรียนการดึงปราณออกมาใช้ การใช้พลังโจมตี สร้างและใช้อาวุธ ปรุงยาและใช้ยา การสร้างค่ายกลต่างๆ การสร้างเกราะและอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่วาสนาท่านแต่ละคน” เทพคัทโตะพูดมาตลอดทาง
หอคัมภีร์เป็ตึก 9 เหลี่ยม 9 ชั้น หลังคาเป็ทรงโดม อยู่ด้านหน้าหมู่บ้านไม่ไกลจากประตูเท่าไหร่ เดินมาไม่นานทั้งหมดก็มาถึงหน้าประตู ซึ่งมีชายรูปร่างสูงโปร่งอายุประมาณ 30 ปี สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวทับด้วยเสื้อสูทสีดำกางเกงสีดำ ยืนทำหน้าเคร่งขรึม
“คารวะท่านอาจารย์” เทพคัทโตะกล่าว
“คารวะท่านเทพัเขียว” ทั้งสองชายหญิงกล่าว
“ไม่ต้องมากพิธี เทพคัทโตะกลับไปก่อน”
“รับทราบ”เทพคัทโตะกล่าว
“เ้าทั้งสองควรเรียกข้าว่าอาจารย์นะ เ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือผู้ก่อตั้งสำนักเทพอัสนีย์ และเป็เ้าสำนักคนแรก”
“รับทราบ ท่านอาจารย์” ทั้งสองกล่าว
“ข้าจะเล่าเื่ต่างๆที่เ้าควรรู้เมื่อยังอยู่ที่นี่ให้ฟัง เื่แรกมิติของเวลา เวลาจะแบ่งเป็ขั้นๆดังนี้
100 วันในห้องเทพยาตรา เท่ากับ 1 วันในห้องฝึกยุทธ
100 วันในห้องฝึกยุทธ เท่ากับ 1 วันของโลกภายใน
100 วันของโลกภายใน เท่ากับ 1 วันของโลกภายนอก
100 วันของโลกภายนอก เท่ากับ 1 วันของพิภพเทพ และพิภพมาร
โลกภายในเริ่มสร้างขึ้นมาประมาณ 365,000 ปี ประมาณ 10 ปีก่อนในโลกภายนอก จุดประสงค์เพื่อจะใช้เป็สนามประลองและฝึกยุทธ โดยมหาเทพจอมราชันพระราชบิดา ได้ส่งเทพอัสนีย์ซึ่งเป็องค์ชายรัชทายาท มาพร้อมกับเทพัเขียว และเทพเหมันต์ มาหาสถานที่เพื่อสร้างสนามประลองและฝึกยุทธนี้ขึ้น เทพทั้งสามค้นหาจากคุณสมบัติของดาวที่มีผู้คนอาศรัยอยู่ แล้วนำมาประชุมเพื่อหาข้อดีที่สุด จนได้พบว่าที่ศูนย์กลางโลกใบนี้มีแก่นพลังฟ้าดินสถิตอยู่ หากเราสร้างโลกอีกมิติซ้อนลงไปจะทำให้สร้างปราณฟ้าดินได้อย่างง่าย เหมาะแก่การฝึกวิชา และรักษาอาการาเ็ยิ่งนัก เทพทั้งสามจึงลงมือสร้างโลกภายในนี้ขึ้น
เมื่อสร้างโลกสำหรับฝึกยุทธเสร็จ ต่อมาก็ได้มีการจับมารและอสูรต่างๆเข้ามาในมิตินี้เพื่อใช้ในการฝึกล่าอสูร ปราบมาร พวกมารและอสูรเหล่านี้จึงพากันไปหลบซ่อนอยู่ใต้ดิน โดยมีทางเข้าอยู่ที่ปากถ้ำเมฆาเลื่อนลอยภายใต้เนินพยับหมอก ภายในเมืองใต้ดินถูกสร้างเป็เมืองใหญ่ชื่อว่า เมืองเมฆอัคคี มีมารเป็ชนชั้นปกครอง มีอสูรเป็แรงงาน
ต่อมาจักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณผู้เป็าาแห่งพิภพมารได้สืบทราบว่าพิภพเทพได้ส่งเทพอัสนีย์มาสร้างโลกใบใหม่ใช้เป็สนามฝึกยุทธ เพื่อฝึกทหารเทพในการล่าอสูรปราบมาร จึงได้มีบัญชาให้มารพยัคขาว ผู้เป็องค์ชายสามของพิภพมารมาทำลายโลกภายในนี้เสีย
แต่เมื่อมารพยัคขาวเข้ามายังโลกภายในนี้ก็รู้สึกพึงใจจึงวางแผนเพื่อจะยึดโลกภายในนี้ไว้เป็สมบัติส่วนตัว เขาจึงบินสำรวจและบังเอิญไปพบถ้ำเมฆาเลื่อนลอย และเมืองเมฆอัคคี เขาจึงใช้กำลังเข้ายึดจนสำเร็จและตั้งตนเป็ ราชันย์มารพยัคขาวครองเมืองเมฆอัคคีในที่สุด
ข่าวนี้ได้แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว เป็เหตุให้ผู้กล้าทั้งหลาย ได้ขอให้ข้านำพาพวกเขาเข้ามาทางประตูหลัง พอเข้ามาได้ก็จัดการตั้งสำนักต่างๆ เพื่อร่วมปราบราชันย์มารพยัคขาว ในตอนแรกมีสำนักเกือบร้อยแต่เมื่อต่อสู้กับมารได้สักระยะสำนักต่างๆก็ลดลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่เพียง 3 สำนักเท่านั้น
ต่อมาเมื่อประมาณ 2 แสนปีที่แล้วเทพบรรพการได้ร่วมมือกับผู้กล้า 3 สำนักปราบมารพยัคขาวลงได้ มารพยัคขาวได้ถูกสังหารลงโดยเทพอัสนีย์ แต่เศษเสี้ยวิญญาของมารพยัคขาวได้หลบหนีเข้าไปอยู่ในถ้ำเมฆาเลื่อนลอย แต่ไม่มีผู้ใดทราบ หลังจากนั้นจอมเทพสายฟ้าต้องกลับไปรับตำแหน่งมหาเทพจอมราชันแทนพระราชบิดาที่สิ้นอายุขัยลงพอดี
ต่อมาเทพเหมันต์ได้ทราบข่าวว่าเศษเสี้ยวิญญาของมารพยัคขาวได้หลบหนีเข้าไปอยู่ในถ้ำเมฆาเลื่อนลอยแต่ไม่มีผู้ใดตรวจพบ นางใช้กระจกส่องมารตรวจดูก็รู้แน่ว่ามีเศษเสี้ยวิญญาของมารพยัคขาวอยู่ในถ้ำนั้นจริงๆโดยแฝงตัวอยู่ในเศษฝุ่นใต้ดิน นางจึงร่ายเวทอาคมสร้างเกราะเหมันต์เป็ทรงกลมหุ้มถ้ำเมฆาเลื่อนลอย และเมืองเมฆอัคคีไว้
แต่สุดท้ายต่อมาไม่นานเศษเสี้ยวิญญาของจอมมารได้กัดกร่อนเกราะเหมันต์จนแทบสลายออก นางจึงต้องผนึกตัวเองกลายเป็ูเาน้ำแข็งลูกใหญ่ เพื่อผนึกเสี้ยวิญญาของมารพยัคขาวไว้
เวลาผ่านมาอีกแสนปี ด้วยความสงสารข้าจึงไปดูแลนางอยู่ข้างกายมิได้ห่างตลอดแสนปีที่ผ่านมา กลางวันข้าจะเสกลมให้พัดร่างนางจะได้รู้สึกผ่อนคลาย กลางคืนข้าแปลงกายเป็ผ้าห่มไปห่มนางไว้ ให้นางรู้สึกอุ่น
ดังนั้นจากความสัมพันธ์นี้ เราจึงเผลอมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งจนนางตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรสาวหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู เราร่วมกันตั้งชื่อนางว่า “สาธินี”” เทพัเขียวเล่าความ
“ท่านแม่ข้า”เทพสุญตากล่าว
“ใช่ เ้าเองก็เป็หลานตานะ จะเรียกข้าว่าท่านตาก็ได้นะ” เทพัเขียวกล่าว
“จากนั้นข่าวก็ไปเข้าหูท่านมหาเทพจอมราชันองค์ใหม่ พวกเ้ารู้ไหมเทพเหมันต์ก็คือคู่หมั้นของมหาเทพจอมราชันองค์ใหม่ เมื่อเกิดเื่ขึ้นมหาเทพจอมราชันจึงโกรธมาก ได้สร้างร่างเงาส่งมายังโลกภายในทันที” เทพัเขียวกล่าว
“ทำไมต้องใช้ร่างเงาด้วยล่ะท่านตา มหาเทพจอมราชันมาเองไม่ได้หรือ” เทพสุญตาถาม
“ไม่ได้เพราะร่างของมหาเทพจอมราชันมีพลังสูงมาก จากการได้พลังจากของวิเศษ 3 อย่างเข้ามารวมในร่างกาย จึงทำให้ร่างนี้เพียงแค่ััผิวโลก โลกทั้งใบจะมอดไหม้ในชั่วพริบตา” เทพัเขียวกล่าว
“เมื่อร่างเงามาถึงก็สาบเทพเหมันต์ให้กลายเป็หิน ไร้ความรู้สึกตลอดไป ร่างกายของนางได้กลายเป็ูเาหินมีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี และยังสาปให้มดลูกของนางกลายเป็วังน้ำแข็ง
สาปให้ลูกสาวของนางจะต้องอยู่เฉพาะในวังน้ำแข็ง ออกไปภายนอกได้ไม่เกิน 1 ปีหากเกินแม้แค่เพียงวันเดียวจะถูกสายฟ้าลงทัณฑ์ จนเกิดแผลพุพองไปทั่วร่าง หากยังไม่กลับวังน้ำแข็งจะโดนลงทัณฑ์วันละ 1 ครั้ง
สาปให้วังน้ำแข็งไร้ซึ่งผู้ชายหากชายใดเข้าไปจะถูกปราณน้ำแข็งแสนปีกัดกร่อนจนตายอย่างทรมาณ แต่ยกเว้นผู้ที่เป็ระดับเทพครึ่งก้าวขึ้นไป เนื่องจากสามารถใช้ปราณอนันต์ข่มปราณน้ำแข็งแสนปีไว้ได้
นอกจากนี้ยังผนึกปราณอนันต์ของผู้เป็ลูกสาวไว้ ทำให้นางกลายเป็คนธรรมดา
คำสาปสุดท้ายคือ เมื่อใดที่เืของผู้เป็ลูกสาวที่หยดจากปลายดาบอัสนี กระทบเข้ากับแก่นิญญาของเทพเหมันต์ เมื่อนั้นคำสาปทั้งหลายจะสลายไป ปราณอนันต์จะถูกปลดผนึก และบรรลุเป็เทพแท้”
“ท่านแม่รู้เื่นี้ไหม” เทพสุญตาถาม
“รู้สิ ตาเล่าให้ฟังแล้ว” เทพัเขียวกล่าว
“ท่านแม่ไม่มีปราณ แต่ทำไมยังดูสาวอยู่” เทพสุญตาถาม
“แม่เ้ามีร่างเทพแท้เลยนะ จะไม่ให้สาวได้ยังไงล่ะ” เทพัเขียวกล่าว
“ข้าเองก็โดนมหาเทพจอมราชันปลดออกจากตำแหน่งเ้าสำนักเทพอัสนีย์ แล้วแต่งตั้งศิษย์หญิงคนแรกของข้าชื่อ “วรันธร” ขึ้นเป็เ้าสำนักแทน จากนั้นก็สาปข้า 3 ประการ คือ
1. ต้องสร้างอาวุธหรือเกราะชนิดใหม่ขึ้นมาอย่างน้อยปีละ 1 ชนิด หากทำไม่สำเร็จจะถูกสายฟ้าลงทัณฑ์ จนเกิดแผลพุพองไปทั่วร่าง จะลงทัณฑ์วันละ 1 ครั้ง จนกว่าจะสร้างอาวุธหรือเกราะชนิดใหม่ขึ้นมาสำเร็จ ด้วยเหตุนี้ข้าจึงต้องนำเทพคัทโตะมาช่วยข้ายังไงล่ะ
2. ต้องสร้างเทพอัสนีย์ขึ้นภายใน 2 แสนปี หากไม่สำเร็จจะถูกไฟอัสนีเผ่าร่างจนกลายเป็ฝุ่นธุรีไป
3. เมื่อใดที่ได้รับการให้อภัยจากเทพเหมันต์ เมื่อนั้นคำสาปทั้งหลายจะสลายไป แต่ตอนนี้นางก็กลายเป็ูเาหินไปแล้ว ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ คงต้องรอให้ถึงเวลาที่คำสาปของนางกับลูกจะถูกถอนเสียก่อน” เทพัเขียวกล่าว
“ท่านอาจารย์ ข้ามีเื่สงสัย” เทพเทพาถาม
“ว่ามา” เทพัเขียวกล่าว
“ทำไมภารกิจที่ 2 ถึงให้พวกข้าไปปราบอสูรแมงมุม” เทพเทพาถาม
“เ้าจะบอกว่าข้าเป็เทพแท้ทำไมไม่ไปปราบเอง สาเหตุก็เพราะชั้น 6 มีห้อง “ก่อกำเนิดปราณฟ้าดิน” ซึ่งใช้พลังงานจาก “แก่นอัสนีวายุ” ซึ่งมีเพียงผู้ที่มีบ่อเพลิงอัสนีในมิติแห่งจิตเท่านั้น ถึงจะสามารถสร้างเกราะอัสนีมาต้าน “รังสีสุริยันต์” ที่ปลดปล่อยมาจากแก่นอัสนีวายุได้ ผู้ที่ถูกรังสีสุริยันต์จะมีอาการเป็ผื่นแดง ิัพุพอง คลื่นไส้ อาเจียน เม็ดเืขาวถูกทำลายอย่างรุนแรง ระบบการสร้างโลหิตจากไขกระดูกบกพร่อง มีความต้านทานโรคต่ำ ิัพุพอง ผมร่วง ปากเปื่อย และเสียชีวิตในที่สุด แต่เ้าอสูรแมงมุมตัวนี้มันมีเส้นใยอัสนี ซึ่งสามารถถักทอ เกราะอัสนี ได้เช่นกัน มันจึงมิได้เกรงกลัวอำนาจของรังสีสุริยันต์ที่ปลดปล่อยออกมาจากแก่นอัสนีวายุเลยแม้แต่น้อย” เทพัเขียวกล่าว
“ตอนนี้มีผู้ใดที่มีบ่อเพลิงในมิติแห่งจิตบ้างล่ะท่านอาจารย์” เทพเทพาถาม
“ตอนนี้มีข้าคนเดียว เ้าวังอุดร น่าจะมีแต่บ่อเพลิงถูกผนึกไว้ใช้งานไม่ได้ ที่เหลือนอกนั้นไม่มี ตอนที่ข้าออกทางประตูหลังไปยังโลกภายนอกเพื่อหาผู้มีคุณสมบัติ มาสร้างเป็เทพอัสนีย์ ก็ได้พบกับเ้าที่ภายในร่างกายมีอณูของประจุไฟฟ้าสะสมอยู่ ข้าจึงแน่ใจว่าหากนำเ้ามาในโลกภายใน โดยผ่านกระบวนการดาววิสุทธิ์ เ้าต้องมีบ่อเพลิงอัสนีในมิติแห่งจิตแน่” เทพัเขียวกล่าว
“อ๋อข้าเป็วิศวกรไฟฟ้า เคยโดนไฟดูดมาเยอะ น่าจะด้วยสาเหตุนี้กระมัง” เทพเทพากล่าว
“อะไรคือไฟดูด” เทพัเขียวและเทพสุญตากล่าวพร้อมกัน
“ช่างเถอะๆ มันเป็เื่ในโลกภายนอกของข้าถ้าจะให้อธิบายจนทุกคนเข้าใจต้องใช้เวลาสัก 1 วันกระมัง ไว้โอกาสหน้าถ้ามีเวลาข้าจะอธิบายให้ฟังละกันนะ” เทพเทพาพูดตัดบท