5
อาบน้ำมนต์
“ผมจะนอนแล้วคุณกลับไปเถอะ” คิมเปลี่ยนเื่ แล้วหมุนตัวนอนหงาย ดึงผ้านวมหนามาห่มถึงหน้าอก“ผมไม่ส่งนะ ลุกไม่ไหว...” ว่าต่อด้วยเสียงทะเล้น
“ไม่กลับอะ”ผมย้อน เสียงทะเล้นกว่า
จะยอมกลับได้ไงเล่าเสียคะแนนหมด
“จะนั่งดูคนนอนเนี่ยนะ”
“ใช่ ตอนผมเมาคุณยังนั่งเฝ้าผมเลย”
“ก็ที่นี่มันห้องผมผมก็ต้องเฝ้าป้ะ”
ผมเดินเข้าไปหาคนพูดมากทำเป็จัดหมอนกับผ้าห่มเค้าให้เข้าที่ “ป่วยยังจะปากเก่ง เถียงอยู่นั่น” ผมบ่น “คุณนอนไปเลยผมจะอยู่เฝ้านี่ล่ะ” แล้วผมก็ใช้หลังมือไปแตะหน้าผากเค้า “ตัวยังร้อนอยู่เลยไม่ต้องมาทำเป็ไล่ ผมอยู่ข้าง ๆ เผื่อคุณ้าอะไร”
“แต่...”
“ชู่ว...”ผมยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากตัวเอง ทำให้คนที่นอนอยู่ยอมสงบลงได้
จากนั้นผมจึงะโขึ้นไปนอนบนโซฟาพอหันกลับไปก็เห็นว่าคิมแอบมองอยู่
“นั่นไงหลับตาเลย ไม่งั้นครูตีนะ”
แล้วเค้าก็หันหน้ากลับไปหลับตาปี๋ตามคำสั่ง
เ้าคิมฉามขวบเอ๊ย!
จนผ่านไปสักพักเริ่มมีเสียงกรนดังเบา ๆ ออกมาจากริมฝีปากที่อ้าเผยอน้อย ๆ ผมจึงขยับมานั่งใกล้ ๆข้าง ๆ เตียง แล้วมองดูตอนเค้าหลับ
ขนตาเค้ายาวงอนริมฝีปากรั้น ๆ เวลานอนยิ่งเหมือนเด็กดื้อ
ผมเผลอทำร้ายจิตใจเค้าเข้าไปถึงไหนกันนะ
ตอนนั้น... หลังจากที่ได้เปิดใจคุยกันแล้วไม่กี่วันคิมก็เหมือนจะพยายามทำให้การสนทนาระหว่างเรากลับมาเป็ปกติเค้ายังคงทำทุกอย่างเหมือนก่อนหน้านั้น ที่จริง... เราทำทุกอย่างด้วยกันเหมือนเดิม
ตื่นแล้ววว :San
มาคุยเป็เพื่อนหน่อยยย:San
Kim: ตื่นแล้ว
Kim: เพิ่งตื่นตอนนี้เลย(=_=);
ดีมาก จุ๊บ ๆ :San
เดี๋ยววันนี้จะไปร้องเพลงที่หนองประจักษ์แหละ:San
Kim:ส่งรูปกับคลิปมารัว ๆ เลยนะ
Kim:ถ้าอยู่ใกล้จะไปนั่งตบมือเปาะแปะละเนี่ย
มาเลยยย :San
มาเจอตอนนี้เลยยย :San
Kim: อยากเจออะดิ๊
ได้เจอมันก็จะดีอะดิ๊ :San
ผมรู้สึกดีที่มีเค้าอยู่ไม่ได้อยากให้เค้าหายไปไหน ในอนาคตถ้าเรายังคุยกันอยู่อย่างนี้ผมอาจจะพร้อมเข้าสักวันก็ได้
แต่นั่นแหละหลังจากนั้นเหมือนมันฝืน ความสัมพันธ์ของเราเริ่มเฟดออก ค่อย ๆ ห่าง จนเมื่อไรไม่รู้ที่เราก็ไม่ค่อยได้คุยกันและกลับไปใช้ชีวิตของตัวเอง
ถึงอย่างนั้น ผมก็รู้สึกว่าเรายังวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวกันในโลกโซเชียล เห็นอัพเดตไลฟ์สไตล์ กิจกรรมที่ชอบและหน้าที่การงานของคิมเป็ระยะ
ส่วนการได้โคจรมาพบกันอีกในครั้งนี้เหมือนผมได้ทำความรู้จักกับเค้าใหม่ ได้เห็นสีหน้า แววตา รูปร่าง และลมหายใจการได้เจอหน้ากันจริง ๆ มันดีกว่าแค่คุยกันผ่านตัวหนังสือสินะ
กว่าจะรู้ตัวอีกทีผมก็ฟุบหน้าหลับอยู่ที่ขอบเตียงเค้านั่นแหละ
“ตึกนี้เองไม่ไกลกัน” คิมบอก ตอนชะลอรถข้างทางเพื่อให้ผมลง
คิมอาการดีขึ้นนิดหน่อยวันนี้เค้ามาส่งผมที่ออฟฟิศ เพราะเมื่อคืนผมนอนอยู่กับเค้าจนถึงเช้าแต่ก็ยังอุตส่าห์แวะมาส่งและรอผมที่คอนโดเพื่อจะได้เปลี่ยนเสื้อผ้ามาทำงานก่อน
“ขอบคุณนะ”ผมบอก
“อือ ไว้คุยกัน”
“อย่าลืมกินยานะ”
คิมยิ้มบาง ๆตอบกลับมา ผมจึงเปิดประตูลงจากรถ แล้วหันมาโบกไม้โบกมือให้ ก่อนรถยนต์ระบบไฟฟ้าคันหรูของเค้าจะแล่นออกไป
พอหันกลับมาก็เห็นรถอัลพาร์ตสีดำจอดแล้วเปิดประตูออกพอดี ร่างของน้ำเหนือกำลังก้าวลงมาแต่ก็ต้องหันกลับไปเพราะมีใครบางคนในนั้นดึงหน้ามันไปหอมแก้ม
ผมรู้สึกแขยงนิดหน่อยตอนดูแต่ก็ดันจ้องค้างอยู่อย่างนั้นจนมันรู้ตัว
เป็ตาซังแท้...
“ดีครับบอส”ผมแกล้งทักแล้วยกมือข้างหนึ่งเซย์ไฮ ตอนมันเดินอาด ๆ ตรงมา
ไอ้น้ำเชื้อยักคิ้วตอบด้วยท่าทางน่าหมั่นไส้ แล้วหันกลับไปมองที่ถนนอีกครั้งตอนนี้รถอัลพาร์ตสีดำคันนั้นขับออกไปแล้ว แต่เดาว่ามันไม่ได้หันไปมองรถของตัวเอง
“ใครมาส่งอะ?”มันถาม “เรียกอูเบอร์เหรอ?”
อูหน้ามึงดิ่!
“รถแฟนไงครับบอส”ผมเน้นคำว่า ‘แฟน’ หนัก ๆ
มันยกคิ้วแล้วแค่นหัวเราะในลำคอก่อนจะเดินนำเข้าประตูอัตโนมัติไป ผมรอให้มันเข้าไปสักระยะ เพราะไม่อยากขึ้นลิฟต์ตัวเดียวกันกับมัน
แต่วันนี้สถานการณ์ตอนประชุมดูตึงเครียดนิดหน่อยเมื่อน้ำเหนือเปิดประเด็นถึงลูกค้าคนสำคัญคนหนึ่งขึ้น
“สัญญาของคุณสุจิตรากำลังจะหมดในอีกหนึ่งเดือนนี้”
คนที่นั่งอยู่เริ่มงึมงำอะไรกันฟังไม่ได้ศัพท์หันไปกระซิบกระซาบกันอย่างออกรสออกชาติ แม้แต่พี่แจงจิตก็ดูจะหน้าถอดสีด้วย
มีเพียงพนักงานใหม่อย่างเราสามคนที่ดูจะไม่รู้เื่อะไรกับเค้า
“เค้าเป็อะไรกันวะ?”ริบบิ้นกระทุ้งแขนผมแล้วกระซิบถาม
ผมส่ายหน้าเพราะก็ยังงงเหมือนกันนั่งเด๋ออยู่ด้วยกันแท้ ๆ
แต่แบงก์รีบแทรกหน้าตัวเองเข้ามา“ลูกค้าขาเหวี่ยง” มันบอก แล้วช้อนตาไปทางด้านหลังตัวเอง “ได้ยินเค้าคุยกัน”
“เอาล่ะ ๆ”เสียงไอ้น้ำเหนือเร้าให้ทุกคนกลับมาสู่ความสงบอีกครั้ง “เราจำเป็ต้องรักษาฐานลูกค้าของเราไว้อย่างเหนียวแน่น”มันว่าต่อ “ถึงคุณสุจิตราจะไม่ได้มีหน้าร้านที่ใหญ่โตแต่ก็เป็ลูกค้าเรามาอย่างยาวนาน แถมมียอดขายโตต่อเนื่องให้เรามาโดยตลอด ฉะนั้นเราจะปล่อยให้เธอตกไปเป็ฐานลูกค้าของคู่แข่งไม่ได้”
น้ำเสียงจริงจังของบอสทำเอาทุกคนเป็กังวล
แล้วมันมีอะไรน่าสยดสยองกันขนาดนั้นล่ะวะ!
“แต่คนของเราที่ดูแลคุณสุจิตราต่างก็ลาออกกันหมดแล้วนะคะ...”พี่แจงจิตแทรก แล้วทำเสียงอ่อนลงตอนรู้ตัวว่ากำลังพูดอะไรที่ไม่เหมาะสม
“ผมมีในใจแล้ว”น้ำเหนือตอบกลับอย่างไว สีหน้าไม่ได้มีความกังวลเลยแม้แต่น้อย
“คนนั้นคือใครคะ?พี่จะรีบให้เค้าไปอาบน้ำมนต์แต่เนิ่น ๆ”
“สัช...”แล้วไอ้น้ำเชื้อนั่น ก็หันมาหาผม “ฌุกร!”
นั่นยังไงล่ะ!
ในห้องประชุมต่างหันมามองผมเป็ตาเดียวทุกคนอ้าปากค้างแทนผม
“เดี๋ยวพี่ดูวัดให้นะคะน้องซาน”พี่แจงจิตรีบเสนอพร้อมเลื่อนหน้าจอมือถือหาอะไรบางอย่าง
“นี่จะเป็การพิสูจน์ฝีมือของคุณนะคุณสัชฌุกร”น้ำเหนือว่าต่อ “ทำให้คนในทีมเห็นว่า เด็กเส้นอย่างคุณ ก็มีความสามารถจริง ๆ”
อื้อหือทำเป็พูดสวยหรูเชียวนะมึง! คนอย่างมึงมันจ้องจะเล่นกูอยู่แล้ว ไอ้ห่าจิก!
โครม!
ซ่า...
ไม่ต้องไปวัดผมก็โดนสาดละ แต่ไม่ใช่น้ำมนต์หรอกนะ
“ไปให้พ้นเลยพวกแก!”
ผมยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองทรงผมที่เซ็ตมาอย่างดีน่าจะลู่ลงเรียบแปร้จนเหมือนลูกวัวเพิ่งคลอด
“ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลยครับ”ผมครวญ
“ไม่ต้องพูดหรอกแค่เห็นเสื้อยูนิฟอร์มบริษัทแก ก็ไม่อยากให้เฉียดเข้ามาแล้ว!”
ไอ้นอร์ทก็ตัวเปียกอยู่ข้างผมด้วยมันดูหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด ดึงแขนเสื้อชื้นแฉะของผมให้กลับท่าเดียว
“ผมมาหาคุณสุจิตราครับ!” ผมะโกลับไป
“ไม่ต้องมาหาใครทั้งนั้น! ออกไปให้พ้น ๆ หน้าร้านฉันเดี๋ยวนี้เลย เสนียด!”
“ผมชื่อ ซานครับเพิ่งมาใหม่” ผมเริ่มแนะนำตัวโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะวีนแตกขนาดไหน“ยังไม่รู้ว่าลูกค้าหน้าตาเป็ยังไง แต่ได้ยินว่าคุณสุจิตราจะสวย ๆ ใจดี ๆ ครับ”ว่าแล้วผมก็ยิ้มยิงฟันสุดใจ
“...!”
“ในข้อมูลเขียนว่าคุณสุจิตราอายุห้าสิบห้า...ผมเทียบแล้ว ไม่น่าใช่คุณพี่ใช่มั้ยครับ เพราะยังดูวัยรุ่น สาวสวยอยู่เลย”
ผู้หญิงที่รูปร่างท้วมๆ มัดผมหยิก ๆ ไว้ข้างหลังลวก ๆ มองผมนิ่ง ๆ ด้วยสายตาอ่านยาก ใบหน้าของเธออิ่มเอมผิวขาวเปล่งปลั่ง อยู่ในชุดเสื้อยืดกับกางเกงผ้าพริ้ว ๆ ลายกราฟฟิกสีสันสดใส
เชื่อไหมล่ะว่าได้ผลหลังจากนั้นเจ๊แกก็พยักคอหนึ่งทีส่งสัญญาณให้พวกเราเดินตามเข้าไปข้างใน
สุจิตราอีเล็คโทรนิค...
ร้านนี้เป็ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าอาคารพาณิชย์ขนาดสามคูหาถือว่าเป็ร้านขนาดใหญ่ในซอยชุมชนแห่งหนึ่งย่านห้วยขวางเพราะลูกเล่นที่ให้ลูกค้าผ่อนด้วยการใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียว
ภายในมีทีวีตู้เย็น แอร์ เครื่องซักผ้าวางโชว์จากหลากหลายแบรนด์ แน่นอนมีมุมที่เป็สินค้าจากบริษัทผมด้วย แต่ว่า มันดูเก่า ๆ โทรม ๆ ยังไงไม่รู้
เธอพาเรามานั่งอยู่ตรงข้ามโต๊ะทำงานไม้เก่าๆ ขลัง ๆ สีน้ำตาลเข้ม บนโต๊ะมีของกินแล้วก็เอกสารเยอะแยะเต็มไปหมด
“มีอะไรก็ว่ามา”
“คุณสุจิตรา...”ผมทำเป็ร้องถามพลางกวาดสายตามองหา
“ฉันนี่แหละ...สุจิตรา” ว่าแล้วก็ยืดคอยืนมองพวกเราด้วยหางตา
ผมแกล้งอ้าปากค้างมองเ้าของร้านด้วยความตกตะลึงแล้วรีบลุกขึ้น“คุณพี่สุจิตราสวยกว่าที่ผมคิดไว้อีกครับ!”
“ไม่ต้องมาทำเป็ปากหวาน!” ถึงจะทำเป็ตวาดเสียงดัง แต่ก็ดูออกง่าย ๆ ว่าเธอกำลังเขิน
“สวัสดีครับผมชื่อซาน” ผมยกมือไหว้พร้อมแนะนำตัวอีกครั้ง ทำท่าทางให้นอบน้อมที่สุด“ผมจะมาดูแลคุณพี่สุจิตราั้แ่วันนี้ครับ”
“โอ้ย ๆๆๆ!” เธอร้อง ทำหน้าเหยเกเหมือนไม่อยากเชื่อ “ฉันเบื่อบริษัทนี้เต็มทน”
“เกิดอะไรขึ้น...เหรอครับ?” ผมถามหยั่งเชิง
“สินค้าห่วยแตกคุณภาพแย่ บริษัทไร้จรรยาบรรณ พนักงานก็ไร้ความรับผิดชอบ หน้าด้าน ไร้ยางอาย!” คุณสุจิตรารัวมาเป็ชุด
“ผมแก้ไขยังไงได้บ้างมั้ยครับ?”
“พวกเธอกลับไปเถอะไม่ต้องพยายามทำอะไรหรอก เสียเวลา”พูดจบคุณสุจิตราก็ก้มหน้าเก็บจานอาหารที่อยู่บนโต๊ะ “โทษทีนะ รกนิดหน่อย”
ผมหันมองไอ้นอร์ทที่นั่งทำหน้าเหวอๆ เพราะคิดว่ามันน่าจะทำอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่
นั่นเค้าจะไล่มึงกลับไปอยู่แล้วนะแล้วภารกิจก็จะไม่สำเร็จอะดิ่!
“สินค้ามีปัญหาอะไรบ้างเหรอครับ?”ผมตัดสินใจโพล่งถามออกไปอีก
คนถูกถามหยุดเก็บของแล้วเท้าสะเอวมองหน้าผม“พูดไม่รู้เื่เหรอ?” เธอว่า สีหน้าเริ่มกลับมาหงุดหงิดอีกแล้ว
“ผมแค่คิดว่าผมอาจจะช่วยทำอะไรให้มันดีขึ้นได้”
คุณสุจิตราแค่นหัวเราะตัวโยกสีหน้าเย้ยหยันผมสุด ๆ “เธอจะไปช่วยอะไรได้ ตำแหน่งใหญ่ ๆ เค้ายังไม่เคยมาสนใจใยดีไม่เคยมีใครคิดจะทำให้มันดีขึ้นเลยซักคน”
“แต่ผมจะทำนะครับผมจะช่วยดูแลเอง”
“ดูแลตัวเองก่อนเห๊อะ!” เธอบอกปัด “กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วรายงานเ้านายเธอ ว่าฉันไม่ต่อหรอกไอ้สัญญงสัญญาซังกะบ๊วยอะไรนั่นน่ะ”
“ถ้างั้น...พวกเรา...” ไอ้นอร์ททำท่าจะกล่าวลา ผมจึงต้องรีบหยุดมันไว้ก่อน
“หรือคุณพี่มีข้อเสนอแนะตรงไหนที่จะแจ้งให้เราทราบมั้ยครับ?”ผมยังคงรุกต่อ ไม่ยอมให้มีการยุติเด็ดขาด
“ฉัน-จะ-ไม่-พูด-อะไรแล้ว!” ตอนนี้คุณสุจิตราหงุดหงิดเต็มกำลัง จ้องหน้าผมแล้วย้ำคำชัดๆ อย่างเกรี้ยวกราด “บอกให้กลับไปได้แล้ว!”
ตอนนี้ไอ้นอร์ทสะกิดผมใหญ่จนผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิดไปด้วยอีกคน ในเมื่อนี่เป็โอกาสที่เราได้มาพบเป้าหมายแล้วก็ต้องหาคำตอบของปัญหาสิ มาครั้งหน้าจะได้เข้ามาในร้านรึเปล่าก็ไม่รู้
ทำไมคุณสุจิตราถึงวีนเหวี่ยงเราได้ขนาดนี้ทั้งที่เป็ผู้จัดจำหน่ายให้เรามาตั้งหลายสิบปี รีแอคของผู้หญิงคนนี้คือความรู้สึกหมดใจ เธอต้องเจออะไรที่มันแย่มาก ๆ มา และเจอมันมานานขนาดไหน
ผมพิจารณาในหัวแวบหนึ่ง
“คุยกับผมได้นะครับกับปัญหาที่ผ่านมา ผมจะช่วยหาทางแก้ให้”
“ยังอีก”คุณสุจิตราหันขวับมาหาผม “อยากโดนน้ำสาดอีกกระแป๋งเร๊อะ!” ตวาดพร้อมกับทำท่าจะเดินเข้าไปเอาถังน้ำมาอีกจริง ๆ
แต่เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นช่วยชีวิตผมไว้
“ม๊า!”
ผมหันไปมองอย่างมีความหวังเพราะเ้าของเสียงคุ้นเคยที่ปรากฎตัวขึ้นคือ...
“คิม!” ผมะโเรียกชื่อเค้าด้วยความดีใจปนประหลาดใจแบบมาก ๆ
•••