เฝ้ารักจันทร์เสี้ยว

    บทที่ 27 กับดัก และ เหยื่อล่อ

    บทที่ 27 กับดัก และ เหยื่อล่อ

     

                   เมื่อส่งทุกคนกลับจวนอย่างปลอดภัยจ้าวหานก็ชักชวนให้เฉินจือหานมาดื่มด้วยกันเป็นการส่วนตัวที่เรือนเพื่อพูดคุยกันตามปกติเหมือนทุกครั้งโดยบ่าวในจวนก็จะรู้กันดีว่าไม่ต้องเข้าไปหากไม่ได้ถูกเรียก

     

                   มือของจ้าวหานยกขวดสุราขึ้นมาเทใส่จอกของเฉินจือหานก่อนของตนเอง

     

                   “ยินดีที่กลับมาอย่างปลอดภัย”เฉินจือหานยกจอกขึ้นมาในระดับสายตาเพื่อแสดงความจริงใจก่อนจะกระดกทีเดียวหมดจอกเช่นเดียวกับจ้าวหานที่ทำอย่างเดียวกันเพื่อตอบรับ

     

                   “บาดเจ็บเล็กน้อยเพียงเท่านั้นแล้วทางนี้เล่า เป็นอย่างไรบ้าง” จ้าวหานถามอย่างใจเย็น

     

                   “จะบอกว่าสงบสุขมากก็ได้แต่ราวกับเป็นความสงบนิ่งก่อนคลื่นลูกใหญ่จะมา”เฉินจือหานพูดพลางรินสุราในจอกของพวกเขา

     

                   “พวกองค์ชายทั้งหลายเล่าเป็นอย่างไรบ้าง” คนอายุมากกว่าถามตรงประเด็น

     

                   “รุ่ยอ๋องเก็บตัวอยู่ในตำหนักตามคำสั่งของฮองเฮามีแต่จดหมายส่งมาหาน้องสาวเจ้า จวิ้นอ๋อง มาถึงก่อนหน้าเจ้าไม่กี่วันส่วนองค์รัชทายาท ก็กวนประสาทเช่นเดิม” เฉินจือหานยักไหล่ตอบ

     

                   จ้าวหานประเมินเรื่องราวต่างๆอย่างรวดเร็ว อ๋องทั้งหลายยังอยู่ที่นี่เพียงแต่รุ่ยอ๋องไม่ได้ออกมาพบปะผู้คนจวิ้นอ๋องก็พึ่งมาถึงไม่นานไม่มีอะไรการันตีว่าจูเชว่ที่อยู่ที่เมืองหลวนจะไม่ใช่พวกเขา ส่วนองค์รัชทายาทก็คงมาๆ หายๆ ตามนิสัยที่เอาแน่เอานอนไม่ได้

     

                   จะอ๋องคนไหนๆก็มีโอกาสที่จะเป็นผู้ทรยศทั้งนั้น

     

                   “มีอะไรที่ยังไม่ได้บอกข้าหรือเปล่า”เฉินจือหานถามด้วยน้ำเสียงเรียบเป็นปกติ พลางมองทอดออกไปด้านนอกราวกับเรื่องที่คุยกันเป็นเรื่องทั่วๆ ไป ไม่แสดงท่าทางใดให้น่าสงสัย

     

                   เฉินจือหานก็แบบนี้ไม่ได้ไว้ใจอะไร ไม่แน่ว่าจะอยู่กันสองคนเมื่อไหร่ อาจจะมีคนเฝ้ามองอยู่ไกลๆหากทำหน้าตาจริงจังหรือผิดปกติ คงจะไม่ดีแน่

     

                   “ก็มี”จ้าวหานยกจอกเหล้ากระดกหมดจอกก่อนจะเล่าด้วยน้ำเสียงปกติตั้งแต่ไปถึงและเจอกับพวกหลี่รุ่ยเต๋อและการลักลอบตามหาจนเจอเข้ากับหลี่รุ่ยเต๋อและจูเชว่ผู้นั้นคุยกัน

     

                   “งั้นหรือตาเฒ่าหลี่ผู้นั้นออกหน้าด้วยตัวเองเชียวรึ เรื่องครั้งนี้คงจะหนักหนาไม่น้อย”เฉินจือหานถอนหายใจออกมายาว

     

                   หลี่รุ่ยเต๋อผู้นั้นเป็นผู้ชายที่เฉินจือหานไม่อยากจะเล่นด้วยเลยสักนิดเพราะเป็นตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ ต่อให้ตัวเขาเองจะเจ้าเล่ห์แค่ไหนก็ไม่ถึงกับใช้วิธีการที่มันป่าเถื่อนเช่นหลี่รุ่ยเต๋อที่ยอมเสียสละประชาชนนับร้อยนับพันเพื่อสร้างความได้เปรียบเพียงน้อยนิด

     

                   “พวกมันบอกว่าจะทำการปล้นการส่งเสบียงที่ส่งไปทางใต้อีกครั้งและครั้งนี้จะเป็นการปล้นครั้งใหญ่เพื่อดึงความสนใจกองทัพและราชสำนักไปทางนั้น”จ้าวหานบอกถึงสิ่งสุดท้ายที่ตนรู้มา ด้วยความกังวลเฉินจือหานเองก็กังวลไม่น้อยแต่ไม่นานชายหนุ่มก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรออก

     

     

    ... ... ...

     

     

                   “หึถ้าพวกมันทำเรื่องนี้ด้วยตัวเองข้าคิดว่าป่านนี้มันคงจะอยู่เมืองหลวงเพื่อเตรียมการปล้นครั้งสุดท้ายนี้แล้วเป็นแน่”เฉินจือหานยิ้มอย่างร้ายกาจจนคู่สนทนากลืนน้ำลายก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นไปถามต่อ

     

            “แล้วเจ้าคิดว่าเราควรจะทำอย่างไรถึงจะจับพวกมันได้หรือ”ใบหน้าหล่อเหลาเลิกคิ้วถามกุนซือคู่กายด้วยรอยยิ้มจนอีกฝ่ายทำหน้าประหลาดใจออกมาก่อนจะทำท่าคิดอะไรบางอย่าง

             

                   “นั่นสินะ”จ้าวหานเคาะโต๊ะอย่างใช้ความคิดก่อนจะพูดออกมาอย่างไม่จริงจังนัก

     

                   “หากเป็นอย่างเจ้าว่าก็คงต้องใช้การขนส่งนี้เป็นเหยื่อล่อ ให้องค์ชายผู้ทรยศตัวจริงเคลื่อนไหวในวันและเวลาที่เราต้องการ” จ้าวหานตอบด้วยท่าทางไม่แน่ใจนักแต่เฉินจือหานกลับหัวเราะรวนออกมา

     

                   “ฮ่ะๆๆให้ตายสิ เจ้ากับน้องสาวเจ้านี่ช่างเหมือนกันจริงๆ”ร่างสูงพูดพลางหัวเราะด้วยความชอบใจก่อนจะเงยหน้ามาพูดต่อด้วยรอยยิ้มและแววตาที่แสดงความมั่นใจ

     

                   “เราจับมันได้แน่เจ้าไปเตรียมการตามข้าว่า เอาคนที่มีฝีมือ ยิ่งน้อยยิ่งดี”หลังจากนั้นเฉินจือหานก็อธิบายแผนของตนเองออกมา แผนง่ายๆ ที่ได้ผลแน่นอนจนจ้าวหานเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

     

                   “นั่นสินะถ้ามีเหยื่อล่อ มันก็ง่ายๆ เท่านี้เอง เหตุใดพวกเราถึงได้มองข้ามมันไป”

     

                   “ใช่พวกเราไม่ต้องตามหาแล้วว่ามันเป็นใคร รอแค่เวลาให้มันโผล่หัวออกมาเอง”เฉินจือหานยกยิ้มอย่างพอใจ

     

                   “วางกับดักจับหนูกันเถอะ”

     

                   ทั้งสองคนยกยิ้มอย่างยินดีครั้งนี้พวกเขาไม่พลาดแน่

     

     

    ... ... ...

     

     

                   ช่วงสายของอีกหลายวันถัดมาจ้าวอี้หยางและจ้าวซินเยว่กำลังจะเดินทางไปที่จวนของชินอ๋องตามคำเชิญให้ไปเป็นอาจารย์ของซื่อจือ

     

                   “อี้หยาง”ใครบางคนเรียกจ้าวอี้หยางจะประตูจวนด้วยความคุ้นเคย เมื่อเงยหน้าไปเป็นรุ่ยอ๋องที่หายหน้าหายตาไปนานยืนยิ้มอยู่

     

                   สตรีทั้งสองย่อตัวลงทำความเคารพอย่างเคย

     

                   “จะไปไหนกันหรือ”คนมาใหม่ถามด้วยรอยยิ้ม

     

                   “ไปจวนของชินอ๋องเจ้าค่ะพวกเรารับเป็นอาจารย์สอนดนตรีและศิลปะให้กับซื่อจือ”คุณหนูจ้าวคนน้องตอบด้วยรอยยิ้มมุมปากตามมารยาทปกติ

     

                   “งั้นหรือสงสัยข้าจะมาผิดเวลาเสียแล้ว” รุ่ยอ๋องกล่าวด้วยความเสียดายจนหญิงสาวทั้งสองคนมองหน้ากันอย่างลำบากใจช่วงนี้รุ่ยอ่องไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาไหนนัก

     

                   “ข้าไปคนเดียวได้นะอี้หยางเจ้าไปกับรุ่ยอ๋องเถิด ข้าจะแจ้งชินอ๋องเอง”จ้าวซินเยว่ไม่คิดจะขัดวาสนาหนุ่มสาวทั้งสองคนจึงอาสาไปเพียงคนเดียว

     

                   “ขอบใจเจ้านะ”จ้าวอี้หยางกล่าวอย่างขอบคุณพร้อมกับอยู่ส่งจ้าวซินเยว่เสียก่อนถึงจะออกไปข้างนอกกับรุ่ยอ๋อง

     

     

    ... ... ...

     

     

                   เมื่ออยู่กันลำพังรุ่ยอ๋องก็พานางออกไปข้างนอกโดยพาเดินในย่านของถนนสายหลักแสดงความสนิทสนมโดยไม่สนใจว่าใครจะมองอย่างไรนั่นทำให้จ้าวอี้หยางรู้สึกอบอุ่นในหัวใจอย่างมาก

     

                   โดยที่สุดท้ายรุ่ยอ๋องก็จูงมือพาหญิงสาวมายังร้านเครื่องประดับ

     

                   “ยินดีต้อนรับเจ้าค่ะรุ่ยอ๋อง” เถ้าแก่เนี๊ยะเจ้าของร้านร้องต้อนรับอย่างเป็นมิตร

     

                   “เถ้าแก่เนี๊ยะข้ามารับของที่สั่งเอาไว้” เสียงนุ่มของรุ่ยอ๋องพูดด้วยรอยยิ้มแต่มือกลับไม่ปล่อยจ้าวอี้หยางจนทำให้คนในร้านมือด้วยรอยยิ้ม

     

                   “ท่านอ๋องปล่อยมือเถอะเจ้าค่ะ คนมองหมดแล้ว” จ้าวอี้หยางกระซิบกับรุ่ยอ๋องเบาๆด้วยความเขินอายต่อสายตาผู้คนแต่สิ่งที่ได้รับกลับมาเป็นรอยยิ้มและมือที่จับแน่นขึ้น

     

                   จ้าวอี้หยางทำไม่สนใจและมองรอบๆจึงสังเกตว่าร้านเครื่องประดับร้านนี้ดูหรูหรา มีแต่เครื่องประดับราคาแพงและมีผ้าสวยๆ หลายพับขายอยู่ด้วย เรียกได้ว่าครบเครื่อง

     

                   เถ้าแก่เนี๊ยะหายไปไม่นานก็กลับออกมาพร้อมกับกล่องไม้สลักเป็นลายละเอียดงดงามวางไว้ตรงหน้าทั้งสองคน

     

                   เมื่อเปิดออกมาเป็นปิ่นทองประดับด้วยอัญมณีโดยมีการสลักเป็นดอกไม้มีหยกสีฟ้าและพู่ห้อยลงมางดงามทุกอย่างถูกสร้างสรรค์มาอย่างประณีต

     

                   “ให้เจ้า”รุ่ยอ๋องพูดกับจ้าวอี้หยางด้วยรอยยิ้มและแววตาที่ทำให้หญิงสาวใจสั่น

     

                   จ้าวอี้หยางใบหน้าร้อนผ่าวทั้งน้ำเสียงและสีหน้าของรุ่ยอ๋องนั้นแสดงความรักและจริงใจให้นางมากที่สุดเท่าที่เคยแสดงมา

     

                   “ไม่ชอบหรือ?”

     

                   “ชอบเจ้าค่ะ”จ้าวอี้หยางตอบด้วยท่าทางตื้นตันใจจนนางแทบจะร้องไห้อยู่ตรงนั้นอีกเหตุผลเพราะความรักของพวกนางช่วงหลังดูห่างเหินยิ่งนักจึงทำให้นางเคยคิดไปว่ารุ่ยอ๋องไม่ได้จริงใจต่อนาง

     

                   “ก็ดีแล้วข้าคิดอยู่ว่าจะเอาของขวัญใดให้เจ้า” ว่าจบรุ่ยอ๋องก็ยกปิ่นนั้นขึ้นปักให้นางกับมือก่อนที่กล่องไม้อีกหนึ่งอันจะมาวางเป็นสร้อยเงินมีจี้รูปดอกไม้เช่นเดียวกัน

     

                   “ของเจ้าทั้งหมด”จ้าวอี้หยางเผลอน้ำตาไหลออกมาเล็กน้อย แต่นางก็ซับมันได้ทันก่อนจะยกยิ้ม

     

                   แม้นางจะพูดว่าไม่ต้องการของขวัญใดจากอีกฝ่ายแต่การได้รับจริงๆ มันรู้สึกดีเช่นนี้เอง ยิ่งทำให้นางรู้สึกรักอีกฝ่ายกว่าเดิม

     

                   “แบบนี้มันไม่มากไปหรือเจ้าคะ”

     

                   “สำหรับว่าที่หวางเฟยของข้าไม่มากไปหรอก”

     

                   คำว่าว่าที่หวางเฟยของรุ่ยอ๋องทำให้หญิงสาวหน้าขึ้นสี

     

                   “หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ”จ้าวอี้หยางถามอย่างเด็กน้อยโง่งม

     

                   “ข้าจะให้ท่านพ่อสู่ขอเจ้าให้เป็นเรื่องเป็นราวอี้หยาง แต่งงานกับข้านะ”รุ่ยอ๋องพูดด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนต่างจากคนที่ถูกขอที่ยามนี้ร้อนไปทั้งกายสาว

     

                   “ระเรื่องนั้น...”

     

                   “เราไปคุยเรื่องนี้ที่อื่นกันเถอะ”รุ่ยอ๋องยกยิ้ม นางคิดว่านั่นเป็นความเอ็นดูที่อ๋องผู้นี้มีให้ตนแต่ยามนั้นนางไม่มีสติแล้ว มือบางยาวให้ชายหนุ่มจับจูงไปแต่โดยดี

     

     

    ... ... ...

     

     

                   “แม่ทัพมาอยู่ที่หน้าจวนขอรับบอกมีเรื่องจะสนทนากับท่านอ๋อง” ยังไม่ทันที่เจ้าของจวนจะเอ่ยแขกที่ไม่ได้รับเชิญก็เข้ามาถึงในห้องหนังสือของน้าชายที่อายุห่างกันไม่กี่ปี

     

                   “ข้าว่าพี่หญิงคงจะสอนมารยาทเจ้ามิใช่หรือเอามาใช้เสียบ้างนะ เฉินจือหาน”ชินอ๋องปรายตามองหลานชายเล็กน้อยพร้อมเหน็บแนมเล็กน้อยก่อนจะสนใจหนังสือตรงหน้าต่อ

     

                   “คนกันเองทั้งนั้นท่านน้าจะพิธีรีตองไปทำไม อีกอย่างจ้าวซินเยว่ก็อยู่ที่นี่ข้าแค่มารอรับนางเท่านั้นกว่าญาติผู้น้องหน้าตายจะเรียนเสร็จก็เลยมีเวลามาสนทนากับท่าน”เฉินจือหานตอกกลับอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

     

                   “จริงจังกับนางหรือเจ้าน่ะ” ชินอ๋องถามเรียบๆ

     

                   “แน่สิ! ถ้าไม่จริงจังข้าไม่เฝ้าเช้าเย็นหรอก แต่นางสิไม่ใจอ่อนสักนิด” เฉินจือหานพูดไปพลางหยิบขนมมากัดไปพลาง“ความสนิทสนมที่นางให้ก็ในฐานะสหายทั้งนั้น”

     

                   “นางไว้ใจเจ้ามากทีเดียวอย่าทำให้นางเสียใจเล่า” อันที่จริงชินอ๋องก็พอจะรู้ตั้งแต่กลับมาเมืองหลวงก็สังเกตมาตลอดจ้าวซินเยว่ผู้นั้นใช่ว่าจะไม่มีใจให้เฉินจือหาน นางก็มีแต่เฉินจือหานที่มองไม่ออก

     

                   เหมือนครั้งนั้นไม่มีผิดกับองค์หญิงไป๋เซียงจวิ้นผู้นั้น

     

                   ชินอ๋องคิดไปพลางก็ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจให้กับความรู้ตัวช้าของเฉินจือหาน

     

                   “นึกว่าท่านจะโกรธข้ามากกว่านี้เสียอีกที่ข้าเข้าหานางตอนที่ท่านไม่อยู่ทั้งที่เป็นท่านที่สารภาพความรู้สึกกับนางก่อนข้า”

     

                   “ก็ใช่ว่าข้าจะยอมเจ้าเสียเมื่อไหร่ตราบใดที่นางยังไม่แต่ง ใครก็มีสิทธิ์ทั้งนั้น” ถอยไม่ใช่ว่าจะยอมตราบใดที่ยังไม่แต่ง ชินอ๋องก็ยังมีสิทธิ์ ดูจากสภาพแล้วทั้งสองคนยังไม่มีอะไรชัดเจนกันมากนัก ก็ใช่ว่าจะไม่มีสิทธิ์อย่างไรก็แล้วแต่จ้าวซินเยว่จะให้โอกาสใครอย่างไรอีกนั่นแหละ

     

                   เพราะยามนี้นางเป็นผู้เลือกย่อมต้องเปิดโอกาสให้นางเลือกอย่างเต็มที่ แม้จะเป็นบุรุษก็ต้องให้เกียรตินางเช่นกัน

     

                   “คงไม่ได้รอคุณหนูเท่านั้นใช่หรือไม่”ชินอ๋องถามตรงๆ

     

                   “สมเป็นท่านจริงๆ”เฉินจือหานพูดอย่างไม่ทุกข์ร้อน

             

            “ข่าวเรื่องการปล้นเสบียงกองทัพที่ส่งไปทางใต้ท่านได้ยินมาบ้างหรือไม่”

             

                   “แน่นอนสิแต่ได้ยินว่าไม่เคยร้ายแรง แค่โจรป่ากองเล็กๆ ไม่ใช่หรือ” ชินอ๋องแสดงสีหน้าสงสัยว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นหรือไม่

     

                   เฉินจือหานยกจอกชาขึ้นมากระดกจนหมดจอก

     

                   “อีกเจ็ดวันช่วงปลายยามเซินจะมีการส่งเสบียงขนาดใหญ่ไปยังชายแดนปันนาที่ประตูตะวันตกข้ากลัวเหลือเกินว่าจะมีอะไรผิดพลาด”

     

                   เฉินจือหานพูดเรียบๆอย่างปกติพลางถอนหายใจ ราวกับเรื่องนี้มันกวนใจเสียเหลือเกิน

     

                   “เหตุใดจึงขนส่งเสียใกล้มืดแต่เอาเถอะ เสนาบดีกลาโหมคงจะคิดมาอย่างดีแล้ว”

     

                   “กองทัพของข้าได้รับมอบหมายให้ดูแลร่วมกับทหารของแม่ทัพภาคใต้นี่สิแล้วคนที่ขึ้นมาก็คือน้องสาวข้าเอง ลำบากใจสุดๆ” เฉินจือหานทำหน้าเหยเก

     

                   ใครๆต่างก็รู้ เฉินจือหานกับน้องสาวล้วนเป็นพี่น้องที่รักใคร่กันพี่ชายมักจะถูกน้องสาวถากถาง เล่นงานเป็นเรื่องปกติ

     

                   “เจ้านี่นะ”ชินอ๋องระบายยิ้มอย่างระอาพลางส่ายหน้า

     

                   “ถึงเวลาแล้วข้าขอตัวจ้าวซินเยว่กลับก่อนแล้วกัน ขอบคุณท่านน้าที่สนทนากับข้า” ชินอ๋องพยักหน้าทั้งสองคนเดินไปที่ห้องเรียนของอ๋องน้อยก่อนจะร่ำลากันก่อนจะแยกย้ายกันไป

     

     

    ... ... ...

     

     

                   จ้าวซินเยว่เดินออกมาจากจวนชินอ๋องที่ใหญ่โตกว้างขวางกับเฉินจือหานด้วยท่าทางผ่อนคลายส่วนเฉินจือหานกลับเงียบผิดปกติ

     

                   “มีอะไรหรือเจ้าคะถ่ายไม่ออกหรือ ทำไมทำหน้าเช่นนั้น” จ้าวซินเยว่ถามเฉินจือหานอย่างจงใจกวนประสาท

     

                   “รักเจ้ามากน่ะสิแต่เจ้าไม่ใจอ่อนเลย ข้าชักจะสงสัยแล้ว ว่าเจ้าจะสนใจชินอ๋องมากกว่าข้าหรือไม่”เฉินจือหานตอกกลับพร้อมคำหวานจนจ้าวซินเยว่คว่ำปาก

     

                   “ซื่อจือก็น่ารักดีนะเจ้าคะแต่งเข้าจวนชินอ๋องก็ไม่ต้องห่วงเรื่องมีทายาท ยิ่งเรื่องอนุ อุ่นเตียงยิ่งไม่ต้องท่านว่า ข้าแต่งให้ชินอ๋องดีหรือไม่” ดวงตากลมใสถามบุรุษข้างๆ อย่างไร้เดียงสา

     

                   “ไม่ได้แต่งกับข้าสิ แต่งกับคนอื่นได้อย่างไร” เฉินจือหานยื่นคำขาด

     

                   จ้าวซินเยว่ลอยหน้าลอยตาก็จริงแต่ในใจก็รู้สึกดีไม่น้อยที่อีกฝ่ายหวงนางขนาดนี้

     

                   “ไปเหลาอาหารกันเถอะข้าอยากร่ำสุรากับเจ้าสักหน่อย” เฉินจือหานพูดพลลางทำท่ายกจอกพร้อมรอยยิ้ม

     

                   “ไม่เข็ดหรือเจ้าคะ”นางนึกถึงวันที่นางเมาที่งานเทศกาล

     

                   “เจ้าตอนเมาหน้าเอ็นดูดีข้าชอบ ไปกันเถอะ” เฉินจือหานถือวิสาสะจับมือบางรีบตรงไปที่รถม้าโดยที่จ้าวซินเยว่ระบายยิ้มก่อนจะส่ายหน้าเล็กน้อย

     

                   ...คนๆ นี้ เป็นเด็กหรืออย่างไรกันนะ

     

     

    ... ... ...

     

     

                   ทางด้านร้านอาหารเหลาที่ราคาแพงที่สุดอาหารดีที่สุดจ้าวอี้หยางกำลังอยู่กับรุ่ยอ๋องอย่างสงบโดยที่รุ่ยอ๋องเหมาทั้งชั้นเพื่อจะได้อยู่กับจ้าวอี้หยางอย่างเป็นส่วนตัว

     

                   “ว่าแต่อี้หยางได้ข่าวว่าพี่สามของเจ้ามาที่เมืองหลวงมิใช่หรือ”รุ่ยอ๋องถามพลางคีบอาหารให้หญิงสาว

     

                   “เห็นว่ากิจการที่เมืองหลวงมีปัญหาเลยเข้ามาดูอยู่ไม่กี่วันก็ไปแล้วเจ้าค่ะ” รุ่ยอ๋องพยักหน้า

     

                   “น่าเสียดายนะข้าไม่เคยได้คุยกับพี่สามของเจ้าจริงๆ จังๆ สักครั้ง” น้ำเสียงและสีหน้าแสดงความเสียดายออกมาอย่างชัดเจนแต่ก็ยังคงยิ้ม

     

                   “พี่สามงานยุ่งต้องไปที่นั่นที่นี่เสมอ ไม่ค่อยว่าง เอาไว้ถ้าพี่สามมาอีกครั้งข้าจะชวนไปเยี่ยมท่าน” จ้าวอี้หยางยิ้ม รุ่ยอ๋องก็พยักหน้ารับ

     

                   ทั้งสองคนคุยกันอยู่ไม่นานเสี่ยวเออร์ก็เดินมาหน้าตาตื่น

     

                   “ท่านอ๋องขอรับพอดีท่านแม่ทัพเฉินมาที่ร้านแต่ที่ข้างล่างเต็ม ไม่ทราบว่าท่านจะพอแบ่งปันที่นั่งให้ท่านแม่ทัพเฉินได้หรือไม่”เสี่ยวเออร์พูดอย่างลำบากใจ

     

                   “เฉินจือหานหรือมากับใครหรือเปล่า”

     

                   “กับคุณหนูเล็กจ้าวขอรับ”เสี่ยวเออร์พูดพลางมองจ้าวอี้หยางเพื่อขอความเห็นใจ

     

                   “งั้นก็ให้ขึ้นมาเถอะ”รุ่ยอ๋องกล่าวด้วยรอยยิ้ม

     

                   ในเมืองหลวงนี้อ๋องที่ใจดีและเป็นมิตรที่สุดก็ไม่พ้นรุ่ยอ๋อง ที่มักจะยิ้มแย้มเสมอ

     

                   ไม่นานนักลูกค้าที่เสี่ยวเออร์ว่าก็ขึ้นมา เป็นเฉินจือหานกับจ้าวซินเยว่ทั้งสองคนขอนั่งร่วมโต๊ะก่อนที่เฉินจือหานจะสั่งสุราทั้งแบบแรงสุดและอ่อนที่สุดมาพร้อมกับอาหารสองสามอย่าง

     

                   “ท่านแม่ทัพจะให้น้องสาวข้าเมาอีกแล้วหรือ”จ้าวอี้หยางถามด้วยรอยยิ้มเมื่อจ้าวซินเยว่ดื่มไปเล็กน้อยก็เริ่มทรงตัวไม่อยู่พิงแขนแกร่งของแม่ทัพหนุ่มแล้ว

     

                   “มากับข้านางถึงบ้านแน่ๆ กินต่อเถอะ”เฉินจือหานที่จัดแจงให้จ้าวซินเยว่ลงมานอนที่ตักของตัวเองตอบอย่างขอไปทีจนหญิงสาวนอนไม่ได้สติที่ตักแกร่ง

     

                   “ได้ข่าวว่าเฉินหนิงจะมาที่เมืองหลวงหรือมีเรื่องอะไรหรือเปล่า” เฉินหนิงคือน้องสาวของเฉินจือหานผู้นั้นรุ่ยอ๋องก็สนิทอยู่บ้าง ส่วนคนโดนถามดื่มสุราหมดจอกก่อนจะตอบ

     

                   “เรื่องขนส่งเสบียงของกองทัพน่ะช่วงหลังมานี้มีการปล้นเสีบยงกองทัพเส้นทางไปชายแดนปันนาบ่อยๆน้องข้าจึงต้องขึ้นมาดูแลด้วยตัวเอง” เฉินจือหานพูดอย่างเป็นเรื่องปกติเรื่องนี้ไม่เป็นความลับ ความลับคือหลังจากนี้ต่างหาก

     

                   “ลำบากตระกูลเฉินแย่เลยนะ”รุ่ยอ๋องกล่าว

     

                   “อีกเจ็ดวันช่วงปลายยามเซินจะมีการส่งเสบียงขนาดใหญ่ไปยังชายแดนปันนาที่ประตูทางใต้ข้ากำลังปวดหัวเลย หากครั้งนี้โดนปล้นอีกมีหวังพ่อข้ากระเด็นออกจากตำแหน่งแน่” เฉินจือหานพูดสีหน้าเบื่อหน่ายพูดให้ใหญ่กว่าความเป็นจริง พลางรินเหล้ารสอ่อนที่สั่งมาให้คนที่หลับไปแล้วดื่ม

     

                   “หวานปานนี้ยังเมาอีกเหลือเชื่อเลย”

     

                   “แล้วการขนส่งครั้งนี้เจ้าไม่ต้องไปคุ้มกันหรือ” รุ่ยอ๋องถาม

     

                   “กองทัพหลวงมีหน้าที่ปกป้องชายแดนและเมืองหลวงเรื่องของกองทัพประจำภาค ก็เรื่องของแม่ทัพคนนั้นๆ อีกอย่างทหารส่วนหนึ่งของชินอ๋องกลับมาทหารของกองทัพข้าส่วนหนึ่งก็ต้องเดินทางไปประจำการแทน”เรื่องนี้คือเรื่องจริงโดยเขาสั่งการรองแม่ทัพของท่านพ่อที่อายุมากกว่าตนสิบปีเป็นคนเก่งที่ไว้ใจได้ไปประจำอยู่แถวๆ นั้นพร้อมกับจ้าวช่างชิง

     

                   “เป็นแม่ทัพใหญ่ก็เหนื่อยนะใครขยับตัวไปไหนก็ต้องตามทัน ต้องตัดสินใจได้อย่างแน่วแน่เด็ดขาด”รุ่ยอ๋องกล่าวอย่างชื่นชม

     

                   “จือหาน...”เสียงเล็กครางเบาๆ พลางขยับตัวกอดเอวสอบแน่นขึ้นจนเจ้าของชื่อยกยิ้ม บนตัวของนางมเสื้อนอกของเขาคลุมอยู่แทบจะตกลงมาอยู่แล้ว

     

                   นอนดิ้นจริง...

     

                   “ข้ากลับก่อนดีกว่าแมวตัวน้อยซนใหญ่แล้ว” เฉินจือหานเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม อีกสองคนก็เห็นด้วยสภาพจ้าวซินเยว่ไม่ได้สติทั้งยังซนยิ่ง กลับบ้านคงดีกว่า

     

                   เฉินจือหานจึงอุ้มนางขึ้นแล้วเดินออกจากร้านโดยไม่สนใจสายตาที่มองในเมื่อเขาภูมิใจที่ได้ดูแลนาง

     

                   พอส่งนางกลับเรือนก็โดนจ้าวหานบ่นยกใหญ่แต่เพราะยังมีธุระที่ทั้งคู่ต่างก็รู้จึงได้แต่จดเอาไว้แล้วปล่อยให้เฉินจือหานไปทำงานของตนเองต่อ

     

     

    ... ... ...

     

     

                   บุรุษร่างสูงใบหน้าคมคายเดินไปมาด้วยสีหน้าเรียบนิ่งความจริงก่อนที่เขาจะไปพบกับชินอ๋องเขาได้ไปหาจวิ้นอ๋องที่เป็นบัณฑิตพึ่งกลับมาตามคำสั่งและแจ้งไปว่าจะมีการขนส่งเสบียงตามวันและเวลา แต่สถานที่คือประตูตะวันออก หลังจากส่งจ้าวซินเยว่ก็ไปหาองค์รัชทายาทและแจ้งสถานที่เป็นประตูทิศเหนือเพื่อหลอกล่อโจร

     

            แต่ความจริงเฉินจือหานกำลังวางเหยื่อกับองค์ชายทั้งสี่โดยที่จ้าวหานก็ไม่รู้วัน เวลาและสถานที่ที่แน่ชัด อย่างไรพื้นเพจริงๆของจ้าวหานก็คือแซ่อู่ เจ้าตัวก็เข้าใจและไม่เข้ามายุ่งจนกว่าเรื่องนี้จะกระจ่าง

             

            เฮ้อ

             

            เฉินจือหานถอนหายใจยาวเรื่องงานก็เครียด เรื่องอื่นๆ ยิ่งเครียด จ้าวซินเยว่นั่นเองตั้งแต่ชินอ๋องกลับมาเขาก็จิตใจไม่อยู่กับตัว ยิ่งนางต้องเข้าออกจวนอ๋องวันเว้นวันมันยิ่ง... หวง

             

            เพราะเขาเองก็ยอมรับว่าสองคนนั้นช่างดูเหมือนสมกันกว่าตัวเองแบบนั้นเขาจำเป็นต้องใช้วิธีสกปรกโดนการเข้าหานาง จูบนางและแสดงความเป็นเจ้าของทั้งที่นางก็ไม่ได้ยอมรับเรื่องนั้น

             

            เครียดกว่าการรบก็คงจะเป็นการรัก

             

            เพียงแค่คิดตัวเขาก็มาถึงเรือนของนางเงียบๆ โดยที่คนในจวนก็ไม่มีใครรู้นอกเสียจากเสี่ยวโยวและอาจิงที่อยู่หน้าห้อง

             

            ร่างเล็กที่เมาไม่ได้สตินอนหลับสบายยามนี้เสื้อผ้าถูกเปลี่ยนโดยบ่าว ผมก็ปลดออกปล่อยสยาย

             

            นางช่างงดงามยิ่งกว่าใครไหนจะความดื้อ ความซน และความอ่อนโยน นางมีทุกอย่าง

             

            แม้ร่างสูงจะยังติดใจกับเรื่อง‘ความฝัน’ ในคือนั้นแม้ตอนแรกจะจำไม่ได้ แต่ยามนี้เขาจำได้ทุกอย่างภาพของหญิงสาวกำลังนอนอยู่บนเตียงสีขาว กับชายหนุ่มร่างสูงผมสั้นนั่งเฝ้านางอยู่

             

            แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะเอามาใส่ใจวันนี้ วินาทีนี้ได้อยู่ด้วยกันก็พอแล้ว

             

            ใบหน้าหล่อเหลาโน้มตัวลงมาจูบบนหน้าผากของหญิงสาวก่อนจะลูบหัวนางอย่างบางเบา

             

            ขอแค่นางปลอดภัยจะให้เขาทำอะไรก็ยอม

             

            เพราะเป็นแบบนั้นจึงต้องรีบจัดการกับพวกกบฏให้หมดเพื่อจะได้ใช้ชีวิตกับนางอย่างสงบสุขเสียที

     

     

    #####

    คล้ายกับเรื่องเฝ้ารักจันทร์เสี้ยว ที่คุณอ่าน