“เพียงแค่เจ้าเอ่ยชื่อข้าข้าก็พร้อมจะมาอยู่ตรงหน้าเจ้าทันที เด็กน้อยของข้า”สายตาอ่อนหวานทอดมองผู้ที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่เบื้องหน้า“ในที่สุดเจ้าก็ยอมเอ่ยชื่อข้าเสียที”
“ผมคิดถึงคุณ…”ทีปกรสวมกอดชายร่างใหญ่ใบหน้าแนบชิดติดกับแผงอกโดยมีฉากกั้นคือเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่พร้อมทั้งพูดพล่ามน้ำตาไหลพรากไม่หยุด “เวลาผ่านไปแค่คืนเดียวแต่ทำไมมันช่างยาวนานเหลือเกิน ผมเหนื่อย ผมเจ็บ ผมกลัว”
“เจ้าจักกลัวอันใดความตายงั้นรึ”
“ผมไม่ได้กลัวความตายผมแค่กลัว…” ทีปกรหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเบาลง “ผมกลัวว่าจะต้องจากทุกคนไป”เขมทัตได้ยินดังนั้นก็กระชับวงแขนของตนที่กำลังโอบกอดอยู่ให้แน่นขึ้นมือข้างหนึ่งลูบไปยังศีรษะเพื่อปลอบโยนเด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้า
“มิต้องเป็นกังวลไปดอกเด็กน้อยของข้า…หากแต่เจ้าจากทุกคนอันเป็นที่รักของเจ้าบนโลกมนุษย์ไป เจ้าก็จักได้อยู่กับข้าตลอดกาลและข้าขอสัญญาว่าจะไม่ให้เจ้าห่างกายข้าแม้เพียงกระผีกเดียว ดีรึไม่”คำพูดที่ฟังดูแล้วรู้สึกประหลาดหูนี้ทำให้ผู้ที่อยู่ในอ้อมแขนผละตัวออกจากแผงอกอบอุ่นเจ้าตัวย่นคิ้วเงยหน้ามองชายผู้เป็นที่รักก่อนจะนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่เหมือนกำลังชั่งใจว่าควรเลือกสิ่งใด แต่เมื่อคิดได้ว่าตนต้องกลับเข้าร่างก็ส่ายหัวเบา ๆ เพื่อสลัดข้อเสนอของเขมทัตออกไป
“ยังไอ้ทียังไม่ใช่ตอนนี้” เจ้าตัวบ่นอุบอิบกับตัวเองก่อนจะกลับไปพูดกับชายที่มอบวงแขนอบอุ่นที่อยู่เบื้องหน้าอีกครั้ง“ผมยังไม่พร้อมที่จะไปกับคุณ รอผมก่อนได้ไหมครับ”
ทีปกรพูดพร้อมส่งสายตาอ้อนวอนให้ฝ่ายตรงข้ามแม้รอบดวงตาจะดูปูดบวมช้ำจากการร้องไห้มาอย่างหนักแต่เขมทัตก็ไม่อาจละสายตาออกมาได้เลยใบหน้ายังคงงดงามเสมอสำหรับผู้ที่กำลังจ้องมองอยู่ ชายร่างใหญ่ยิ้มน้อย ๆพลางเชยคางมนให้เชิดขึ้นก่อนจะใช้ชายแขนเสื้อคลุมซับหยาดน้ำตาที่ยังคงเปื้อนอยู่บนใบหน้าพร้อมทั้งกระซิบข้างหูอย่างแผ่วเบา
“ข้าเย้าเจ้าเล่นดอกถึงแม้ว่าตอนนี้ข้าอยากจะครอบครองเจ้าสักเพียงใด แต่ถ้ายังไม่ถึงเวลาของเจ้าข้าก็มิอาจพาเจ้าไปได้ เมื่อวันนั้นมาถึงข้าจะเป็นผู้มารับเจ้าไปเอง”เขมทัตโน้มตัวประทับริมฝีปากหยักหนาลงบนหน้าผากช้า ๆก่อนจะผละออกมาแนบกับใบหูอ่อนนุ่มอีกครั้ง
“ข้าขอชื่นใจเจ้าอีกสักนิดได้หรือไม่”เสียงกระซิบแผ่วเบาทำให้ฝ่ายตรงข้ามสั่นเทิ้มไปทั้งตัว
“อือ…”ทีปกรยืนแข็งทื่อกลืนน้ำลายลงคอเล็กน้อยก่อนจะปล่อยให้จิตของตนเคลื่อนไหวไปตามแรงปรารถนา
มือหยาบหนาเชยคางชายร่างบอบบางไปพร้อมกับเสียงตอบรับริมฝีปากหยักค่อย ๆ เลื่อนลงมาแตะบนสันจมูก กลิ่นหอมอ่อน ๆที่ได้รับทำให้ทีปกรรู้สึกเหมือนอยากจะมอบวิญญาณให้ฝ่ายตรงข้ามไปเสียตอนนี้ให้รู้แล้วรู้รอดความร้อนวูบวาบแผ่ซ่านไปทั้งร่างกายเหมือนมีอะไรบางอย่างมาทำให้มวลท้อง ใจเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะเมื่อริมฝีปากมาบรรจบกันไออุ่นของทั้งสองก็เริ่มสอดประสานแลกความหวานซึ่งกันและกันอย่างดูดดื่มหากเปรียบดั่งน้ำผึ้งเดือนห้าที่ว่าหวานก็ยังไม่เท่ากับความหวานของทั้งคู่ที่กำลังลิ้มรสในตอนนี้มือหยาบหนาลูบไล้บนลำตัวฝ่ายตรงข้ามอย่างทะนุถนอม พร้อมทั้งยกร่างบอบบางขึ้นด้วยมือข้างเดียวจนเท้าลอยเหนือพื้นส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็เริ่มดึงผ้าเสมือนส่วนเกินให้หลุดออกจากร่างกายทีละชิ้น
“ข้าชักอดใจมิไหวเสียแล้ว…เด็กน้อยของข้า” เสียงกระเส่ากระซิบแผ่วเบาข้าง ๆหูทำให้ชายร่างบอบบางรู้สึกเคลิบเคลิ้มดั่งถูกมนตร์สะกดเรือนร่างและน้ำเสียงอ่อนยวบยาบตอบรับเหมือนพร้อมทำตามในสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามปรารถนา
“คุณอยากจะอะไรก็ทำเถอะ”เขมทัตอุ้มทีปกรเดินเข้าประชิดติดกำแพงด้านหนึ่งเสมือนว่าห้องนี้มีแค่พวกเขาเพียงสองคนเท่านั้น
“กาย…”เสียงใส ๆ ของพี่สาวดังขึ้นพร้อมกับการเปิดประตูห้องทำให้ทีปกรถึงกับสะดุ้งใจหายวาบผละตัวออกจากชายผู้เป็นที่รักทันที
“พี่ไปบอกพยาบาลแล้วนะว่าห้องเย็นมาก”
“พี่ๆ มาดูนี่สิ” เกียกกายไม่สนใจในสิ่งที่ธาริณีพูดแต่กลับกวักมือเรียกให้เข้ามาดูใกล้ ๆ
“อะไรทีฟื้นแล้วเหรอ”
“ไม่ใช่…พี่มาดูนี่”