ตอนที่ 47 แพ้ผู้มาเยือนยามวิกาล
ไป๋เทียนหยูยามนี้ย่อมมองล้งปวยไว้สูงยิ่ง ปัญหาที่เขาแบกหนักดุจดั่งขุนเขามาหลายปีแต่สำหรับเล้งปวยแล้วกลับบางเบาดุจปุยนุ่น อย่างน้อยโอสถระดับ3 เพียงคนละเม็ดก็ทำให้พวกศิษย์สายในเลื่อนระดับพลังยุทธได้คนละ 1-2 ระดับ เวลาที่เหลือ3-4 เดือนน่าจะไล่ตามตึกอื่นทันได้
ไม่เพียงแต่ หัวหน้าตึกที่มีมุมมองต่อเล้งปวยเช่นนั้น กลุ่มศิษย์สายในทั้งหมดก็แทบจะมองเขาเปลี่ยนจากจุดต่ำสุดไปสู่จุดสูงสุดดุจพระเจ้าให้แล้ว
เสียงของหลินซีที่อยู่ในห้วงแห่งจิตวิญญาณหัวเราะคิกคัก “เจ้านี่มันตัวอะไรกัน บทจะต่ำเจ้าก็แทบจะกลายเป็นขยะ บทจะขึ้นสูงก็กลายเป็นพระเจ้าขึ้นมา เห้ยๆ…นี่ เจ้าฟังข้าอยู่ไหมเนี่ย” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบไป
“โอ้ย! แทบหูจะแตกอยู่แล้ว ข้าหละไม่แปลกใจเลย ที่ปู่กลัวว่าเจ้าจะเหงา นี่เจ้าจะเป็นเช่นไรน้า…หากขาดข้าไป”
“เพ้ย! เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นตัวอะไร” จากนั้นนางก็เงียบไปเมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบโต้
จากนั้นเขาก็ได้ไปพบหัวหน้าตึกหมื่นเทพที่รออยู่ในห้องโถงของตึกใหญ่
“คารวะท่านอาจารย์หัวหน้าตึกไม่ทราบท่านเรียกข้าด้วยอันใด” เขากล่าวอย่างนอบน้อม
“อ้อมีหลายเรื่องนะแต่ที่สำคัญอยากแจ้งให้เจ้าเตรียมเข้าร่วมการแข่งขันในมิติป่าเร้นลับที่กำลังจะมีขึ้นมาในอีกสองเดือนข้างหน้านี้นะ “
จากนั้นก็เล่ารายละเอียดให้เขาฟัง ทำให้เขาได้ทราบว่า แต่ละตึกจะส่งทั้งศิษย์สายในและสายตรงเข้าร่วมโดยสายตรงนั้นจะนำมารวมกันแล้วแบ่งเป็น2 กลุ่มคิดคะแนนจากระดับขั้นของ สมุนไพรหญ้านางเซียน แกนอสูร ศิลาพลังปราณที่เก็บได้ในระยะ3 เดือนที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดนั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นประตูจะเปิดเมื่อครบ3 เดือนแล้วเท่านั้น
“จากนี้ไปเรามีเวลาเพียง2 เดือนก็จะเริ่มแล้วเจ้าคิดว่าเตรียมตัวทันหรือไม่”
“อย่างน้อยคงไม่ถึงกับแย่กระมัง อีกสองเดือนข้าว่าพวกเขาน่าจะเลื่อนเพิ่มขึ้นได้2-3 ระดับ”
“ดี ๆ ในระหว่างสองเดือนนี้ต้องรบกวนเจ้าแล้วหากขาดอันใดเจ้าบอกมาได้เลยนะ”
เมื่อได้ฟังเด็กหนุ่มพูดอย่างสบายๆ หากอยู่คนเดียวชายชราคงตะโกนออกมาดังๆให้ความกดดันทั้งหลายทั้งมวลที่กดทับเขามานานนั้นกระเด็นกระดอนออกไปให้หมดสิ้น แต่ยามนี้เพียงเห็นท่านแย้มยิ้มออกมา
…
ณ หุบเขามังกรหมอบ อันเป็นถิ่นพำนักของศิษย์สายตรงแห่งตึกหมื่นเทพ ตรงกลางเป็นลานหญ้าอันเขียวขจีกว้างขวางทอดยาวไปทางทิศตะวันออก ไปจดกับหน้าผาสูงอันราบเรียบที่เอียงลาดทอดยาวลงมาจนจรดพื้นหญ้า
ที่ชะง่อนหินด้านบนของหน้าผาปรากฏมีแอ่งน้ำขนาดปานกลาง ที่มีน้ำสาดไหลพุ่งตกลงมากระทบหน้าผาลาดชันแล้วกระเซ็นเป็นฟูฝอยจนบังเกิดซู่ๆซ่าๆอยู่ตลอดเวลา
ละอะอองน้ำยามต้องกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องมาปรากฏเป็นทัศนียภาพที่สวยงามอย่างยิ่ง ยามเข้าใกล้หน้าผาจะรับรู้ถึงลอองไอขนาดเล็กๆที่นำพาเอาความชุ่มชื้นเย็นฉ่ำมาฝากไว้บนใบหน้าของเราจนรู้สึกสบายอย่างยิ่ง
สายน้ำที่ตกลงมาได้ไหลไปรวมกันกลายเป็นสระน้ำขนาดกลางๆไหลอ้อมๆไปตามด้านข้างของลานหญ้าไปจนถึงบริเวณป่าไผ่ทางด้านตะวันตกที่อยู่ติดกับตัวอาคารที่พัก
ส่วนขอบลานหญ้าทางทิศเหนือนั้น ขึ้นแซมด้วยต้นสมุนไพรขนาดเล็กที่มีดอกสีม่วงอมชมพูส่งกลิ่นหอมรวยริน นั่นคือหญ้าหยาดนำ้ค้างที่หลายคนหวาดกลัวในพิษของมัน แต่หารู้ไม่ว่าหากนำมาผสมในสัดส่วนที่ถูกต้องกับสมุนไพรบางชนิดแล้วจะได้โอสถที่มีค่ายิ่งเลย
ได้ยินเสียงหลินซีที่อยู่ในห้วงจิตวิญญาณพร่ำพรรณนาชมความงามแห่งธรรมชาติอยู่ไม่ขาดเสียง
“ฮึ พอบอกว่ามันเป็นตัวโง่งมเด็กน้อยเจ้ากลับจะไม่ยอมรับ หากมันไม่โง่ไปหน่อยปานนี้เราผู้พี่สาวใหญ่(พยายามยกตน)คนนี้ย่อมได้สดชื่นชุ่มฉ่ำสุขสบายกับบรรยากาศเช่นนี้มานานแล้ว…เฮ้อ”
“นี่…ยัยนังหนู มาแอบด่าคนอยู่ได้ การมาหรือไม่มาที่นี่ไม่เห็นมันจะเกี่ยวกับโง่กับฉลาดที่เจ้าว่ามานั่นเลย …แล้วใครยกให้เจ้าเป็นพี่สาวใหญ่ กันตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ไม่รู้!…ไม่ชี้! อื้อหือ…ดอกนั่นก็สวย… น้ำก็เย็นฉ่ำ……(เรื่อยเปื่อย)……”
“นี่! ด่าเราแล้วทำเฉยอีก…เดี๋ยวเถอะ…”
“…”
…
ด้วยพลังปราณธรรมชาติที่เข้มข้นของที่นี่จนรู้สึกได้ชัดเจนกว่าทุกที่ ทำให้เล้งปวยรีบเอาใจห้วงแห่งทะเลปราณของตนที่มันคล้ายกล้าแกร่งจนก่อเป็นรูปร่างมีตัวตนของมันขึ้นมา เห็นมันทำการดูดซับเอาพลังปราณจากธรรมชาติคล้ายดังคนที่อดอยากมาหายปีก็ป่านนั้น จนเขาอดหัวร่อมันขึ้นมาไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงทรงร่างอยู่ในฌาณมาได้ 3 วันแล้ว
จนกระทั่งย่างเข้าวันที่ 4 ราวๆยามสาม ท่ามกลางความเงียบสงัดไร้ซึ่งเสียงใดๆ พลันปรากฏมีบางสิ่งแทรกเข้าไปอนูของอากาศจนทำให้มันไหวตัวขึ้นมาเล้งปวยพลันทราบจากสัมผัสแห่งมังกร พร้อมกับหลินซี ที่กระซิบถามมาจากภายใน
“เด็กน้อย…พบเห็นอันใดหรือไม่”
“อืม…แต่รูปร่างยังไม่ชัดเจนว่าเป็นอันใด ความจริงมันเคยปรากฏตัวมา2 วันก่อนแล้วเพียงมันไม่กล้าเข้ามาใกล้ขนาดนี้ วันแรกมันหยุดลงที่ลานหญ้า จนวันนี้มันจึงมาถึงหน้าประตู”
สองวันก่อนนั้น เล้งปวยไม่ขยับเขยื้อนจะรอให้มันเข้ามาใกล้ๆ สุดท้ายมันก็จากไป ดังนั้นวันนี้เขาตัดสินใจ ไม่ว่าอย่างไรต้องจับมันให้ได้ เขาค่อยๆกระเถิบเข้าหาประตูทีละนิดอย่างแผ่วเบาไร้สุ้มเสียงใดๆ เขายังสัมผัสได้ว่ามันยังไม่ได้ขยับไปไหน ยังอยู่ที่หน้าประตูตรงกันกับเขา ทันใดนั้นเขากระชากประตูเปิดออกอย่างแรงพร้อมทะยานเข้าตะครุบอีกฝ่ายทันที
ปัง!
พอเสียงเปิดประตูดังขึ้นพลันเห็นเงาดำจางพุ่งวาบหนีออกไปทางด้านหน้า…
“หึ! ต่อให้เร็วแค่ไหนเจ้าอย่าคิดว่าจะรอดเงื้อมมือของอัจฉริยะด้านความเร็วคนนี้ไปได้” มันมั่นใจว่าในระดับผู้เยาว์นั้นความเร็วของมันต้องเป็นหนึ่งไม่มีสองแน่นอน
“เราจะให้เจ้าหนีได้ไม่เกินสิบวาเด็ดขาด” พูดพึมพำกับตัวเอง
มันทะยานตามด้วยท่าร่างอันเลอเลิศทั่วพิภพของมันหวังพิชิตฝ่ายตรงข้ามให้ได้ แต่ทว่าความเป็นจริงมักจะตรงกันข้าม เมื่อเงาดำจางๆนั้นพลันทิ้งห่างมันออกไปทุกทีๆจนกระทั่งเกือบจะร้อยกว่าวาแล้ว หลังจากนั้นมันจึงหยุดลง แล้วหันกลับมา
“ที่แท้มันเป็นนกกระเรียนสีเทาตัวหนึ่งนี่เอง” เล้งปวยพึมพำ
แล้วเขาพลันเห็นคนผู้หนึ่ง… มิใช่… ต้องบอกว่าสตรีผู้หนึ่ง จึงจะถูก มิหนำซ้ำเป็สตรีที่งดงาม งามจนไม่แพ้หลินซีอย่างแน่นอน นางโรยตัวจากท้องฟ้าลงมายังหลังเจ้านกกระเรียนยักษ์นั่นพอดี รอจนกระทั่งเล้งปวยทะยานเข้าไปใกล้ พวกมันก็โบยบินจากไปจนลิบตา
“ฮ่าๆๆๆ เด็กโง่หน้าแตกหมดเลยละสิครานี้ ไหนว่าตัวเองเร็วนักหนาไงมันทิ้งเจ้าจนไม่ติดฝุ่นมันเลยฮ่าๆ”
อีกฝ่ายไม่ตอบมันได้แต่ยืนเกาศีรษะอย่างโง่งม แล้วค่อยถามขึ้นมา
“หลินซี…เจ้ามีฝาแฝดหรือไม่” มันคล้ายจ้องเข้าไปภายในห้วงจิตของตน
“เจ้าถามอันใด…ไม่มี”
“เปล่า…ไม่มีใดข้าแค่ถามดูเฉยๆ”
แขกผู้มาเยือนยามวิกาล ได้ก่อกวนจิตใจของเล้งปวย จนยากที่จะสงบลงได้
“หลินซี เจ้าคิดออกอันใดหรือไม่”
“ยังเลย แต่ข้าว่าพวกมันไม่คล้ายจะมาคิดร้ายนะ”
“ก็ไม่แน่นักนะ อาจจะยังไม่กล้าลงมือ หรือหาโอกาสอยู่ก็ได้”
“ตัวโง่ใหญ่ หรือเจ้ายังคิดว่าตนนั้นเหนือกว่าอีกฝ่าย อย่าบอกนะ ว่าเจ้าคิดเช่นนั้นจริงๆ คิดดู กระทั่งสัตว์เลี้ยงของมันยังมีฝีมือซะขนาดนั้น แล้วเจ้านายของมันละจะขนาดไหน ข้าว่ามันคงไม่รีรอที่จะลงมืออย่างเจ้าว่าแน่ ยกเว้น…”
“ยกเว้นอันใด……”
“พวกมันยังมีข้อกริ่งเกรงบางอย่าง…แต่ข้าว่ามันคงไม่เลิกลาแค่นี้เป็นแน่ เพียงเจ้าต้องระวังมากขึ้นเท่านั้น”แล้วทั้งคู่ก็เงียบไป
เล้งปวยจึงได้เข้านั่งกรรมฐาน เพื่อเลื่อนระดับของทักษะของเคล็ดวิชา ใต้บารมีแห่งพระโพธิสัตว์ ที่ถือว่าเป็นวิชาที่ตนชมชอบที่สุดที่อาจารย์ถ่ายทอดให้
…
จนกระทั่งผ่านล่วงไปอีกหลายวันและมาถึงกำหนดการแข่งขันใน มิติป่าเร้นลับ นั่นแล้ว เขาจึงได้ภารกิจต่างๆ ไปลาอาจารย์ค่อมแล้วก็ออกเดินทางไปยังจุดลงทะเบียน แน่นอนว่าคนที่ต้องการเป็นเจ้ใหญ่อย่างหลินซีงานนี้ย่อมถูกใจเป็นที่สุดจนครางงุ้งงิ้งอยู่ในห้วงแห่งจิตวิญญาณของเขา ที่นางจะได้ไปเที่ยว
/ฮ่าๆมันแพ้อย่างหน้าแตกเลย