รถม้ามิติของหยางมี่

    ความอยากกินสูงเสียดฟ้า

            ยังไม่ได้ตรวจคำผิด

            คำเตือน

            นิยายเรื่องนี้ไรท์มโนขึ้นมาความสมเหตุสมเหตุสมผลมีบ้างไม่มีบ้าง รบกวนอ่านเพื่อความบันเทิงใจ ขอบคุณค่ะ


            ++++++++++++++++++++


            ส่วนหยางมี่ที่รู้สึกสงสารในชะตากรรมของคนบ้านเจิ้ง จึงคิดหาทางช่วยเหลือ หยางมี่จึงยืนกอดอกพร้อมเอามือลูบที่คางอย่างคนใช้ความคิด และด้วยท่าทางเช่นนี้ทำให้ผู้เป็นพ่อและพี่ชายรู้สึกคันยุบยิบที่หัวใจยิ่งนัก


            "หวังเฉา หม่าฮั่น จางหลง เจ้าหู่ พวกเจ้าสามารถได้ยินเสียงไกลๆ ได้หรือไม่"


             'หากข้าเปิดประสาทสัมผัสกลิ่นและเสียง...ก็สามารถได้ยินดังไกลสุดคือตีนเขาทางเขาหมู่บ้าน'


            "ถ้าอย่างนั้นเวลาที่คนบ้านเจิ้งหรือคนในหมู่บ้านพูดคุยกัน พวกเจ้าก็ได้ยินทั้งหมดเช่นนั้นหรือ"


            'ถ้าเกิดเรื่องอะไรกับคนบ้านเจิ้ง ข้าจะบอกพวกเจ้าให้เอง พร้อมทั้งจะรีบวิ่งไปช่วยด้วย พอใจหรือไม่ ถ้าพอใจแล้วข้าจะได้นอนสักที'


            "ก็ได้ๆ ...ข้าขอโทษที่รบกวนการนอนกลางวันของพวกเจ้านะ เหอะเจ้าสุนัขเอาแต่ใจ!!"


            ทุกคนเงยหน้าหัวเราะออกมาอย่างสุดเสียง ที่เห็นหยางมี่ต่อล้อต่อเถียงกับสุนัข ทั้งยังโดนสุนัขมองบนใส่


            "ท่านพ่อข้าอยากได้หินแผ่นเรียบๆ ที่บ้านลุงเจิ้งมาปูพื้นห้องน้ำกับพื้นหน้าบ้านจะได้หรือไม่เจ้าคะ"


            "ทำได้หรือมี่เอ่อร์ พี่ไม่เคยเห็นเลย"


            "ข้าก็ไม่รู้เช่นกันเจ้าค่ะพี่ใหญ่ ข้าต้องลองดูก่อน ท่านพ่อเจ้าคะ ถ้าเราเอาแผ่นหินพวกนี้ไปทำเป็นพื้นในห้องอาบน้ำหรือพื้นหน้าบ้านได้หรือไม่"


            "พื้นห้องอาบน้ำหรือ!! อืม...แต่หินพวกนี้มันไม่สามารถต่อกันได้นะลูก"


            "แล้วถ้าเราเอาดินเหนียวทำบ้านมาอัดไปตามช่องว่าล่ะเจ้าคะ"


            "นั่นสิ!! พ่อเริ่มนึกภาพออกแล้วล่ะพ่อจะบอกนายช่างให้นะ"


            "ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพ่อ"


            หลังจากที่ท่านพ่อกับพี่ใหญ่ออกไปบอกเรื่องหินแผ่นกับนายช่าง ก็เหลือเพียงนางและน้องชายที่ยังคงนั่งกินขนมไม่หยุดปาก


            "เฉินเอ๋อร์ กินขนมมากเกินระวังเย็นนี้จะจะกินข้าวไม่ได้นะ"


            "ขอรับๆ "


            หลังจากกลับมาจากบ้านเจิ้งแล้ว นางก็มาจัดการที่ดินหลังบ้านต่อให้เสร็จ หลังจากนั้นนางก็แบกน้องชาบเข้าบ้านเพื่อที่จะไปทำอาหารเย็นต่อไป


            "ท่านย่า"


            "อ้าวมี่เอ๋อร์...เป็นอย่างไรขายดีหรือไม่"


            "ขายดีมากเลยเจ้าค่ะ ท่านย่าไปไหนมาหรือเจ้าค่ะ"


            "ย่าไปดูการก่อสร้างบ้านบนเขามาน่ะ เจ้าจะทำอาหารเย็นหรือ"


            "เจ้าค่ะท่านย่า"


            "ถ้าอย่างนั้นเรามาช่วยกันทำอาหารเถอะ"



            ยามอิ๋น (03.00-04.59)


            เช้าวันนี้นางก็ตื่นมาทำกิจวัตรประจำวันจนเสร็จเรียบร้อย จนได้เวลาไปขายของ


            "เฉินเอ๋อร์ เจ้าจะไปกับพี่อีกหรือ "


            "ขอรับ"


            "แต่พี่อาจจะไม่มีเวลาดูแลเจ้านะ แต่พี่เตรียมข้าวไว้ให้เจ้ากินตอนกลางวันแล้วล่ะ"


            "ข้าดูพี่ทั้งสองขายของดีกว่าอยู่บ้าเฉยๆ "


            "ก็ได้ๆ พี่ใหญ่..พวกเราพร้อมแล้วเจ้าค่ะ"


            หลังจากที่พี่ใหญ่เตรียมรถม้าเรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางทันที บรรยากาศตอนนี้ก็หนาวเย็นปกติ

    แต่นางไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้เลยยังคงมืดมิดไม่มีแสงไฟข้างทางเหมือนในโลกก่อน


            กระทั่งมาถึงที่ตลาด หยางจื่อจัดการจอดรถม้าแบบเมื่อวานนี้ จากนั้นก็จัดการการผสมแป้ง เตรียมทุกอย่างด้วยความคล่องแคล่ว

    หยางจื่อเทแป้งลงไปในหลุมจนเต็ม จากนั้นโรยด้วยขิงดอง ต้นหอม ผักกะหล่ำปลีหั่นละเอียด และตามด้วยหมูรมควันและปลาหมึก


            "พี่ใหญ่รบกวนท่านลงไปเปิดหน้าต่างให้หน่อยเจ้าค่ะ"


            "ได้"


            หลังจากที่พี่ใหญ่เปิดร้านแล้วนางก็ต้องตกใจกับจำนวนคนที่เดินมาเข้าแถว


            "เออ...วันนี้มีสองไส้ ไส้หมูกับไส้ปลาหมึก จะรับอย่างไรดีเจ้าคะ"


            "ผสมกันได้หรือไม่"


            "ได้เจ้าค่ะ"


            "ข้าเอาผสม 12 ลูก 3 กระทง"


            "รอสักครู่เจ้าค่ะ"


            หยางมี่จัดการขนมตามที่ลูกค้าสั่งด้วยความเร็วเท่านที่เด็ก6หนาวจะทำได้


            "60 อีแปะเจ้าค่ะ"


            "นี่เงินของเจ้า"


            "ขอบคุณที่อุดหนุนนะเจ้าค่ะ … รับอะไรดีเจ้าคะ วันนี้ีมีไส้หมูและไส้ปลาหมึก สามารถผสมได้เจ้าค่ะ"


            "อืม...ข้าเอาผสม 12 ลูก 2 กะทง"


            "ทั้งหมด 40 อีแปะเจ้าค่ะ"


            "นี่เงินของเจ้า ถ้าอร่อยอย่างที่คนอื่นบอก ข้าจะกลับมาซื้อใหม่"


            "ขอบคุณที่อุดหนุนเจ้าค่ะ "


            "พี่สาวลูกค้าจะเยอะตลอดหรือ"


            "ไม่ตลอดหรอก   ขนมของเราเป็นของแปลกใหม่  ทำให้เป็นที่นิยมในวันช่วงแรกเท่านั้น  อีกหน่อยลูกค้าก็เริ่มซาลง  เราก็คงต้องหากิจการอย่างอื่นมาเสริม"


            "อ่อ..เช่นนั้นหรือ"

         

            "ใช่เป็นเช่นนั้น  อย่างเช่นตอนนี้ลูกค้าจะเข้ามาเรื่อยๆ ...รับอะไรดีเจ้าค่ะ"


            "ข้าเอา12ลูก 2 กระทง"


            "มีหมูกับปลาหมึก สามารถผสมกันได้เจ้าค่ะ"


            "ข้าเอาหมู1 กระทง ปลาหมึก 1 กระทงก็แล้วกัน"


            "รอสักครู่เจ้าค่ะ...ของลูกค้า 40 อีแปะเจ้าค่ะ"


            "พี่ใหญ่วันหลังเราต้องหาเชือกมากั้นเป็นทางเดินแล้วเจ้าค่ะ จะได้เป็นระเบียบมากขึ้น "


            "ขายของเสร็จก่อน พี่จะไปหาซื้อเชือกมาให้"


            "ขอบคุณเจ้าค่ะ"


            "ว่าแต่เมื่อวานขายได้เท่าไหร่หรือ"


            "ข้าก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ เงินอยู่กับท่านพ่อทั้งหมด ข้าไม่ได้นับเลย"


            "อ่อ..."


            "แต่ว่าเราน่าจะขายได้มากกว่า10ตำลึงเงินนะเจ้าค่ะ"


            "เรารวยแล้วใช่หรือไม่พี่ใหญ่พี่รอง"


            "ยังไม่รวย ถ้ารวยเราต้องมีตำลึงทอง100หีบขึ้นไป"


            "หึหึ...ถ้าเรามีตำลึงทอง100หีบ เราคงจะซื้อบ้านซื้อเมืองได้แล้วนะมี่เอ๋อร์"


            "ฮ่าๆๆ ข้าก็แค่พูดให้เฉินเอ๋อร์นึกภาพออกเจ้าคะ"


            ลูกค้าเข้ามาซื้อขนมเรื่อยๆ  ไม่ได้มารุมซื้อเหมือนวันแรก  ทำให้นางกับพี่ใหญ่มีเวลาผลัดกันกินข้าวได้จนกระทั้งถึงต้นยามอู่ (11.00-12.59)


            "ขนมหมดแล้วหรือ นี่เพิ่งจะต้นยามอู่เองนะ"


            "เจ้าค่ะพี่ชาย ข้าขายดีกว่าเมื่อวานอีก"


            "ทำไมไม่ขายให้มากกว่านี้ล่ะ"


            "ถ้าขายมากกว่านี้เกรงว่ามือของข้าคงจะหลุดแล้วเจ้าค่ะ"


            "เห้อ..นั้นสินะ...แล้วพวกเจ้าไม่คิดจะหาคนงานมาช่วยขายบ้างหรือ"


            "ข้าก็คิดอยู่เจ้าค่ะ แต่คงต้องรออีกสักพัก"


            "เจ้ารู้หรือไม่ ขนมของเจ้าดังไปทั่วเมืองแล้วนะ ไปทางไหนก็มีแต่คนพูดถึงขนมแป้งกลม ข้าก็เลยอยากลองกินดูว่าจะอร่อยเหมือนคนอื่นพูดหรือไม่

    เห้อ..พรุ่งนี้ข้าคงต้องมาให้เร็วกว่านี้"


            "อะ เออ...เจ้าค่ะ"


            หยางมี่เกาหัวอย่างงงๆ ลูกค้าเดินมาบ่นๆ แล้วก็เดินจากไป

            

            "มีเอ๋อร์ เจ้าจะขายเท่านี้จริงๆ หรือ"


            "เจ้าค่ะพี่ใหญ่ ถ้าขายมากกว่านี้ข้าคงทำไม่ไหว ไหนจะต้องช่วยท่านพ่อจัดการดินอีก "


            "อืม..นั้นสินะ คงต้องรอให้ที่บ้านลงตัวกว่านี้ก่อน"


            "เจ้าค่ะ … เราเก็บของกันดีกว่าเจ้าค่ะ จะได้ไปซื้อเชือกอีก"


            "อืม.."


            ใจจริงนางก็ไม่ได้อยากจะขายแค่นี้หรอก เอาไว้ให้อะไรมันลงตัวนางจะขยายเวลาการขายออกไป แต่พื้นที่เท่านี้คงจะขายได้แค่ทาโกะยากิเท่านั้น

            

                    'หรือว่าจะลองมองหาที่ใหม่ดูนะ'


    หลังจากไปซื้อเชือกนางก็เลยไปซื้อขนมหนวดมังกรให้เฉินเอ๋อร์ด้วย


            "พ่อค้าข้าเอาขนมหนวดมังกร1กล่องเจ้าค่ะ"

            

            "ได้ๆ  เดี๋ยวลงจะแถมให้ด้วยนะเพราะเจ้ามาซื้อบ่อย"


            "ขอบคุณเจ้าค่ะ"


            หลังจากได้ขนมแล้ว  หยางมี่ชวนพี่ใหญ่ไปไปที่ร้านขายหมู


            "ท่านลุงท่านมีกระดูกหรือไม่เจ้าคะ"


            "มีๆ ดีนะที่ยังไม่เอไปทิ้ง แล้วเจ้าเอาเยอะหรือไม่"


            "ข้าเอาทั้งหมดที่อยู่บนนี้เจ้าค่ะ"


            "ได้ๆ ข้าคิดเจ้าแค่5 อีแปะ"


            "ขอบคุณเจ้าค่ะท่านลุง"


            เมื่อหยางมี่ได้กระดูกมาแล้วก็กลีบไปที่รถม้าทันที  เพราะเฉินเอ๋อร์อยู่ในรถเดียว


            "เฉินเอ๋อร์นี่ขนมของเจ้า"


            "โห...ขอบคุณขอรับ"


            หยางเฉินยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นเสี่ยวพระจันทร์ หยางมี่ก็อดหยิกแก้มของน้องไม่ได้อีกเช่นเคย


            'น้องใครเนี่ย น่ารักยิ่งนัก ก็น้องข้าไง'


            หยางมี่ส่ายหัวให้กับความต๊องของนาง เล่นเองชงเอง




            หลังจากกลับมาถึงบ้าน นางก็จัดการล้างทำความสะอาดภาชนะดินเผาที่นางใช้ไปทั้งหมด พอจัดการเสร็จแล้วนางก็มานั่งเล่นใต้ต้นไม้หลังบ้านกับเฉินเอ๋อร์


            แต่สายตาของนางหันไปเห็นไก่ป่าที่กำลังเดินเข้าไปในกอไผ่ที่ติดกับหลังบ้านลุงหมออี้


            "เฉินเอ๋อร์ เจ้าอยู่กับจางหลงกับเจ้าหู่ตรงนี้ก่อนได้หรือไม่"


            "พี่สาวจะไปไหนหรือขอรับ"


            "พี่จะไปชายป่า แต่ไปไม่นานพี่จะรีบกับมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า"


            "ขอรับข้าอยู่ได้"


            "เด็กดี พี่จะรีบมานะ...หวังเฉา หม่าฮั่นไปกับข้า"

    นางก็รีบไปหยิบธนูของพี่ใหญ่และตะกร้าสะพายหลังตรงไปชายป่าทันที


            "ทั้งชีวิตก็ไม่เคยฆ่าสัตว์ใหญ่เลย ยกเว้นยุง จิ้งจก แมลงสาบ แต่มาอยู่ในที่แห่งนี้ต้องทำได้ทุกอย่างไม่อย่างนั้นก็อดตาย "


            หยางมี่พึมพำพูดกับตัวเอง พร้อมกับนั่งยองๆ เหนี่ยวสายธนูของพี่ใหญ่ด้วยท่วงท่าที่ไม่น่าดูเท่าไหร่ ทำให้หวังเฉากับหม่าฮั่นจำเป็นต้องเบือนหน้าหนีทันที


            "เหตุใดมันถึงดึงยากนักเล่า"


            ท่าทางการนั่งและการดึงสายธนูของหยางมี่ สร้างรอยยิ้มให้กับหยางเจี้ยน หยางจื่อ และเจี้ยนหัวที่เดินมาเห็นพอดี

    หยางจื่อกับเจี้ยนหัวก็พยายามที่จะกลั้นรอยยิ้มเพื่อไว้หน้าหยางมี่ตัวน้อย ยกเว้นท่านพ่อ


            "มี่เอ๋อร์!!"


            "ว้ากกกก!!"


            ในขณะที่หยางมี่ที่กำลังตั้งใจยิงธนูอยู่นั้น พอได้ยินท่านพ่อเรียกเสียงดัง นางก็ตกใจพร้อมกับโยนทุกอย่างที่ถืออยู่ในมือทิ้งไป


            "ท่านพ่อ ข้าตกใจหมดเลยเจ้าค่ะ"


            "ฮ่าๆๆ ...ลูกกำลังอะไรอยู่หรือ"


            "ข้ากำลังล่าสัตว์เจ้าค่ะ ท่านพ่อเสียงดังแบบนี้ ป่านนี้ไก่ป่าคงหนีไปแล้ว"


            "ไก่มันเดินหนีเจ้าไปตั้งแต่ที่เจ้าเอาลูกธนูขึ้นสายแล้ว"


            "อะ อ้าว..."


            "มี่เอ๋อร์ เจ้าใช้ธนูของพี่ไม่ได้หรอกนะ แขนเจ้าเล็กๆ เช่นนี้เจ้าอาจจะบาดเจ็บได้"


            "มานี่มา พ่อจะยิงให้"


            หยางมี่ยู่ปากพร้อมกับส่งธนูให้ท่านพ่อ พร้อมกับเดินตามท่านพ่อเข้าไปในป่า หยางจื่อ เจี้ยนหัวและหวังเฉากับหม่าฮั่นเดินปิดท้าย


            "ท่านพ่อข้าก็อยากได้ธนูที่ข้าสามารถยิงได้เจ้าค่ะ"


            "ถ้าเจ้าไม่รังเกียจเอาธนูของท่านแม่ข้าก็ได้นะ ท่านแม่ของข้่าใช้มันตอนฝึกธนูครั้งแรก "


            "ไม่รังเกียจเลยเจ้าค่ะพี่เจี้ยนหัว"


            หยางมี่ยิ้มดีใจที่จะได้ธนูมาโดยไม่ต้องเสียตำลึงสักก้อนเดียว


            "ขอบใจเจ้ามากนะเจี้ยนหัว"


            "อืม..ไม่เป็นไรหรอก น้องของเจ้าก็เหมือนน้องของข้่า"


            หยางเจี้ยนกำลังสอดสายตาหาไก่ให้กับลูกสาว เมื่อนึกถึงท่าทางการยิงธนูของลูกสาว เขาก็แทบจะหลุดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง

    ความพยายามในการอยากกินไก่ของลูกสาวข้านั้นสูงเสียดฟ้าจริงๆ  


            เมื่อสายตาเห็นไก่ป่า เขาก็ยิงธนูเข้าไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ


            "โห..ท่านพ่อเก่งกาจยิ่งเจ้าค่ะ"

          

              หยางมี่วิ่งเข้าไปหยิบไก่ขึ้นตะกร้าสะพายหลังทันที


            "เริ่มคลายหนาว ไก่ป่าก็เริ่มออกหากิน อาก็เพิ่งรู้ว่าแถวนี้มีไก่เยอะเหมือนกัน"


            "ใช่ขอรับท่านอาเจี้ยน แต่พวกชาวบ้านมักจะชอบเข้าป่าตรงภูเขาอีกด้านมากกว่า พวกเขาไม่กล้ามาแถวนี้เป็นเพราะว่าพื้นที่แถวนี้เป็นของพรรคภูผามายา "


            "ตั้งแต่ที่อาย้ายมาอยู่ที่นี่ อาไม่เคยเห็นชาวบ้านเดินผ่านมาแถวนี้เลย ยกเว้นมารักษาอาการเจ็บป่วย แล้วที่พวกเราเขามาล่าสัตว์จะไม่เป็นอะไรหรือ"


            "ไม่ขอรับ ทางพรรคไม่ได้ห้าม แต่ชาวบ้านหวาดกลัวกันไปเอง"

    หยางเจี้ยนพยักหน้ารับรู้ ทั้งยังมองคอยมองหาไก่อีกครั้ง ตัวเดียวคงจะไม่พอกินเป็นแน่


            "ถ้าได้ไก่หลายตัวข้าจะย่างไก่หนังกรอบให้กินนะเจ้าคะ พี่เจี้ยนหัวด้วยเจ้าค่ะ"


            "ขอบใจเจ้าเสี่ยวมี่"



            ++++++++++++++++++
















    คล้ายกับเรื่องรถม้ามิติของหยางมี่ ที่คุณอ่าน