บทที่ 13: ร่างมารเผยโฉมกลางท้องพระโรง
"ฝ่ามือยูไล... ปราบมาร!!"
ราชครูผู่ตู้ตวาดก้อง เสียงของมันดังกัมปนาทจนแก้วหูแทบแตก แสงสีทองมหึมาก่อตัวขึ้นกลางอากาศ กลายเป็รูปร่างฝ่ามือั์ขนาดเท่าเกวียน พุ่งกดลงมาใส่ไป๋อวิ๋นที่ยืนอยู่บนระฆังกระจก
แรงกดดันมหาศาลทำให้พื้นหินอ่อนในท้องพระโรงเริ่มแตกร้าว ขุนนางที่ไร้วรยุทธ์ต่างล้มกลิ้งระเนระนาด หายใจไม่ออกราวกับมีหินูเามาทับอก
ไป๋อวิ๋นเงยหน้ามองฝ่ามือั์นั้นด้วยสายตาเรียบเฉย มุมปากยกยิ้มเหยียดหยาม "ฝ่ามือยูไล? เฮอะ... นี่มัน 'ฝ่ามือพิษร้อยขา' ชัดๆ เอาสีทองมาทาหน่อยก็นึกว่าจะหลอกตาคนได้รึ?"
เขากระทืบเท้าลงบนยอดระฆังกระจกเบาๆ
เหง่งงงงงงงงง—!!
เสียงระฆังดังสนั่นกังวาน ไม่ใช่เสียงที่ดังจนแสบแก้วหู แต่เป็คลื่นเสียงที่ใสกระจ่างดุจน้ำพุเย็นเยียบ แทรกซึมผ่านแรงกดดันของฝ่ามือั์
พร้อมกันนั้น ผิวของระฆังที่เป็กระจกเงาด้านข้าง ก็สะท้อนแสงสีทองของฝ่ามือราชครู... แต่ภาพที่สะท้อนออกมาในกระจกกลับไม่ใช่แสงสีทอง!
ในกระจก... มันคือ กลุ่มควันสีเขียวข้นคลั่กที่เป็รูปกรงเล็บแหลมคมนับร้อยขา กำลังตะกุยตะกายลงมา!
"นั่นมันอะไรกัน!?" เหล่าขุนนางที่เริ่มได้สติเพราะเสียงระฆัง ต่างชี้ไปที่เงาสะท้อนในกระจกด้วยความตกตะลึง "ทำไมในกระจกถึงเป็ปีศาจ!"
ตูม!
คลื่นเสียงระฆังปะทะกับฝ่ามือั์ แสงสีทองจอมปลอมแตกกระจายออกราวกับกระจกถูกทุบ เผยให้เห็นกรงเล็บปีศาจสีเขียวตัวจริงที่ซ่อนอยู่ภายใน
"กรี๊ดดดด! ปีศาจ! ราชครูเป็ปีศาจ!" เหล่านางกำนัลกรีดร้องลั่น ท้องพระโรงเกิดความโกลาหลวุ่นวาย
ราชครูผู่ตู้หน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัดเมื่อความลับถูกเปิดเผย "เ้าเด็กบัดซบ! กล้าทำลายภาพลักษณ์ข้า!"
"ภาพลักษณ์สร้างได้ แต่สันดานมันปิดไม่มิดหรอก!" ไป๋อวิ๋นสะบัดพัดจีบ คลื่นลมปราณคมกริบพุ่งสวนขึ้นไปตัดกรงเล็บสีเขียวนั้นจนขาดสะบั้น
เืสีดำส่งกลิ่นเหม็นไหม้สาดกระเซ็นลงพื้น หินอ่อนที่โดนเืกัดกร่อนจนเป็รูพรุน ควันพิษเริ่มลอยฟุ้ง
"อารักขาฝ่าา! เร็วเข้า!" แม่ทัพหวังเจี้ยนะโสั่งการ เขาพุ่งตัวเข้าไปอุ้มฮ่องเต้ที่กำลังตื่นตระหนก ถอยหนีไปทางด้านหลังบัลลังก์
"ฆ่าพวกมันให้หมด!" ราชครูผู่ตู้สั่งการเสียงเหี้ยม
ทันใดนั้น ทหารราชองครักษ์นับร้อยที่เป็หุ่นเชิด ก็ดวงตาเปลี่ยนเป็สีแดงฉาน ชักดาบพุ่งเข้าใส่ขุนนางและแม่ทัพหวังเจี้ยนอย่างบ้าคลั่ง
"เฮ้ย! อย่ารุมคนแก่สิฟะ!" อาเจาท์ควงกระบองเหล็กเข้าขวางทางทหารหุ่นเชิดเ่าั้ ผัวะ! โครม! เปรี้ยง! กระบองเหล็กในมืออาเจาท์รวดเร็วปานสายฟ้า ฟาดกะโหลกทหารหุ่นเชิดแตกกระจาย แต่พวกมันไม่รู้เจ็บ ไม่รู้ตาย แม้แขนขาดขาขาดก็ยังตะเกียกตะกายเข้ามา
"นายน้อย! พวกนี้มันหนังเหนียวชะมัด! ฆ่าไม่ตาย!" อาเจาท์ะโบอก
"ตัดที่ท้ายทอย! ฝังตะขาบควบคุมไว้ตรงนั้น!" ไป๋อวิ๋นะโตอบ ขณะที่ตัวเองะโหลบการโจมตีระลอกสองของราชครู
เหมยซานเหนียง (ในคราบเสี่ยวเหมย) ที่แอบอยู่มุมเสา เห็นหวังเซิงกำลังจะถูกทหารหุ่นเชิดฟัน นางจึงตัดสินใจเผยฝีมือ "บังอาจแตะต้องคนของข้า!" (นางหมายถึงเหยื่อ... เอ้ย เพื่อนร่วมทาง)
นางสะบัดแขนเสื้อ ผ้าแพรยาวพุ่งออกไปรัดคอทหารหุ่นเชิด แล้วกระชากอย่างแรงจนหัวหลุด! "คุณชายหวัง! มาหลบหลังข้า!"
หวังเซิงมองสาวใช้แสนสวยที่จู่ๆ ก็กลายเป็จอมยุทธ์หญิงโเี้ ตาค้าง "มะ... แม่นางเสี่ยวเหมย... ท่านก็เป็ยอดฝีมือด้วยหรือเนี่ย!?"
กลางท้องพระโรง สถานการณ์ตึงเครียดถึงขีดสุด
ราชครูผู่ตู้เห็นว่าลูกสมุนทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ และตัวตนถูกเปิดเผยแล้ว มันจึงตัดสินใจเลิกเล่นละคร
"ในเมื่อพวกเ้ารู้ความจริงแล้ว... ก็จงกลายเป็อาหารของข้าให้หมดเสียเถอะ! โดยเฉพาะเ้า... ฮ่องเต้! เืัของเ้าจะช่วยให้ข้ากลายเป็ัที่แท้จริง!"
แคว่ก!
เสียงฉีกขาดดังสยดสยอง จีวรสีทองและิัมนุษย์ของราชครูผู่ตู้ปริแตกออกกลางหลัง!
สิ่งที่โผล่ออกมาไม่ใช่กระดูกสันหลัง... แต่เป็ เกราะเปลือกแข็งสีดำมะเมื่อม และขาแหลมคมนับพันขาที่ขยับยั้วเยี้ย!
"อ๊ากกกกก!" ขุนนางขวัญอ่อนบางคนถึงกับช็อกหมดสติคาที่
ร่างของราชครูขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว หัวมนุษย์หลุดกระเด็นออกไป เผยให้เห็นหัวตะขาบขนาดั์ที่มีเขี้ยวโง้งสีม่วง ดวงตาปูดโปนสีแดงฉาน ร่างกายของมันยาวกว่าสิบวา (20 เมตร) เลื้อยพันรอบเสาัทองคำจนเสาหักโค่น
โครมมม!
หลังคาท้องพระโรงถูกลำตัวอันมหึมาของมันชนจนพังถล่มลงมา เศษกระเบื้องและไม้ร่วงกราว ฝุ่นควันคลุ้งกระจาย
"ข้าคือ 'จอมมารตะขาบทอง' ผู้ที่จะกลืนกินแผ่นดินนี้!" เสียงของมันเปลี่ยนไป ไม่ใช่เสียงมนุษย์ แต่เป็เสียงเสียดสีของแมลงที่ดังก้องกังวาน
มันพุ่งส่วนหัวลงมา หมายจะงับร่างของฮ่องเต้ที่แม่ทัพหวังเจี้ยนกำลังพาหนี
"ฝ่าาระวัง!" แม่ทัพหวังเอาตัวเข้าบัง แต่เขารู้ดีว่าลำพังดาบในมือ ไม่อาจต้านทานสัตว์ประหลาดระดับนี้ได้
วิ้ง—!
ในวินาทีวิกฤต ร่างสีขาวสายหนึ่งพุ่งเข้ามาขวางหน้าแม่ทัพหวัง
ไป๋อวิ๋นลอยตัวอยู่กลางอากาศ พัดจีบในมือถูกเก็บไปแล้ว... ในมือของเขาตอนนี้ถือ "กระบี่สีเงินยวาง" เล่มหนึ่งที่เปล่งแสงสว่างเจิดจ้าจนแสบตา
"กระบี่ที่หนึ่ง... ตัดอาลัย!"
ไป๋อวิ๋นตวาดก้อง ฟันกระบี่ออกไปเพียงครั้งเดียว
คลื่นกระบี่รูปจันทร์เสี้ยวขนาดมหึมา พุ่งเข้าปะทะกับเขี้ยวของจอมมารตะขาบ
เคร้งงงงงง!
เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟสาดกระจาย จอมมารตะขาบถึงกับหน้าหงาย เซถอยหลังไปชนกำแพงวังจนพังครืน รอยบากลึกปรากฏขึ้นที่เขี้ยวข้างขวาของมัน
"กระบี่เซียน!?" จอมมารตะขาบคำรามด้วยความเ็ปและใ "เ้าเป็ใคร! มนุษย์ธรรมดาไม่มีทางมีพลังระดับนี้!"
ไป๋อวิ๋นร่อนลงยืนขวางหน้าฮ่องเต้และแม่ทัพหวังอย่างมั่นคง กระบี่ในมือชี้ไปที่หน้าปีศาจ "ข้าคือ... ฝันร้ายของเ้า"
เขาหันไปสั่งการเสียงเข้ม "อาเจาท์! เสี่ยวเหมย! พาฝ่าาและคนอื่นๆ หนีออกไปนอกวังเดี๋ยวนี้! ที่นี่จะกลายเป็สนามรบ ข้าจะถล่มมันให้ราบ!"
"รับทราบ! นายน้อยระวังตัวด้วย!" อาเจาท์รีบแบกฮ่องเต้ (ใช่ แบกขึ้นบ่าเหมือนกระสอบข้าวสาร) แล้ววิ่งตะบึงออกไป โดยมีหวังเจี้ยนและเสี่ยวเหมยช่วยคุ้มกันหลัง
จอมมารตะขาบเห็นเหยื่ออันโอชะกำลังจะหนี มันกรีดร้องลั่น "อย่าหวังว่าจะหนีรอด! ค่ายกลเสียงมรณะ!"
มันอ้าปากกว้าง ปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงออกมา พร้อมกับพ่นหมอกพิษสีม่วงกระจายไปทั่วบริเวณ
ไป๋อวิ๋นขมวดคิ้ว "คิดจะใช้พิษรมควันข้าเรอะ? คิดตื้นๆ"
เขาปักกระบี่ลงพื้น ประสานมือทำท่ามุทรา "ค่ายกลพายุหมุน... ปัดเป่า!"
ลมพายุหมุนลูกใหญ่ก่อตัวขึ้นรอบตัวไป๋อวิ๋น พัดพาหมอกพิษทั้งหมดให้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ทะลุหลังคาที่พังเสียหายออกไป
จอมมารตะขาบรู้แล้วว่าเจอของจริง มันจึงเปลี่ยนเป้าหมาย... แทนที่จะโจมตีไป๋อวิ๋น มันเลื้อยร่างยาวเหยียดพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือวังหลวง
"ถ้าข้ากินฮ่องเต้ไม่ได้... ข้าก็จะกินชาวเมืองฉางอันให้หมดเมือง!"
ร่างั์ของตะขาบลอยตัวอยู่เหนือเมืองหลวง บดบังแสงตะวันจนมืดมิด ผู้คนเบื้องล่างต่างเงยหน้ามองด้วยความหวาดกลัว กรีดร้องวิ่งหนีตายจ้าละหวั่น
ไป๋อวิ๋นเงยหน้ามองตาม แววตาคมกริบ "คิดจะใช้ชาวบ้านเป็ตัวประกัน? ...บังอาจนัก"
เขากระทืบเท้า พุ่งทะยานร่างเหาะขึ้นไปบนท้องฟ้า ไล่ตามจอมมารตะขาบไปติดๆ
การต่อสู้เหนือฟากฟ้าเมืองหลวง... กำลังจะเปิดฉากขึ้น!