ในขณะที่ชาวบ้านช่วยกันฟื้นฟูหมู่บ้านซูลี่ก็เริ่มฝึกฝนพลังของตนภายใต้คำแนะนำของหลงเฟยอวิ๋น
เธอค้นพบว่าเปลวเพลิงของเธอไม่ใช่แค่เพลิงของเผ่าฟีนิกส์แต่ยังมีพลังเพลิงของท่านเทพสุริยะรวมอยู่ด้วยมันเป็พลังที่รวมตัวกันอย่างยิ่งใหญ่
หากเธอหวาดกลัว พลังนั้นจะควบคุมไม่ได้ แต่หากเธอมีสมาธิและความมั่นคงในใจพลังนั้นจะกลายเป็เครื่องมือที่น่าเกรงขาม
การฝึกฝนไม่ง่าย ซูลี่เผลอทำลายต้นไม้ไปหลายต้นในระหว่างการฝึกแต่หลงเฟยอวิ๋นกลับไม่เคยตำหนิเธอเขาให้กำลังใจและแสดงให้เธอเห็นถึงวิธีการปล่อยพลังและควบคุมพลังอย่างมีประสิทธิภาพ
“เ้าต้องจำไว้ว่า เปลวเพลิง คือส่วนหนึ่งของเ้า ไม่ใช่ศัตรูของเ้า”เขากล่าวในขณะที่ซูลี่พยายามควบคุมเปลวเพลิงที่ลุกไหม้รอบมือของเธอ
ซูลี่มองเปลวเพลิงสีทองที่ลุกไหวรอบมือของตนมันร้อนแรงแต่ไม่ได้ทำให้เธอเจ็บ ความรู้สึกเหมือนมันเป็สิ่งมีชีวิตที่รอเธอเข้าถึงอย่างแท้จริง
"แต่ข้ากลัว..." ซูลี่สารภาพเสียงเบา"กลัวว่ามันจะทำลายทุกสิ่งรอบตัว แม้แต่คนที่ข้ารัก"
หลงเฟยอวิ๋นย่อตัวลงข้างเธอ ดวงตาแฝงด้วยความเมตตา
"ความกลัวไม่ใช่สิ่งเลวร้าย มันช่วยให้เ้าระมัดระวังแต่เ้าต้องไม่ปล่อยให้ความกลัวควบคุมเ้าเช่นกัน"
"จงเรียนรู้ที่จะทำให้มันเป็พลัง แทนที่จะเป็พันธนาการ"
ซูลี่พยักหน้าช้า ๆ เธอหลับตาลง ตั้งสมาธิตามที่หลงเฟยอวิ๋นสอนลมหายใจของเธอช้าลง เปลวเพลิงที่เคยวูบไหวไม่แน่นอนเริ่มสงบนิ่ง
"ข้าทำได้!" หญิงสาวอุทานเสียงเบาดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น
"ดีมาก" หลงเฟยอวิ๋นยิ้มเล็กน้อย"แต่ยังมีอีกหลายสิ่งที่เ้าต้องเรียนรู้ "
ภารกิจแรกของซูลี่
วันรุ่งขึ้น หลงเฟยอวิ๋นพาซูลี่ออกไปที่ทุ่งโล่งห่างจากหมู่บ้านเพื่อเริ่มการฝึกเหมือนเช่นเคย เขาโยนดาบไม้ให้เธอ
"เ้าต้องฝึกป้องกันตัว ไม่ใช่เพียงพลังเท่านั้นแต่เ้าต้องเรียนรู้ที่จะต่อสู้ด้วยตนเอง"
"ข้าไม่เคยจับดาบมาก่อน" ซูลี่จับดาบไม้อย่างงุ่มง่าม
"ข้าไม่คาดหวังให้เ้าชำนาญในทันที แต่เ้าต้องเริ่มต้น"
หลงเฟยอวิ๋นสอนเธอพื้นฐานการจับดาบ การป้องกันตัวและการเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ
เขายังทดสอบสมาธิของเธอด้วยการปล่อยเปลวเพลิงเล็ก ๆ ใกล้ตัวเธอซูลี่ต้องหลบหลีกและควบคุมพลังของตัวเองไปพร้อมกัน
แม้จะล้มเหลวหลายครั้ง แต่ซูลี่ก็พยายามฝืนตัวเองลุกขึ้นใหม่เธอฝึกใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่ย่อท้อ
พอฝึกทำซ้ำบ่อยๆหญิงสาวก็เริ่มเรียนรู้ ว่าการต่อสู้ไม่ใช่เพียงการใช้กำลังแต่คือการประสานสมาธิและสติด้วย
ในระหว่างการฝึก เสียงะเิดังขึ้นจากทางหมู่บ้าน ทำให้ทั้งคู่ต้องหยุดชะงักซูลี่หันไปมองด้วยความใ
"เกิดอะไรขึ้นอีก?" ซูลี่ถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
"มีบางอย่างผิดปกติ" หลงเฟยอวิ๋นตอบเขาคว้าอาวุธและพยักหน้าให้ซูลี่ตามมา
เมื่อทั้งคู่กลับมาถึงหมู่บ้านพวกเขาพบกับชายลึกลับในชุดคลุมสีดำที่ยืนอยู่กลางลานหมู่บ้าน
พลังมืดล้อมรอบตัวเขา สัญลักษณ์ประหลาดปรากฏอยู่บนหน้าผากของเขา
"จงกลับออกไป" หลงเฟยอวิ๋นกัดฟันกรอด และกล่าวเสียงเ็า
ชายลึกลับหัวเราะเบา ๆแต่แฝงด้วยความเหี้ยมเกรียม
"อย่ามาออกคำสั่งกับข้า" มันตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำ
"เ้าคือผู้ที่จะมาปลุกเทพสุริยะให้ตื่นซินะ"ชายในชุดคลุมสีดำพูดพร้อมชี้มาที่ซูลี่
"ถ้าเ้าอยากได้ตัวข้า เ้าต้องผ่านเขาไปก่อน" ซูลี่กล่าวน้ำเสียงของนางยังคงสั่น และชี้มาที่หลงเฟยอวิ๋น
หลงเฟยอวิ๋นหันมามองเธอ ดวงตาแสดงถึงความเอ็นดู
การต่อสู้ระหว่างแสงและความมืดเริ่มเดือดขึ้นทันทีที่ชายลึกลับยื่นมือออกไปข้างหน้าพลังมืดสีดำได้ก็พุ่งเข้าหาแผ่นดินรอบตัวหลงเฟยอวิ๋น
ราวกับจะกลืนกินทุกสิ่งที่ัั ถึงแม้จะมีแสงจากดวงอาทิตย์ส่องสว่างอยู่แต่มันก็ไม่สามารถขัดขวางพลังที่ชั่วร้ายนี้ได้
หลงเฟยอวิ๋นยืนนิ่ง ขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อพลังมืดเริ่มกระจายออกไปเขารู้ดีว่าชายลึกลับคนนี้ไม่ได้มาเล่นๆ
แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกห่วงใยมากกว่าคือซูลี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ระวังตัวด้วย” หลงเฟยอวิ๋นกล่าวกับซูลี่ เขาพูดด้วยความเป็ห่วง
ซูลี่พยักหน้าแม้จะยังรู้สึกกังวลใจ แต่ในใจลึกๆของหญิงสาวรู้สึกว่าเธอพึ่งพาเขาได้
ชายลึกลับยิ้มเย๊าะขณะที่มือทั้งสองข้างเริ่มควบคุมพลังมืดให้ลอยขึ้นเป็วงเวียน จู่ๆก็มีสัญลักษณ์แปลกประหลาดปรากฏบนหน้าผากของมันเด่นชัดขึ้นพลังมืดนี้ยิ่งทวีความรุนแรง ทำให้ท้องฟ้าครึ้มคลื้มไปด้วยเมฆฝน
"หากเ้าคิดจะขัดขวางข้า ข้าจะไม่ลังเลที่จะทำลายเ้า"เขากล่าวเสียงทุ้มต่ำ พลังของเขากำลังเตรียมพร้อมจะโจมตี
หลงเฟยอวิ๋นเรียกดาบออกมากำไว้ในมืออย่างมั่นคง เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ลงมือ
ซูลี่ก้าวออกไปข้างหน้า ร่างของเธอเปล่งประกายราวกับเป็จุดศูนย์กลางที่ดึงดูดพลังทุกอย่างเข้าหาตัว
แสงเจิดจ้าสาดออกมาจากเธอ ราวกับดวงอาทิตย์ที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นใหม่
พลังที่เติบโตภายในไม่อาจถูกซ่อนเร้นได้อีกต่อไป ซูลี่อยู่ในภวังค์ความอบอุ่นและพลังอันยิ่งใหญ่แผ่ซ่านไปรอบตัว
ตอนนี้เธอไม่ใช่หญิงสาวธรรมดาอีกต่อไป เธอกลายเป็สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นพลังที่พร้อมจะสั่นะเืทุกสรรพสิ่ง!
“ข้าคือผู้ปลดผนึกพลังสุริยะ!ข้าจะไม่ยอมตายก่อนที่จะเรียกคืนท่านเทพกลับมา”
ซูลี่กล่าวออกมาอย่างมั่นใจ
หลงเฟยอวิ๋นหันไปมองซูลี่ ดวงตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจเขารู้ดีว่าเธอได้เริ่มเข้าใจและเรียนรู้การใช้พลังของตัวเองมาบ้างแล้ว
แต่ไม่เคยคาดคิดเลยว่าเธอจะสามารถควบคุมพลังนั้นได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ราวกับว่าพลังอันยิ่งใหญ่นี้ตอบสนองต่อเธอโดยสมบูรณ์
เมื่อเห็นพลังของซูลี่ที่กำลังเพิ่มพูนและยืนหยัดไม่ได้หวาดกลัวชายลึกลับกลับทำท่าทางหวาดหวั่นอยู่บ้าง
เธอไม่ใช่เพียงแค่ผู้ถูกปกป้องอีกต่อไป แต่กลายเป็คู่ต่อสู้ที่ไม่อาจมองข้าม
"เ้าแข็งแกร่งมากกว่าที่ข้าคิดไว้... แต่ก็ไม่สำคัญเพราะวันนี้เ้าต้องตาย" ชายลึกลับกล่าวพร้อมกับยกมือขึ้นอีกครั้งพลังมืดที่มืดมิดยิ่งขึ้นพุ่งออกมาเป็คลื่นใหญ่
ซูลี่ก้าวไปข้างหน้า เธอยกมือขึ้น แผ่ฝ่ามือของเธอขยายออกไปปล่อยพลังที่เริ่มรวมตัวกันเป็คลื่นแสงที่แรงกล้าออกไป
การปะทะกันระหว่างพลังแสงและพลังมืดก่อให้เกิดเสียงคำรามดังกึกก้องไปทั่วลานหมู่บ้านราวกับแผ่นดินกำลังสั่นะเื
สัญลักษณ์ลึกลับบนหน้าผากของชายปริศนาเริ่มเปล่งแสงระยิบระยับประกายแห่งพลังมืดกระจายตัวออกมาราวกับเงามรณะที่แผ่ขยายไปทั่ว
ในขณะเดียวกัน พลังการปกป้องจากฟีนิกส์โอบล้อมตัวเธอไว้ราวกับโล่ที่พร้อมปกป้องและตอบโต้
พลังทั้งสองชนกันอย่างรุนแรง เปล่งแสงวาบตัดผ่านท้องฟ้าราวกับว่าทั้งหมู่บ้านกำลังถูกกลืนเข้าสู่มหาาแห่งสองขั้วพลังนี้!
แม้ซูลี่จะเริ่มััถึงพลังของตัวเองได้มากขึ้นแต่การควบคุมพลังที่มีขีดจำกัดก็ทำให้ร่างกายของเธอสั่นสะท้าน
น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเมื่อพูดว่า "ข้าจะไม่ยอมแพ้..."
หลังจากการต่อสู้กับชายลึกลับในชุดคลุมสีดำจบลงซูลี่ยืนหอบหายใจอย่างหนักร่างกายของเธอยังคงสั่นสะท้านจากการเผชิญหน้ากับพลังที่ไม่สามารถคาดเดาได้
ชายลึกลับที่เธอเพิ่งต่อสู้ด้วยถูกทำลายไปแล้วแต่ความรู้สึกถึงการถูกจับตามองยังคงมีอยู่ในอากาศ
ราวกับมีใครบางคนมองเธออยู่จากที่ไกลๆ ซูลี่มองไปรอบตัวอย่างระมัดระวังแต่ไม่พบใคร
หลงเฟยอวิ๋นที่ยืนอยู่ห่างๆ มองเหตุการณ์ทั้งหมดเขาไม่เข้าไปแทรกแซงในการต่อสู้ เพราะรู้ดีว่าซูลี่ต้องผ่านมันไปเอง
เขาก้าวเดินเข้ามาหาซูลี่ขณะนั้นใบหน้าของเขายังคงแสดงถึงความเงียบขรึมเหมือนเช่นเคย
“ซูลี่ เ้าเป็อย่างไรบ้าง?” หลงเฟยอวิ๋นถามเสียงเรียบแต่ก็แฝงไปด้วยความห่วงใย
ซูลี่พยักหน้าอย่างช้าๆ หอบหายใจหนักขึ้นเธอยังรู้สึกถึงการคุกคามจากสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
แต่อยู่ๆเธอก็ร้องะโเสียดังออกมา
“ข้าไม่รู้... ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ข้ารู้แค่เพียงว่ากำลังมีอันตราย...ทำไมพวกเขาถึง้าเอาชีวิตข้า?”
หลงเฟยอวิ๋นเงียบไปครู่หนึ่งดวงตาของเขาจับจ้องไปที่ใบหน้าของซูลี่อย่างละเอียด
ราวกับกำลังพิจารณาว่าหญิงสาวเบื้องหน้าในตอนนี้กับเมื่อสักครู่ที่เต็มไปด้วยความกล้าหาญองอาจนั้น
ต่างเป็คนละคนกันอย่างสิ้นเชิง ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ทำให้เขารู้สึกถึงพลังที่ไม่อาจประเมินค่าได้ในตัวของเธอ
"เพราะเ้าไม่ใช่แค่เด็กสาวธรรมดา จงเตรียมตัวให้พร้อม"
"ยังมีอีกหลายคนที่อยากเอาชีวิตเ้า” หลงเฟยอวิ๋นพูดเพียงเท่านี้ก็เดินจากไป
ซูลี่หันไปมองหลงเฟยอวิ๋น ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความสับสนและแฝงความโกรธไว้หน่อยๆ
“เ้าไม่ต้องย้ำนักหรอก ว่ามีอีกหลายคนอยากสังหารข้า” หญิงสาวพึมพำออกมาเบาๆ
ซูลี่ยืนเงียบไปครู่หนึ่ง เธอมองท้องฟ้าที่มืดมิดและจ้องไปที่เปลวไฟจากกองไฟที่ยังคงคุกรุ่นในที่ห่างไกล
ความรู้สึกของเธอเหมือนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือก
แม้แต่ตอนนี้เธอก็ยังไม่แน่ใจว่าเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อสองสามวันนี้จะคือเื่จริงที่เกิดขึ้นกับเธอ
ในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น หลิงชางซูเดินเข้ามาหา เขายืนอยู่ข้างๆและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ซูลี่... ข้าไม่รู้ว่ามันจะเป็อย่างไรในอนาคต แต่ข้าจะปกป้องเ้าให้ดีที่สุด”
ซูลี่หันไปมองพี่ชายบุญธรรมของเธอ ดวงตาของเขาฉายแววห่วงใยและมุ่งมั่น
“ท่านพี่...”
เธอกล่าวเบาๆ แล้วถอนหายใจ
“ข้ากลัว...”
หลิงชางซู จับบ่าของซูลี่เบาๆ “การหลีกเลี่ยงชะตากรรมไม่ได้ทำให้ทุกสิ่งดีขึ้นได้”
คำพูดของหลิงชางซูทำให้ซูลี่รู้สึกว่าไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับเธออีกแล้ว
“ถ้าเช่นนั้นเข้าจะเผชิญหน้ากับมัน” ซูลี่พูดเสียงเบาแต่มั่นคง
หลงเฟยอวิ๋นที่แอบฟังการสนทนาของพี่น้องคู่นี้ ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยเขาะโออกไปด้วยน้ำเสียงดังกังวาน
“พรุ่งนี้เช้าออกเดินทาง” เสียงหลงเฟยอวิ๋นบอกสั้นๆเพียงเท่านั้น แต่ทำให้ซูลี่สะดุ้งใที่เขาแอบได้ยินที่เธอพูด
"เ้าแอบฟังข้าได้อย่างไร..." ซูลี่ะโตอบกลับไป"ไร้มารยาท" คำหลังเธอเพียงพึมพำออกมาเบาๆ
หลิงชางซู ที่ยืนอยู่ ลูบหัวน้องสาวของเขาอย่างอ่อนโยน แล้วบอกกับเธอว่า
"พี่จะไปด้วย" คำพูดของหลิงชางซู ทำให้ซูลี่ยิ้มกว้างออกมา
"แค่มีท่านพี่อยู่ด้วย ข้าก็ไม่กลัวแล้ว" ซูลี่พูดพลางคล้องแขนหลิงชางซูอย่างออดอ้อนพี่ชายของเธอ
เธอรู้ว่าถึงอย่างไร หลิงชางซู ก็รักเธอมากที่สุดเขาย่อมไม่ยอมปล่อยให้เธอเผชิญปัญหานี้เพียงลำพังเป็แน่