ลิขิตรักเหมียวนำพากับยอดหญิงชาวนาอัปลักษณ์

    ตอนที่ 24 สองฝ่ายไร้การติดค้าง (1)

    ตอนที่ 24 สองฝ่ายไร้การติดค้าง (1)

            “คราวนี้ไม่คิดว่าข้ากำลังแกล้งเจ้าแล้วหรือ”

            อาชิวยังคงหวีเลียขนตัวเองช้าๆ เมื่อเห็นท่าทางของนางแล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยอย่างเย็นชา “แต่ว่าหากเปลี่ยนเป็นฉมวก ก็คงออกแรงเพียงครึ่งเดียวแต่ได้ผลถึงสองเท่าเชียวล่ะ”

            เยี่ยซินได้ยินเช่นนั้นแล้วก็เข้าใจทันที นางโดนอาชิวเจ้าแมวน่าเกลียดนี่แกล้งเล่นแล้ว นางโน้มตัวลงหิ้วเอากระต่ายที่ล้างเสร็จแล้วขึ้นมา จ้องเขม็งไปที่มัน ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับ

            “นี่ๆๆ! เจ้าไม่จับปลาแล้วหรือ เมี้ยวๆ!” อาชิวเห็นนางเดินกลับก็รีบเดินวนไปวนมา

            “จะจับแต่ไม่ใช่ตอนนี้ ยังมีเรื่องที่รอให้ข้าไปทำอีกตั้งมากมาย!”

            เยี่ยซินตอบโดยที่ไม่คิดจะหันกลับไปด้วยซ้ำ ตอนนี้นางขาดแคลนเงินทอง ในเมื่อรู้แล้วว่าในแม่น้ำนี่มีปลา มีหรือจะปล่อยไปเฉยๆ แน่นอนว่าต้องหาโอกาสมาจับอีก

            ตอนที่เยี่ยซินกลับมาถึงที่เพิง ฉางชิงฉางหย่วนก็แบกไม้ท่อนใหญ่ที่ดูแข็งแรงกลับมาพอดี เดิมทีต้องใช้คนหลายคนในการยกท่อนไม้ขึ้นไหล่ของคนทั้งสอง แต่ขนาดที่ยังสามารถเดินได้เร็วและสบายเช่นนี้ ดูท่าว่าพลังของสองคนนี้คงมีไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่รู้ว่าหากเทียบกับตัวนางในตอนนี้ ใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายชนะ

            ขณะที่เยี่ยซินกำลังคิดทั้งสองก็มาถึงตรงหน้าเยี่ยซื่อ วางไม้ลงโดยที่ไม่เอ่ยอะไรสักคำ แล้วหันกายเดินกลับ

            เยี่ยซื่อที่กำลังตั้งใจเก็บกวาดเพิงที่ถล่มก็ตกใจกับการมาอย่างกะทันหันของสองคนนั้นยิ่งนัก เมื่อเห็นว่าสองคนนั้นวางไม้ลง จึงเอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจอย่างตกตะลึง “พวกเจ้านี่คือ?”

            “ท่านแม่ ให้ข้าบอกท่านเอง คือว่าเมื่อวานระหว่างที่ข้าและพี่ใหญ่กลับจากการเก็บฟืนได้ช่วยเหลือคนเอาไว้ นี่คือคนดีได้รับผลตอบแทนมิใช่หรือ พอคนผู้นั้นรู้ว่าพวกเรากำลังตกระกำลำบาก จึงส่งคนมาช่วยพวกเราสร้างบ้านอย่างไรเล่า ท่านแม่ หากท่านมีงานอะไรก็รีบเอ่ยปากเถิด พวกเขามีกำลังเหลือล้นเชียวละ”

            เยี่ยซินรีบเดินเข้าไปแล้วรับต่อบทสนทนาเอง ฉางชิงฉางหย่วนถึงกับมุมปากกระตุกเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่ก็ไม่กล้าแย้งอะไร ฉางหย่วนทำได้แค่รับคำของนาง “ใช่แล้ว ฮูหยิน พวกเราคือผู้ติดตามของคุณชายเสิ่น ตั้งใจมาขอบคุณที่เมื่อวานพวกคุณชายคุณหนูได้ช่วยชีวิตเอาไว้ หากท่านมีอะไรให้ช่วย โปรดสั่งพวกเรามาได้เลย”

            “อ้อๆ ไม่ ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไร ขอบใจพวกเจ้ามาก” เป็นครั้งแรกที่เยี่ยซื่อถูกผู้อื่นเรียกเช่นนี้ ทำเอาทำตัวไม่ถูก แม้แต่มือก็ไม่รู้จะไว้ตรงไหน ได้แต่โบกปฏิเสธไปมา

            “ลำบากท่านทั้งสองแล้ว พวกเรากำลังพยายามสร้างเพิงที่พักกันอยู่ มิเช่นนั้นคืนนี้คงต้องนอนในถ้ำอีกเป็นแน่”

            ครั้งนี้เยี่ยซินเอ่ยขอบคุณอย่างจริงใจ ไม่ว่าอย่างไรก็ดีแล้วที่เมื่อคืนพวกเขาช่วยเฝ้ายามให้ และวันนี้ก็ยังอยู่ช่วยอีกมิใช่หรือ แม้ว่าดูท่าทั้งสองจะไม่ค่อยเต็มใจนักก็ตาม

            “เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น แม่นางหลี่อย่าได้เกรงใจ”

            ฉางหย่วนยิ้มหัวเราะอย่างลำบากใจ เขาจะพูดอะไรได้อีกล่ะ อีกฝ่ายไม่ได้มองว่าพวกเขาเป็นคนนอกเลยแม้แต่น้อย เรียกใช้ให้ทำสิ่งใดไม่ว่าอะไรก็ราบรื่นไปหมดทุกอย่าง เหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ฉางหย่วนล้วงเอาตั๋วเงินใบหนึ่งยื่นให้เยี่ยซินอย่างลังเล “แม่นางหลี่ นี่เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเรา โปรดรับเอาไว้ด้วยเถิด”

            “ข้าแซ่เยี่ย ไม่ได้แซ่หลี่ นี่พวกท่านกำลังทำอะไรหรือ” เยี่ยซินแก้คำเรียกที่ออกมาจากปากของพวกเขา จากนั้นก็มองดูจำนวนที่อยู่บนตั๋วเงิน นางเลิกคิ้วเอ่ยถาม

            “แม่นางเยี่ยเป็นผู้มีพระคุณต่อคุณชายของพวกเรา ตอนนี้ผู้มีพระคุณกำลังลำบาก ตระกูลเสิ่นอย่างพวกเราไม่มีทางที่จะนิ่งดูดาย สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นการตอบแทนความช่วยเหลือของท่าน แม่นางเยี่ยจะนำไปสร้างบ้านตั้งถิ่นฐาน หรือทำการค้าขายอะไรก็ได้ ถือว่าเป็นการคลี่คลายสถานการณ์ฉุกเฉินในตอนนี้อย่างไรเล่า”

            ฉางหย่วนพึมพำด้วยความลังเล อย่างไรก็ต้องพูดสิ่งที่เมื่อครู่ได้ตกลงกับฉางชิงออกไป

            “นี่เป็นความคิดของพวกเจ้า หรือเป็นความคิดของเจ้านายพวกเจ้ากัน” เยี่ยซินเก็บใบหน้ายิ้มแย้มลง ไม่ได้มองไปที่ตั๋วเงินนั่นอีก ใบหน้าเริ่มมีความเย็นชามากขึ้น

            “นี่เป็นความคิดของข้าน้อยเอง...” ฉางหย่วนไม่รู้เลยว่าเหตุใดแม่นางหลี่ถึงได้โกรธขึ้นมาเช่นนี้ ทำเอาเดาใจไม่ถูก เพิ่งจะอธิบายไปได้ครึ่งหนึ่งก็ถูกเยี่ยซินตัดบทเสียแล้ว

            “พอแล้ว ข้าไม่สนใจหรอกว่าเป็นความคิดของผู้ใด ในตอนนั้นต่อให้เป็นแค่หมาแมวตกลงไปในหลุมกับดักพวกเราก็คงไม่มีทางปล่อยมันตายโดยไม่ช่วยเหลือ ดังนั้นเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจ ข้าและพี่ชายยินดีที่จะช่วยเหลือคน มิใช่หาเรื่องเดือดร้อนให้ตัวเอง”

            เยี่ยซินกล่าวแล้วยื่นมือไปรับเอาตั๋วเงินมา ในเมื่ออีกฝ่ายต้องการให้ ก็อย่าได้ทำให้มันเสียเปล่า เอามาใช้กับครอบครัวที่อีกเดี๋ยวจะมีสตรีเป็นเสาหลักได้พอดี

            “เงินข้ารับเอาไว้แล้ว รบกวนกลับไปบอกเจ้านายของพวกเจ้าด้วย ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป พวกเราถือว่าไม่มีสิ่งใดติดค้างกันอีก หากมาให้ข้าเห็นอีกว่าพวกเจ้ายังสะกดรอยตามแอบดูพวกเรา ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจกัน!”

            สีหน้าของเยี่ยซินเริ่มมีความถมึงทึง นางไม่ได้คิดว่าตัวเองมีบุญคุณต่ออีกฝ่ายแล้วอีกฝ่ายจะต้องมาตอบแทน แต่อีกฝ่ายกลับมาสะกดรอยตามนางหลายครั้งหลายครา แอบเฝ้าดูนางและคนในครอบครัว นี่เป็นสิ่งที่ทำให้นางรู้สึกไม่พอใจ นางก็แค่แสดงความมีเมตตา แต่ไม่ได้ต้องการให้ชีวิตการเป็นอยู่ของครอบครัวต้องมีความยุ่งยาก คนมีเงินแล้วอย่างไรกัน หากทำอะไรโดยไม่คิดให้รอบคอบเช่นนี้ เกรงว่าก็คงมิใช่คนดีอะไรหรอก ตัวเองมีความลับอยู่มากมายเช่นนี้ แต่กลับมีคนมาแอบสอดส่องอยู่ตลอดเวลา ยังจะให้นางใช้ชีวิตอยู่อีกหรือไม่

            “แม่นางหลี่ ข้าคิดว่าท่านกำลังเข้าใจผิดแล้ว พวกเราพี่น้องไม่ได้ประสงค์ร้าย...” ฉางหย่วนได้ยินเช่นนี้ เขาก็เข้าใจได้ทันทีว่าอีกฝ่ายรู้ตั้งนานแล้วว่าพวกเขาสะกดรอยตาม พอคิดที่จะอธิบายว่าไม่ได้ประสงค์ร้ายก็กลับถูกเยี่ยซินตัดบท

            “ข้ารับเงินเอาไว้แล้ว ยังไม่ไปอีกหรือ หรือว่ารอให้ข้าไปส่งพวกเจ้ากันล่ะ” เยี่ยซินไม่อยากเสียเวลากับเรื่องนี้อีกแล้ว นางจึงเอ่ยปากไล่อย่างไม่สบอารมณ์

            “ขอรับ! ข้าน้อยจะไปเดี๋ยวนี้!” ฉางหย่วนฉางชิงมองตากัน ทำได้แค่เดินกลับไปด้วยความเก้อ แต่ในใจกำลังกังขา พวกเขาไปทำอะไรให้คนผู้นี้ไม่พอใจกันแน่ กลับไปแล้วจะรายงานต่อนายท่านอย่างไรดีล่ะ

    คล้ายกับเรื่องลิขิตรักเหมียวนำพากับยอดหญิงชาวนาอัปลักษณ์ ที่คุณอ่าน