บันทึกเซียนลู่อิงหมิง(อ่านฟรี)

    บทที่ สี่สิบ

    บทที่สี่สิบ

     

            หลังอิงหมิงถูกจับมาคนที่น่าจะเป็นจอมมารก็โยนจิ้งจอกตัวมอมให้ชายอีกคนหนึ่ง จากนั้นนางก็จำอะไรไม่ได้ตื่นมาก็ถูกขังในห้องแห่งหนึ่งเรียบร้อยแล้ว ที่นี่ดูไม่คล้ายเสน่ห์เท่าไร แต่ถ้าโดนขังไม่ไหนไม่ได้ดั่งใจล้วนขอเรียกว่าคุกทั้งหมดถึงห้องแห่งนี้ไม่ได้กว้างนักแต่ดีที่มีหน้าต่างให้มองออกไปไม่อุดอู้

            ปีศาจจิ้งจอกตัวน้อยที่ยังอยู่ในร่างจิ้งจอกหิมะไม่ได้แปลงกายเปลี่ยนเป็นอะไรอีกนางกระโดดขึ้นไปยืนบนแจกันขนาดใหญ่หวังจะส่องออกไปนอกหน้าต่างบรรยากาศด้านนอกไม่ใช่อย่างที่คิดไว้เลย

            แต่ก่อนแค่คำว่าภพปีศาจอะไรแบบนี้ต้องคิดว่าบรรยากาศต้องน่ากลัวอากาศขมุกขมัวแต่เวลานี้ที่มองออกไปมันสว่างไสว มีหมู่แมกไม้ที่ดูไม่ได้หนาทึบคล้ายมีการจัดแต่งที่พอเหมาะ กลิ่นก็สดชื่นหอมแบบมีสวนดอกไม้อะไรสักอย่างอยู่ไม่ไกล

            “เปิดประตู” อยู่ๆ ก็มีเสียงหญิงสาวดังหน้าประตูที่เป็นทางเข้าหนึ่งเดียวอิงหมิงจึงกระโดดลงมาจากแจกันก่อนที่ประตูจะเปิดออก

            หญิงสาวชุดสีแสงสดเดินเข้ามาสำหรับอิงหมิงแล้วแค่มองดูก็รู้สึกไม่สบายใจชุดของนางนั้นส่วนที่เป็นเสื้อตัวนอกแม้จะสีแดงแต่กับบางมากทั้งยังเห็นผิวกายที่เปิดเผยช่วงบนมากชนิดที่จิ้งจอกน้อยไม่เคยเห็นหญิงสาวคนใดเปิดเผยเช่นนี้ส่วนที่เป็นเนินใหญ่โตที่อิงหมิงเห็นแล้วไม่สบายใจทั้งยังปากที่แดงสดปลายดวงตาก็เขียนด้วยสีแดงยาวกรีดขึ้นสูงเกือบถึงขมับ

            “ไหนดูสิเจ้าจิ้งจอกมารยา” นางเดินเข้ามาแล้วสอดส่ายสายตาหาก้อนขนสีขาวพอเจอจิ้งจอกหิมะยืนอยู่กลางห้องนางก็ตรงเข้ามาทำท่าจะจับด้วยมืออิงหมิงที่ระวังตัวอยู่ก่อนก็กระโดดหลบทันที

            แต่หญิงชุดแดงก็ไม่ลดละไล่จับเจ้าจิ้งจอกจนตัวไปชนกับโต๊ะไม้หนานางพลันกรีดร้องอย่างโมโห “แก ไอ้ก้อนขนน่ารังเกียจ!”

            อิงหมิงไม่สนใจเสียงกรีดร้องวิ่งหนีไปทั่วห้องไม่รู้ว่านางเป็นใครแต่ไม่ต้องการให้นางจับตัวได้แน่ๆ ดูอย่างไรก็ไม่มาดีแต่แล้วจู่ๆ ประตูทางเดียวก็เปิดออกอีกครั้งจิ้งจอกหิมะเห็นเข้าก็อดไม่ได้อยากลองเสี่ยงอาจจะหนีออกไปก็ได้

            เสี่ยวอิงออกวิ่งไปทางประตูแต่ยังไม่ถึงหน้าประตูก็พบอุปสรรคสิ่งใหม่หญิงสาวอีกคนในชุดสีเหลืองนวลแม้ไม่ได้ดูคล้ายหญิงสาวในห้องแม้แต่น้อยแต่นางผู้นี้ก็มีความรู้สึกไม่น่าเข้าใกล้อยู่ดีคล้ายมีรังสีทะมึนตึงบางอย่างรอบกายแต่ว่าอิงหมิงหยุดฝีเท้าไม่ทันแล้วกว่าจะหยุดตัวได้ก็มาอยู่ที่ปลายเท้าหญิงชุดเหลืองนางรีบคว้าตัวจิ้งจอกหิมะขึ้นมาทันที

            “ส่งมันมาให้ข้า” หญิงสาวในห้องโวยวายจะเอาตัวอิงหมิงให้ได้

            “เจ้าจะทำอะไร” นางถามกลับอย่างเรียบนิ่งไม่ได้โวยวายเป็นการโต้ตอบ

            “ก็จะ..”สตรีที่ปรายตาที่เขียนสีแดงมามองก้อนขนในมืออีกฝ่ายแล้วถลึงตาใส่พร้อมยิ้มมุมปากหมายจะสื่อถึงบางอย่าง

            “ให้มีขอบเขตบ้างจินอวี้หยู”นางเดินเข้ามาในห้องแล้วประตูเบื้องหลังก็ปิดตามก่อนจะโยนจิ้งจอกในมือไปที่พื้นโดยไม่ได้ใส่ใจว่ามันจะเจ็บหรือไม่

            จิ้งจอกน้อยที่หลุดพ้นมือที่กักขังไว้เมื่อครู่ก็วิ่งหนีทั้งสองให้ห่างที่สุดแต่ห้องไม่ได้กว้างมากอย่างไรก็ไปไกลไม่ได้

            “ขอบเขตคืออะไร ข้าจะสั่งสอนจิ้งจอกมารยาสักตัวไม่ได้เชียวข้าก็ผู้นำเผ่าแมงมุม” จินอวี้หยูเอ่ยอย่างกระฟัดกระเฟียดทั้งยังมองไม่พอใจใส่หญิงที่ยังสงบนิ่งอยู่

            “เจ้าก็รู้ว่าจิ้งจอกตัวนี้ถูกจับมาเพราะอะไรทำอะไรก็ควรรู้ว่านายท่านจะพอใจหรือไม่”

            จินอวี้หยูกัดฟันอย่างไม่พอใจเพราะรู้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดนั้นล้วนเป็นความจริงทั้งหมดแต่นางก็ยังอยากระบายความอัดอั้นนั้นได้บ้างก็ยังดีอย่างน้อยได้หักแขนหักขาเจ้าจิ้งจอกมารยาตัวนี้สักครั้งแต่พอถูกห้ามแบบนี้แล้วอย่าว่าแต่หักแขนขาแค่ถอนขนสักเส้นก็ทำไม่ได้ นางเลยปัดแจกันใบโตให้ตกแตกและกรีดร้องในสิ่งที่ไม่ได้อย่างใจ

            “หึ เจ้าเองก็ทำเป็นใจเย็นไปเถอะ หลิงฉีหราน”หลังได้ระบายออกจินอวี้หยูก็เริ่มเอ่ยปากต่อ “ข้ารู้ว่าใจเจ้าก็ไม่พอใจนักหรอก!”

            “ข้าไม่มีอะไรไม่พอใจ ทุกอย่างเพื่อนายท่าน”หลิงฉีหรานยังคงสีหน้าเรียบนิ่งเอาไว้ได้ นางเอ่ยตอบไม่มีท่าทียินดียินร้าย

            “ทำเป็นพูดดี ใจเจ้าที่มีกับนายท่านก็ไม่ต่างกับข้านักหรอก”หญิงสาวชุดแดงเดินอย่างเนิบช้ามาหาคนที่ช่างเก็บอารมณ์“ข้ารอดูวันที่จิ้งจอกมารยาขึ้นแท่นดูสิเจ้าจะใจเย็นแบบนี้ไหม”

            “นายท่านรู้ดีว่าควรทำอะไร แค่จิ้งจอกสักตัวไม่มีทางมีอำนาจเหนือท่านได้”สายตาของหลิงฉีหรานเหลือบมองก้อนขาวที่มุมห้องสายตาของนางทำอิงหมิงขนตั้งชนทั้งตัวมันเรียบนิ่งเย็นชาน่ากลัวกว่าสายตาที่จงใจจะกินเลือดกินเนื้อของจินอวี้หยูเสียอีก

            “ขอให้จริง คืนนี้คงไม่ได้ยินว่าผู้นำคนเก่งของพวกแมงป่องจะออกไปหาที่ระบายอารมณ์นอกภพปีศาจแล้วกัน”

            ครั้งนี้หลิงฉีหรานไม่เอ่ยโต้ตอบอีกด้านจินอวี้หยูที่ไม่ได้รับความสนใจก็เหมือนชกนุ่น ต่อว่าไปก็ไร้ประโยชน์“แล้วเจ้ารู้ไหมนางจิ้งจอกมารยาตัวนี้มีกี่หาง”

            “ข้าไม่รู้ รู้แต่เพียงมันเป็นตัวเมีย”เพราะเมื่อครู่นางอุ้มมันขึ้นมาได้สำรวจก่อนแล้วจึงบอกได้แค่เรื่องนี้

            “สมใจเจ้าแล้วนี่ เป็นปีศาจจิ้งจอกไม่พอยังเป็นตัวเมียอีก” จินอวี้หยูอยู่ๆก็พลันหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ไม่นานมันคงใช้เสน่ห์ยั่วยวนนายท่านถึงเวลานั้นข้าจะถลกหนังมัน”

            “เจ้าทำมากี่ปีนายท่านยังไม่หลงกล ประเมินดูใหม่”ผู้นำเผ่าแมงป่องเอ่ยเสียงเย้ยหยันออกมาราวกับคำพูดอีกฝ่ายน่าขบขันทั้งยังประชันประชันกลับได้เจ็บแสบจนสตรีชุดแดงตวาดกลับรวดเร็ว

            “เจ้าหมายความอย่างไร!?”

            “ปีศาจจิ้งจอกจำแลงกายเป็นหญิงงามได้ก็จริง แต่ใช่ว่านายท่านไม่เคยเจอหญิงงามคนที่พร้อมขึ้นเตียงกลับท่านมี..มากมายยังไม่ได้เจ้าคิดว่าง่ายหรือไม่น่าจะรู้อยู่แก่ใจ” คำพูดนี้เหมือนตบหน้าจินอวี้หยูโครมใหญ่กล่าวว่านางทุกด้านทั้งไม่รู้จักท่านจอมมารดีหรือแม้แต่ความประสงค์ส่วนตัวที่ไม่อาจสำเร็จ

            ความรู้สึกอัดแน่นแม้จะกรีดร้องก็จุกจนไม่ออกมาราวกับลืมวิธีออกเสียงไปเสียแล้วจินอวี้หยูคับแค้นจนตัวสั่นกำมือแน่นทำให้เล็บจิกลึกในฝ่ามือ

            “หึๆ สมเป็นเผ่าแมงมุม”

            “นางแมงป่องโสโครก เจ้าก็ไม่ได้ดีกว่าข้าอย่ามาทำเป็นดูแคลนตำแหน่งข้างกายนายท่านเวลานี้ยังไม่ตัดสิน คอยดูแล้วกัน!” สาวชุดแดงหลุดคำออกมาอย่างเกรี้ยวกราดพลางชี้หน้าใส่อีกฝ่ายก่อนจะสะบัดตัวก้าวฝีเท้าหนักหน่วงออกจากห้องไปสุดท้ายในห้องจึงเหลือเพียงหญิงสาวชุดเหลืองและจิ้งจอกสีขาวอีกหนึ่งตัว

            “ยืนฟังตั้งนาน ไม่มาคุยกันหน่อยหรือ”หลิงฉีหรานพูดออกมาโดยไม่ได้มองไปที่อีกหนึ่งชีวิตร่วมห้องแต่อิงหมิงก็รู้ว่าหมายถึงตนเมื่อก้อนขนสีขาวไม่มีท่าทางจะขยับมาหาแต่โดยดีนางก็หันไปหาเอง

            “ทำไมถึงมีท่าทางหวาดกลัวขนาดนั้น” นางยิ้มที่มุมปากไม่รู้ทำไมรอยยิ้มเพียงเล็กน้อยถึงดูพึงพอใจขนาดนั้น“หรือเพราะยังไม่ใช่จิ้งจอกหางสูงสินะ”

            สิ่งนี้คือสิ่งที่อิงหมิงฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจทำไมจิ้งจอกอย่างนางถึงมีได้มากกว่าหนึ่งหางโทษอะไรไม่ได้เพราะนางถูกเลี้ยงมาโดยมนุษย์ไม่มีใครเคยบอกเรื่องพวกนี้มากก่อน

            ชายกระโปรงสีเหลืองมาหยุดที่ตรงหน้าอิงหมิงระหว่างที่ตนใจลอยคิดเรื่องต่างๆจิ้งจอกน้อยจึงถอยกายจนติดผนังจนไม่สามารถขยับไปไหนได้แล้ว

            “เจ้าจะจำแลงกายมาสนทนากับข้าสักครู่ได้หรือไม่”

    “...”
    “ไม่หรือ?” เสียงเรียบนิ่งเหมือนน้ำเย็นรดลงหัวยิ่งเข้ามาใกล้ยิ่งน่าหวาดหวั่น

            ในเมื่อจิ้งจอกน้อยไม่ยอมทำตามคำขอนางก็เอื้อมมือลงหมายจะจับมันขึ้นมาก่อนจะถึงตัวก้อนขนก็เปลี่ยนรูปร่างให้เห็นทันทีแต่ไม่ใช่อย่างที่หลิงฉีหรานคาดคิดที่จะเป็นร่างมนุษย์ทรงเสน่ห์ที่ปีศาจจิ้งจอกถนัดแต่เป็นร่างเด็กชายคนหนึ่งเสียดายที่ไม่ได้เห็นตามคำร่ำลือว่าร่างจำแลงจะมีเสน่ห์เหลือล้น

            “ไม่คาดว่าเจ้าจะมาร่างนี้” นางถอยหลังกลับมาที่กลางห้อง

            “พวกเจ้าจับข้ามาทำไม?”

            “ข้าไม่ใช่คนจับเจ้ามาเสียหน่อย แต่อีกไม่นานคนที่จับคงจะมากระมัง”

            “แล้วเขาจับข้ามาทำไม?” ถ้ารู้เหตุผลอาจจะประเมินได้ว่าจะครั้งนี้รอดไหมเพราะพวกปีศาจคงไม่ต้องการหนังจิ้งจอกแบบที่มนุษย์นิยมหรอกน่าจะมีเหตุผลอย่างอื่นมากกว่า

            “ก็เพราะเจ้าเป็นปีศาจจิ้งจอก ไม่ถูกจับคงนับว่าแปลก”

            นางผู้นี้ดูสงบนิ่งใจเย็นให้หลอกถามอย่างไรก็คงไม่ได้ผลอิงหมิงคิดในใจจึงไม่พูดอะไรอีกแต่อีกฝ่ายก็ไม่เอ่ยออกมาเช่นกันแล้วนางก็หันตัวเดินตรงกลับไปที่ประตูหมายจะจากไปแต่ประตูก็ถูกเปิดออกเสียก่อน

            และคนที่น่าจะมีคำตอบให้นางก็ปรากฏตัวจนได้คนที่หน้าประตูเป็นชายคนนั้น คนที่จอมมารโยนนางใส่แล้วสั่งให้พามาขังไว้

            “ท่านขุนพล”หลิงฉีหรานเรียกคนนั้นพลางก้มหัวเล็กน้อยอย่างเคารพเมื่อเห็นอีกฝ่ายก่อนที่ตนจะเดินออกไป

            ชายผู้นั้นเดินเข้ามาโดยไม่ใส่ใจคำหญิงสาวแม้แต่น้อยเขาตรงเข้ามาแล้วมองที่ร่างเด็กชายของอิงหมิงร่างที่จิ้งจอกน้อยจำแลงนี้เป็นร่างที่เขาเคยแอบใช้เพื่อเล่นกับคุณชายจางถูฟางสมัยก่อนเวลาไม่มีคนอยู่จนพวกผู้ใหญ่จะคิดว่าจางถูฟางมีเพื่อนในจินตนาการ

            “ปกติใช้ร่างมนุษย์แบบนี้หรือ?” เขาเอ่ยถาม

            “ท่านเป็นใคร?” แต่อิงหมิงไม่ใส่ใจตอบหากแต่ถามสิ่งที่ตนสงสัย

            “ขุนพลของทัพมาร”หรือว่าชายผู้นี้จะเป็นคนในเรื่องเล่าเซียนลู่อิงหมิงเช่นกันที่เป็นผู้นำเผ่าปีศาจงูลักษณะของเขาถือว่าร่างใหญ่องอาจถ้าให้เทียบกับคนคุ้นเคยอย่างจางเยี่ยนนับว่าดูน่าเกรงขามกว่ามากถึงจะเป็นแบบนั้นแต่บุคคลนี้ไม่ได้ทำให้อิงหมิงหวาดกลัวหรือไม่สบายใจอย่างปีศาจแมงมุมหรือปีศาจแมงป่อง

            “แล้วจับข้ามาทำไม?”

            “ข้าคิดว่าเผ่าพันธุ์ปีศาจจิ้งจอกสูญหายไปหมดแล้ว เจ้าอายุเท่าไรกัน?”ขุนพลทัพมารเห็นทีจะไม่ใส่ใจคำถามของจิ้งจอกน้อยเสียแล้ว

            “...ท่านบอกก่อนว่าจับข้ามาทำไม?”

            “ข้าตอบเจ้าไปแล้ว เช่นนั้นเจ้าก็ควรแลกเปลี่ยนกันอย่างเท่าเทียมตอบคำถามข้าบ้าง” เขาพูดเนิบนาบพลางเดินไปนั่งที่กลางห้องทั้งยังพยักหน้าให้อิงหมิงไปนั่งด้วย แต่นางเลือกส่ายหน้าปฏิเสธทั้งยืนอยู่ที่เดิม

            “ไม่ก็ไม่ เช่นนั้นตอบข้าได้หรือยังว่าอายุเท่าไร”

            ร่างเด็กชายจ้องมองพิจารณาอยู่พักใหญ่ก่อนจะยอมเอ่ยตอบ“ข้าไม่รู้ ข้าจำวัยเด็กไม่ได้ รู้เพียงมาอยู่โลกมนุษย์ได้เจ็ดถึงแปดปี”

            “งั้นหรือ เจ้ามีกี่หางแล้ว”เรื่องนี้เป็นสิ่งที่อิงหมิงสงสัยอยู่แล้วจึงยอมพูดคุยด้วยง่ายๆ

            “หางอะไร?”

            ชายหนุ่มเงียบไปสักครู่อย่างครุ่นคิด“เจ้าบอกว่าจำวัยเด็กไม่ได้ไม่ใช่ว่าก็ไม่รู้หรอกใช่ไหมว่าตัวเองมีความสามารถแบบใด?” นางนิ่งเงียบจนอีกฝ่ายสังเกตได้“ใช่สินะ”

            “ข้ารู้ว่าข้าจำแลงกายได้หรอกน่า ไม่ต้องให้ใครมาสอน”ถ้านอกจากเรื่องนี้นางก็ไม่รุ้อะไรอีกแล้วถือว่ารู้เกี่ยวกับชาติกำเนิดน้อยมากแต่จะให้คนไม่รู้จักมาว่ากล่าวความสามารถตัวเองต่อหน้าใครจะไปยอม

            “เจ้าอย่าพึ่งมีโทสะ ไม่สู้ให้ข้าช่วยให้เจ้ารู้ชาติกำเนิดไม่ถือว่าดีหรือ?”

            หากให้รู้ชาติกำเนิดมากขึ้นนับว่าดีอยู่แล้วยิ่งถ้ารู้ว่านางสามารถทำได้มากกว่าจำแลงกายยิ่งทีประโยชน์มิใช่หรือ แต่ไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะให้เปล่าๆต้องแลกมากับอะไรบางอย่างแน่นอนแล้วเกิดข้อต่อรองมันจะช่วยให้อิงหมิงรอดและเอาของวิเศษกลับไปช่วยจางเยี่ยนก็พอแล้ว

            “ท่านจะให้ข้าแลกกับอะไรบอกข้อตกลงมาตรงๆ เถอะ”

            ขุนพลผู้นี่พยักหน้าอย่างถูกใจที่อีกฝ่ายไม่รั้งรอหรือเอ่ยอ้อมไปให้มากความก่อนจะเอ่ยข้อแลกเปลี่ยนไม่อ้อมค้อมกลับเช่นกัน“ร่วมมือกับท่านจอมมารทำลายแดนสวรรค์”

            “ข้า? ข้าทำลายสวรรค์ ข้าทะ..ทำไม่ได้หรอก!”

            “ข้าเข้าใจเรื่องนี้อาจจะใหญ่สำหรับคนทั่วไปแต่พื้นที่อย่างแดนสวรรค์มีไปก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อเราพวกปีศาจหรอก เรามีเพียงท่านจอมมารก็เพียงพอแล้วไม่สู้เราร่วมมือกันดีกว่าหรือ?” เขาช่างเป็นขุนพลผู้ภักดีของท่านจอมมารที่พร้อมจะเชื่อฟังทุกอย่างเขาสนับสนุนแบบไม่สนใจว่านั้นจะเป็นการล้างเผ่าพันธุ์ใดๆ

            แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการก็เป็นส่วนหนึ่งที่อิงหมิงไม่กล้าตอบรับทันทีนางอ้ำอึ้งอยู่พักหนึ่งก่อนจะเริ่มปริปากได้ “แต่ว่า..ข้าเป็นแค่ปีศาจจิ้งจอกไม่ใช่ปีศาจชั้นสูง ข้าไม่มีอำนาจพอ”ก็การจำแลงกายได้หลายรูปแบบของนางจะทำลายแดนสวรรค์ได้อย่างไร

            “หึๆ เช่นนั้นเจ้ายิ่งควรรู้ชาติกำเนิดตัวเอง” มันสำคัญขนาดนั้นเชียวหรือ?นางจะสามารถมีพลังได้ระดับท่านจอมมารหรือพลังทำลายล้างขั้นสูงหรือถ้าทำได้จริงบางทีนางอาจจะไม่ต้องการของวิเศษแล้วอิงหมิงอาจจะสามารถช่วยจางเยี่ยนด้วยตัวเองก็ได้

            “ถ้าจะทำให้ข้ามีพลังขนาดนั้นข้าก็อยากรู้”

            “ข้าขอนับว่านี้เป็นคำตอบยินยอม จากนี้เจ้าควรตอบคำถามข้าตามตรง”อิงหมิงจึงต้องยอมโอนอ่อนไปก่อน นางพยักหน้าแล้วเดินมานั่งร่วมโต๊ะตัวเล็กๆกลางห้องกับท่านขุนพลของเผ่าปีศาจ

            “เจ้ามีกี่หางแล้ว?”

            “ข้าไม่เข้าใจคำถามนี้ แต่ถ้าหมายถึงหางจิ้งจอกของข้าข้ามีอันเดียวตั้งแต่จำความได้” สีหน้าของชายตรงหน้าผิดหวังเล็กน้อยหลังได้ยินว่าอิงหมิงมีเพียงหนึ่งหางเท่านั้นก่อนจะปรับสีหน้าแล้วเอ่ยคำถามต่อไป

            “ปกติเจ้าอยู่ในร่างนี้หรือ” คงหมายถึงร่างเด็กชายคนนี้สินะร่างเด็กน้อยส่ายหน้าแทนคำตอบก่อนที่นางเปลี่ยนเป็นหญิงสาวชุดชมพูอ่อนที่มีผ้ารัดเอวเข้ารูปแสดงถึงเรือนร่างที่มีเอวคอดกิ่วใบหน้างดงามมีแก้มกลมสีชมพูดวงตาใสกลมดูอ่อนหวานก่อนจะส่งยิ้มให้ชายตรงหน้าจนส่งผลให้ใบหน้าที่เรียบนิ่งแต่ใบหูเริ่มขึ้นสีหน่อยๆ

            “ข้าเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ เพราะร่างข้าคือจิ้งจอกแต่ดูเหมือนท่านจะชอบร่างนี้” บอกแล้วว่าอิงหมิงจับท่าทางและรับรู้อารมณ์มนุษย์เก่งวันๆ เขาว่างอยู่แต่ในจวนตระกูลจาง จึงชอบสังเกตไปเรื่อยเปื่อยแต่ก่อนอาการของเซี่ยจือจือจะคล้ายๆ แบบนี้เวลาได้เจอจางเยี่ยน

            ปีศาจงูจึงแกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจเปลี่ยนไปมองนอกหน้าต่างครู่หนึ่งแล้วหันกลับมา“เช่นนั้นเคยชิงปราณชีวิตหรือไม่”

            “ไม่” ตัวเขาทำอะไรแบบนั้นได้ด้วยหรือ มันต้องทำอย่างไรการชิงปราณชีวิต

            “เข้าใจแล้ว ข้าจะนำไปรายงานต่อท่านจอมมาร”ว่าจบก็ลุกขึ้นยืนเตรียมจะหมุนตัวออกจากห้อง

            “เดี๋ยวก่อน เท่านี้หรือ? ไหนว่าจะให้ข้ารู้ชาติกำเนิด”อิงหมิงพลันลุกขึ้นทั้งเอ่ยอย่างเร่งร้อนกลัวจะถูกทิ้งไปเสียก่อน

            แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ถึงขนาดละเลยเขาหันมากล่าวกับนางอีกครั้ง “ท่านจอมมารจะตัดสินเอง เจ้ารอที่นี่”ครั้งนี้กล่าวจบก็เดินออกไปทันที

            อิงหมิงยืนขมวดคิ้วอยู่ที่เดิมถูกบอกให้รออยู่ที่นี่ทำอย่างกับตัวนางจะไปรอที่อื่นได้ ร่างหญิงสาวเดินไปที่หน้าต่างต่อยเบาๆออกไปมือก็เด้งกลับมา เหมือนจะไม่มีอะไรกั้นตรงนั้นแต่ก็ออกไปไม่ได้ครั้งนี้จึงลองเดินไปที่ประตูบ้างพอดึงให้เปิดก็นิ่งไม่ขยับ

            “แล้วข้าก็หิวแล้วด้วย” อิงหมิงบ่นออกมาเสียงอ่อนระโหยโรยแรง ไปไหนก็ไม่ได้ในห้องก็ไม่มีขนมวางให้เลย เป็นถึงภพปีศาจยิ่งใหญ่สู้ตระกูลจางก็ไม่ได้มีขนมว่างวางให้นางกินได้ตลอด

    คล้ายกับเรื่องบันทึกเซียนลู่อิงหมิง(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน