> ฟ่าง
แม่ผมซื้อรถ eco car คันเล็กให้ เป็รางวัลที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ผมเข้าใจว่าอย่างนั้นหากไม่มีเงื่อนไขอีกข้อตามมา นั่นคือห้ามอยู่หอ ให้กลับบ้านทุกวัน ดึกดื่นแค่ไหนก็ต้องกลับ จะกลับเช้าเลยแม่ไม่ว่า แต่ต้องไม่หายหน้าเกินยี่สิบสี่ชั่วโมง
หลังจากเรียนขับรถและสอบใบขับขี่ได้แล้ว วันแรกแห่งการขับรถอย่างถูกกฎหมาย ผมมุ่งตรงไปบ้านเฟิร์สทันที และโชคดีมาก ๆ ที่วันนี้เฟิร์สกลับบ้าน เพราะปกติเขาจะอยู่หอ health science ซึ่งเป็หอพักนักศึกษาสายวิทยาศาสตร์สุขภาพซึ่งได้แก่ แพทย์ ทันตะ เภสัช เทคนิคการแพทย์ ยกเว้นสาว ๆ พยาบาลจะแยกออกไปต่างหาก
“นั่งไปเป็เพื่อนกูหน่อยน้า ขับวนไปมาในเมืองเป็เดือนละ กูว่าจะขับขึ้นดอยอะ”
ผมชวนเฟิร์สนั่งเป็เพื่อน ซึ่งเขาก็มิได้อิดออดอะไร แถมเปรยขึ้นมาว่าจะให้ผมสอนขับ แต่ยังมิทันออกนอกตัวเมือง ว่าที่นักเรียนของผมก็หลับคอพับไปแล้ว
“เฟิร์ส ตื่นได้แล้ว”
ผมตั้งใจเอื้อมมือปลดเข็มขัดนิรภัยให้เฟิร์ส แต่เขาดันลืมตาขึ้นมา อาจจะด้วยความใ เขาจึงเด้งตัวขึ้น
และ จุ๊บ!
จมูกกับปากเฟิร์สแนบแก้มผมพอดี
“ขอโทษ!”
เราต่างพูดขึ้นพร้อมกัน พร้อมกับดันตัวไปชิดประตูคนละฝั่ง
“อะ ที่ไหนนะ โทษที กูเมารถ กลัวอ้วกใส่รถมึงเลยหลับตา ไม่คิดว่าจะหลับไปจริง ๆ แหะ แหะ”
แก้มแดง ๆ ของเฟิร์สแดงขึ้นไปอีก จากนั้นก้มหน้างุด
“หมู่บ้านปากะญออะ เมื่อกี้ขับรถมา เห็นสะพานแขวนข้ามลำธารตรงโน้น เลยจะชวนลงไปถ่ายรูป”
เราทิ้งรถไว้ข้างทาง เดินลัดเลาะริมลำธารไปยังสะพานเชือกซึ่งแขวนเชื่อมระหว่างถนนกับหมู่บ้าน
“ไม่อาว ๆ กูไม่เดิน กูไม่ข้าม กูกลัว มันสูง มันแกว่ง กูจะยืนตรงนี้”
เฟิร์สร้องโวยวาย เมื่อผมชวนข้ามสะพานเชือกไปหมู่บ้านฝั่งตรงข้าม
“อะ มึงจับมือกูไว้ แล้วมองหน้ากูเนี่ย อย่ามองลงไปข้างล่าง นู่น มึงเห็นไร่ข้าวโพดข้างหน้าโน่นมั้ย โคตรสวยเลยมึง มาถึงนี่ทั้งทีก็ต้องได้ถ่ายรูปป่าววะ”
ผมไม่พูดเปล่ายังดึงมือเฟิร์สมากุมไว้ มองหน้านิ่ง ๆ พอเห็นแก้มแดง ๆ กับปากที่เบะออกเหมือนเด็กจะร้องไห้ อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบหัวเขาเบา ๆ
“ไม่กลัวนะครับ เชื่อใจฟ่างนะเด็กดี”
กว่าจะข้ามสะพานสำเร็จก็ทุลักทุเลน่าดู พอข้ามถึงอีกฝั่ง ก็เจอะต้นข้าวโพดเรียงรายเต็มไร่ เมื่อเดินตัดแถวข้าวโพดเข้าไปอีกนิด ก็พบไร่ดอกเก๊กฮวยที่กำลังออกดอกสีเหลืองอ่อนแซมขาวละลานไปหมด
“โคตรสดชื่นเลยว่ะ”
“ใช่มั้ยละ แล้วเสือกแหกปากร้อง แทนที่จะยอมเดินมาดี ๆ”
เราถ่ายรูปหลายรูป ส่วนใหญ่เซลฟี่ด้วยกัน และมีที่ผมแอบถ่ายเฟิร์สอีกนับไม่ถ้วน
“เฮ้ย เราไปขอลุงคนที่เก็บดอกเก๊กฮวยถ่ายให้เราดีปะ เซลฟี่มันไม่เห็นภาพกว้างอะ เสียดายวิวดอกไม้อะ”
เฟิร์สดึงผมมุ่งไปหาลุงผู้กำลังก้ม ๆ เงย ๆ ง่วนกับแปลงดอกไม้
ลุงถ่ายรูปให้อย่างเต็มใจ แถมชวนล่องแพไม้ไผ่ แต่ต้องรอลูกชายแกตัดข้าวโพดเสร็จก่อนจึงจะมาถ่อแพให้พวกเราได้
ผมเห็นว่าถ้ารอลูกชายลุงคงอีกนาน เรายังต้องขับรถกลับ ทั้งน้ำในลำธารก็ดูไม่ลึกมาก ไหนตัวผมเองก็เคยพายเรือมาบ้าง จึงสอบถามถึงอันตราย ครั้นลุงเอ่ยว่าน้ำไม่ถึงกับเชี่ยวนัก ค่อย ๆ ช่วยกันถ่อก็ได้ เพียงแต่ถึงจุดหมายช้ากว่าคนชำนาญทาง เราจึงตกลงไม่อยู่รอลูกชายลุง แต่จะยืมแพแล้วล่องไปกันสองคน ลุงกำชับว่าเมื่อถึงหมู่บ้านถัดไป ให้นำแพขึ้นหลังคารถสองแถวซึ่งวิ่งระหว่างหมู่บ้านกลับมาส่งคืนแกที่นี่
เราล่องแพไปตามลำธาร เฟิร์สถ่ออยู่ด้านหน้า ส่วนผมยืนคัดท้าย แรก ๆ สนุกดีครับ ตื่นตาตื่นใจไปกับธรรมชาติรอบข้าง ครั้นผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง แขนสองข้างก็เริ่มล้า เฟิร์สนั่งเงียบ ผมเปลี่ยนมาออกแรงถ่อบ้าง และปล่อยให้แรงน้ำพัดพาเราไปข้างหน้า
“หนาวหรือเปล่าวะ”
ผมถามเมื่อเห็นเฟิร์สเริ่มกอดเข่า ห่อตัว และไหล่สะท้าน
“อืม ก็นิดนึงนะ ดูนี่ มือเหี่ยวหมดเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“งั้นเรามาช่วยกันถ่อ จะได้ไปถึงเร็ว ๆ ฮะ เฮ้ย ๆ แก่งว่ะ ด้านหน้า ฉิบหายแล้ว”
เบื้องหน้าโขดหินใหญ่น้อยกระจายขวางลำธาร ทำให้ธารน้ำที่เห็นว่าไหลเอื่อย ๆ มาตลอด กลายเป็มวลน้ำที่ไหลเกรี้ยวกราดปะทะโขดหินที่ขวางอยู่ ทางเดินน้ำเปลี่ยนกะทันหัน หินก้อนใหญ่สุดขวางกลางน้ำ แยกธารเป็สองช่องทางซ้ายกับขวา ซึ่งทั้งสองทางมีหินขนาดย่อม ๆ กระจุกตัวอยู่อีก
“ซ้ายหรือขวาดีวะ!” ผมะโถาม
“ซ้าย ๆ มะ ไม่ ขวา ไปขวาเร้ว”
ไม่ทันแล้วครับ ผมคัดหัวแพไปทางซ้ายอย่างเต็มที่ พอเฟิร์สบอกว่าขวา ถึงผมงัดเต็มแรง แพก็เบนหัวกลับคืนได้นิดเดียว
โครม! แพชนก้อนหินใหญ่กลางน้ำอย่างจัง และเสยขึ้นไปติดอยู่ระหว่างซอกหิน
ตูม! เฟิร์สตกน้ำทันทีที่แพชน จมลงไปหนึ่งครั้ง ก่อนโผล่หัวขึ้นมาเหนือน้ำ แล้วไหลไปตามสายน้ำโดยไร้ทีท่าจะเข้าฝั่ง
ผมะโลงน้ำ รีบว่ายตามเฟิร์ส กระแสน้ำไหลแรงยังรู้สึกไม่ทันใจ ผมทั้งจ้วงแขนเตะขาโดยมิได้ใส่ใจว่ามันจะครูดก้อนหินที่กระจายอยู่รอบ ๆ กระทั่งเอื้อมมือโอบรอบตัวคนข้างหน้าได้สำเร็จ
“เตะเท้า เฟิร์ส เข้าตลิ่งข้าง ๆ!” ผมะโ
เราตะเกียกตะกายขึ้นมาบนหาดทรายจนได้ เฟิร์สนั่งคุกเข่า หอบหายใจ ตาเบิกโพลงพร้อมกับน้ำใส ๆ ไหลออกจากตา เขาคงใมาก ผมเอื้อมมือจับไหล่ซึ่งไหวด้วยแรงกลั้นสะอื้นจากนั้นดึงตัวเขาเข้ามากอด ครั้งนี้เขาปล่อยโฮไม่หยุด มือกอดคอผมแน่นและซุกใบหน้าอยู่กับอกผม
ผมค่อย ๆ ลูบหัวลูบหลังเหมือนผู้ใหญ่ปลอบเด็ก ปากกระซิบบอกว่า ไม่เป็ไรแล้วนะ มันโอเคแล้ว รอจนแรงสะอื้นลดลงจนเกือบนิ่งจึงค่อย ๆ ดันตัวเขาออก ประคองแก้มแดงขึ้นมา กะว่าจะช่วยเช็ดน้ำตา แต่เขาประสานสายตากับผมตรง ๆ ผมเห็นแววตาของเด็กที่หวาดกลัว ปากสั่นน้อย ๆ ทั้งมองผมเหมือน้าให้ปกป้องเต็มที่
ตึ้ก ตึ้ก ตึ้ก ใจผมเต้นแรงมาก และความอดทนสิ้นสุดแล้ว
ผมโน้มหน้าเข้าไปใกล้ ประกบริมฝีปากลงไปกับปากเล็ก เขาหลับตาแล้วจูบตอบผม เป็จูบที่นุ่มนวล อบอุ่น เนิ่นนานกว่าเราผละออกจากกัน
หลังจากนั้นต่างคนก็ก้มหน้า ผมจูงมือเขาเดินลัดเลาะลำธารเพื่อไปยังหมู่บ้านปลายทาง ไม่มีใครพูดอะไร ผมไม่กล้าพูด ไม่กล้าถาม เพราะไม่แน่ใจว่าเขารู้สึกอย่างไร
ใช่ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมอาจใส่ใจเขาอย่างจริงจัง ทั้งเขาไม่รังเกียจไปไหนมาไหนด้วย แต่ก็มีผู้คนมากมายรายล้อมเขา ใส่ใจเขา และเขาก็เป็มิตรกับผู้คนรอบข้างเช่นกัน ผมกลัวว่าถ้าพูดหรือถามออกไป หากเขาตอบกลับมาว่าไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเพื่อนคนอื่น หรือเขาพาลโกรธที่เกิดเื่แบบนี้ขึ้น ผมคงปวดร้าวมากทีเดียว
ผมส่งเขากลับบ้าน ตลอดทางเต็มไปด้วยความเงียบ ผมได้แต่ส่งข้อความไปหาเขา
ระวังเป็หวัด กินนมอุ่น ๆ ก่อนเข้านอนด้วยนะ
เงียบ ไม่มีคำตอบ
วันถัดมา ผมเข้าซ้อมกิจกรรมประกวดดาวเดือนของมหาวิทยาลัย ผมเป็ตัวแทนคณะมนุษยศาสตร์ ส่วนอีเป็ตัวแทนคณะเภสัชศาสตร์
ระหว่างพัก อีกวักมือเรียกผมเข้าไปหา ผมรู้สึกงุนงง เพราะตอนเรียน ม.ปลาย ผมไม่เคยคุยกับเขาเลย เพียงพยักหน้าทักทายตอนเขาเดินมากับเฟิร์สเท่านั้น
“หวัดดีฟ่าง นี่เพื่อนกูอิงอิง เค้าอยากได้เบอร์มึง”
“หูย อี แกพูดตรง ๆ งี้ได้ไง ราคาเราตกเลยนะ”
ดาวคณะเภสัชตบหลังอีดังป้าบ พร้อมหันมายิ้มให้ผม
“เราแค่อยากทำความรู้จักกับคณะอื่นที่ไม่ได้วนเวียนแถวโรงพยาบาลมั่งอะ พวกนี้เห็นหน้าแถวตึกเรียนยังต้องมาเจอกันต่ออีก เบื่อหน้าจะตายแล้ว ฟ่างมานั่งคุยกับพวกเราก่อนนะ ชวนดาวมนุษย์มานั่งด้วยก็ได้”
เสียงสนับสนุนเซ็งแซ่ดังมาจากบรรดาเดือนหนุ่ม ๆ คณะวิทย์สุขภาพ ผมทรุดนั่งข้างอี พร้อมกวักมือเรียกดาวคณะมนุษย์มาร่วมวงด้วย สักพักทุกคนก็พูดคุยสนิทสนมจนแยกไม่ออกว่าใครมาจากคณะใด
ผมกระซิบถามอีถึงเพื่อนของเขา กะว่าเสียงเบาพอที่จะไม่ล่วงถึงหูคนอื่น แต่อิงอิงกลับได้ยินและพูดเสียงดังจนคนอื่นหยุดหัวข้อสนทนาหันมาสนใจผมกันหมด
“เฟิร์ส เป็หนึ่ง ประธานชั้นปีอะน่ะ งู้ย ป่านนี้หมอเป้งมารับไปกินข้าวละม้าง”
“เออใช่ ๆ พี่เป้งอะ เป็เดือนปีสามคณะแพทย์แท้ ๆ ไม่มาดูแลน้องคณะตัวเองมั่ง ไปเฝ้าแถวหอเภสัชทุกวันเลย” ดาวคณะแพทย์บ่น
“เช้าถึงเย็นถึงแบบนี้ แถมหล่อเบอร์นั้น เป็อิงอิงนี่ขนของไปอยู่หอแพทย์แล้วนะ”
“เห็นวันก่อนพี่เป้งอัปเฟซบุ๊กตอนไปติวแล็บ anatomy* ให้เฟิร์สด้วยนะ”
“อ่อ ใช่ ๆ ที่ตั้งสเตตัสว่า หัวใจในถาดกับหัวใจคนข้าง ๆ ใช่ป่าว โอ้ย หวานอะ”
“หมอกับเภสัช อู้ย คุณค่าที่คู่ควรอะเนอะ คู่จิ้นที่มาแรงที่สุดในฝั่งโรงพยาบาลละ”
“คู่จิ้นที่ไหน คู่จริงตะหาก ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
เสียงเอ็ดอึงรอบ ๆ ตัว แต่ผมจับใจความไม่ได้ ไม่รู้ตัวว่าลุกออกจากวงสนทนาตอนไหน มารู้สึกตัวก็ตอนวักน้ำเย็น ๆ จากก๊อกน้ำล้างหน้า
เฟิร์สคงโกรธ หรือไม่ก็อึดอัดกับเื่ที่เกิด ในเมื่อเขามีคนพิเศษอยู่แล้ว เขาคงทำตัวไม่ถูก คนอ่อนโยนอย่างเขาคงจะไม่กล้าพูดอะไรทำร้ายจิตใจคนอื่น เขาจึงเลือกที่จะเงียบ ผมเองเสียอีกไม่น่าก่อเื่ ผมควรขอโทษเขา แต่ไม่กล้าไปเห็นหน้า กลัวกลั้นน้ำตาไม่ได้ มันจะยิ่งทำเขาลำบากใจ
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา พร้อมกับพิมพ์ข้อความส่งไป
ขอโทษนะ
anatomy* : กายวิภาคศาสตร์ เป็วิชาที่เรียนเกี่ยวกับอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์ ซึ่งเรียนรู้จากอวัยวะจริง ๆ ของผู้บริจาคร่างกายหลังเสียชีวิตซึ่งเรียกว่าอาจารย์ใหญ่ สำหรับนักศึกษาเภสัชศาสตร์นั้นจะไม่ได้ผ่าอาจารย์ใหญ่ทั้งร่าง อาจารย์จะจัดเตรียมอวัยวะต่าง ๆ ใส่ถาดและปักธงชื่อของส่วนต่าง ๆ กำกับไว้ ดังนั้นที่หมอเป้งอัปสเตตัสว่าหัวใจในถาดกับหัวใจคนข้าง ๆ ก็เพราะกำลังสอนเฟิร์สดูเส้นเืในหัวใจซึ่งวางบนถาดนั่นเอง
©©©