ในเวลานี้สุรเสียงเงียบกริบ
ทุกคนต่างมองหน้ากัน โดยไม่รู้จะกล่าวอันใดออกมา ในที่สุดคนจากตระกูลเย่ที่เปิดปากกล่าวว่า
" ตัวซวยอย่างเ้า มีสิทธิ์อะไรมาทำปากกล้าเยี่ยงนี้? เ้าอย่าได้พูดจาเหลวไหลจนทําให้ตระกูลเย่ต้องอับอายขายขี้หน้าอีก"
" แม่นางผู้นี้เป็ถึงคุณหนูรองตระกูลหลิง นางบอกเองว่ามันเป็โอสถหายากก็คือหายาก ขยะไร้ค่าอย่างเ้าที่วันๆ เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน จะรู้ได้อย่างไรว่านี้เป็โอสถชนิดใด? "
เย่เฉินกล่าวต่อ "พ่อบ้านตู้ ช่วยพาเ้าเย่จื่อเฟิงไปถังที่ห้องเก็บฟืนที อย่าปล่อยให้มันพูดจาเหลวไหลทำให้ตระกูลแย่ต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าแเื่อีก" ในฐานะผู้ดูแลตระกูลเย่อันดับสอง คําสั่งของมันย่อมมีอํานาจมากพอสมควร ดังนั้นเมื่อสิ้นประโยคข้ารับใช้ใช้ผู้หนึ่งก็เตรียมตัวจะพาเย่จือเฟิงออกไป
"ช้าก่อน" น้ำเสียงของหลิวหนิงจือมีความประหลาดใจปนอยู่ไม่น้อย
" จะ...เ้ารู้ได้อย่างไรว่านี่คือโอสถเสริมพลังหยวน? " แม้แต่ชายชราที่ยืนอยู่ข้างๆ นางก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน
โอสถเสริมพลังหยวนถือเป็โอสถระดับสูงที่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับิญญายุทธ์ใช้กัน จึงไม่มีผู้ใดในเมืองเหลยโจวที่จะเคยพบเห็นโอสถนี้มาก่อน แม้แต่หลิวหนิงจือเองก็ไม่เคยได้ยินชื่อของมันมาก่อน จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้นาง้าจะมอบโอสถดังกล่าวให้แก่เย่ฉงเทียน เพื่อเป็การปลอบขวัญหลังจากที่นางขอถอนหมั้น
หลิวอี้เก๋อรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง มันจึงรีบมองรอบๆ กล่องหยกสีดำ
" ก็ไม่มีข้อความเขียนตรงข้างกล่อง แล้วเ้าขยะนั้นรู้ชื่อโอสถนี้ได้อย่างไร? "
เย่จื่อเฟิงหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า " หึ! นั่นไม่ใช่โอสถคุณภาพสูงสักหน่อย อย่าเอาอะไรน่าเกลียดเช่นนั้นออกมาเลย ใช่พูดถึงระดับคุณภาพก็เป็แค่โอสถเสริมพลังหยวนระดับหวงเท่านั้น ฉะนั้นจึงบอกได้เลยว่ามันถือเป็แค่โอสถระดับพื้นๆ เท่านั้น"
"โอสถพื้นๆ? เพียงแค่มองตาก็รู้เลยงั้นรึ? "
บรรยากาศในห้องโถงตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง บางทีคงมีเพียงแค่ถังเฟิงกับเย่เสวี่ยอี๋เท่านี้ที่รู้ถึงความสามารถของเย่จื่อเฟิง ฉะนั้นจึงไม่ได้แปลกใจอะไรนัก ซึ่งต่างจากคนอื่นๆ นั้นที่หันมองมาที่เขาเป็ตาเดียว
เฒ่าอู๋จ้องเขม็งมาที่เย่จื่อเฟิงแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุมว่า "น้องชาย การที่เ้ารู้ว่าโอสถเม็ดนี้มีชื่อว่าโอสถเสริมพลังหยวน แสดงว่าเ้านั่นมีความสามารถอยู่บ้าง แต่การที่เ้าบอกว่าโอสถเสริมพลังหยวนเม็ดนี้อยู่แค่ระดับหวง มิทราบว่าจะเอาหลักการใดมาวัด เ้ามีเหตุผลอันใดจึงลดคุณค่าของยาเม็ดนี้? "
หลิวอี้เก๋อหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน " หึหึ มันจะมีเหตุผลอะไรซะอีกล่ะเฒ่าอู๋ มันก็แค่ไอ้ขยะที่ชอบพูดจามั่วซั่วเดาส่งๆ แล้วเดาถูกเข้าโดยบังเอิญเท่านั้น มันก็แค่อยากให้พวกเรามีมลทินกับคำพูดจาเหลวไหลของมันก็แค่นั่นแหละ "
เย่จื่อเฟิงยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวอย่างใจเย็น " หากพวกเ้า้าถอนหมั้นจริงๆ ก็แล้วแต่ที่เ้า้าเถอะ แต่อย่าเอาโอสถกระจอกๆ เช่นนี้มาชดเชยหรือปิดปากพวกเรา เพราะนั่นหมายความว่าพวกเ้ากำลังดูถูกตระกูลเย่ของพวกเรา พวกเราหาใช่ขอทาน โอสถระดับต่ำเช่นนี้ข้าไม่้า! "
"เย่จื่อเฟิง หุบปากเดี๋ยวนี้นะ! เ้าคนไร้ยางอาย! " หลิวอี้เก๋อโกรธจนไม่อาจระงับโทสะของตนได้ ตะคอกกลับด้วยน้ำเสียงดุดัน
เย่เฉินจ้องมองเย่จื่อเฟิงแล้วกล่าวขึ้นอย่างเยือกเย็นว่า " ฉันสามหาวยิ่งนัก พูดจาเป็ผู้ยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน เ้าเป็ตัวแทนของตระกูลเย่หรือไรถึงมีสิทธิ์ตัดสินว่าจะเอาไม่เอาโอสถเสริมพลังหยวนเม็ดนี้? "
"หามิได้" เย่จื่อเฟิงตอบยิ้มๆ
เย่เฉินจ้องมองเย่จื่อเฟิงด้วยหน้าตาขึงขังหมองคล้ำ แต่แล้วทันใดนั้นสายตาของเย่จื่อเฟิงก็เปลี่ยนเป็คมกริบ
"ก็ได้นะ หากท่านไร้ความสามารถ? "
"เย่! จื่อ! เฟิง! " สีหน้าที่ถึงขึงขังหมองคล้ำของเย่เฉินเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำโกรธเป็ควันออกหูเลยทีเดียว
ก่อนหน้านี้ต่อให้เย่จื่อเฟิงต้องเจอเด็กน้อยแค่ไหน มันรังแกหรือตะคอกใส่ เขาจะไม่กล้าแม้แต่มองหน้าคนผู้นั้นเลยด้วยซ้ำ
" การแต่งงานของข้า ข้าจะเป็ผู้จัดการเอง ข้าขอย้ำในคำพูดเดิมโอสถเสริมพลังหยวนเม็ดนี้คุณภาพต่ำเกินกว่าที่จะมาเป็ของชดเชยน้ำใจ ข้าเย่จื่อเฟิงไม่้า " ชาติก่อนเขาเป็ถึงปรมาจารย์ยุทธ์กล่าวออกมาอย่างมีศักดิ์ศรีและไร้ซึ่งความโกรธเคือง หากเขาโกรธขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าทุกคนในโถงอาจจะต้องเผชิญกับแรงกดดันอันใหญ่หลวงของเขาก็เป็ได้
หลิวอี้เก๋อมองเย่จื่อเฟิงด้วยความเดือดดาล " เ้ามันก็แค่ไอ้ขยะไร้ค่าเท่านั้น กล้ามาเสริมเติมกับตระกูลหลิวของเรางั้นรึ? นอกจากจะไร้มารยาทสิ้นดี ยังกล้าหักหน้าโต้เถียงท่านอารองของตนเองอีก! "
เย่จื่อเฟิงมองหลิวอี้เก๋อยังสนใจ เขาอยากจะรู้นักว่าเ้าหนูผู้นี้มันจะของดีอันใด
หลิวอี้เก๋อมองไปที่เย่เฉินด้วยสายตาเปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง พร้อมกล่าวว่า " ท่านอารอง ถ้าตระกูลเย่ของท่านไม่้าโอสถเสริมพลังหยวนเม็ดนี้ เช่นนั้นข้าก็จะขอมอบมันให้แก่ท่าน แต่ได้โปรดอนุญาตให้ข้าสั่งสอนไอ้ขยะไร้ค่าผู้นี้ด้วย "
เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายจะมอบโอสถเสริมพลังหยวนให้แก่ตนเอง ภายในใจของมันก็รู้สึกปีติเป็อย่างยิ่ง แต่ก็ยังเก็บอาการด้วยการแสดงสีหน้าขึงขังโกรธเกรี้ยวตบตา " อย่างไรเสียเย่จื่อเฟิงก็ยังคงเป็คนตระกูลเย่ ถ้าเ้าทำเช่นนั้น..."
หลังจากนั้นมันก็แสดงท่าทางเศร้าโศกแล้วกล่าวว่า "เ้าก็ต้องระวังตัวด้วยแล้วกัน"
เย่เสวี่ยอี๋นิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไปนางลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า "ท่านอา ท่านพี่เย่จื่อเฟิงเป็คนตระกูลเราแท้ๆ นอกจากท่านจะไม่ช่วยเหลือ แต่กลับไปช่วยคนนอกเช่นนี้ได้อย่างไร? "
เย่เฉินหันไปเตะท่ายืนเอามือกอดอกพร้อมกล่าวว่า "ก็เ้าเด็กนี่มันทำตัวโอหังฝีปากกล้าเอง พูดจาล่วงเกินแเื่โดนสั่งสอนแค่นิดหน่อยก็ถือว่าเป็เื่ธรรมดา "
"ท่านอา! "
ถังเฟิงรีบดึงตัวนางกลับมาแล้วเตือนว่า "เื่นี้เ้าไม่ต้องยุ่ง แค่ยืนดูเฉยๆ เป็พอ อย่าทําอันใดหุนหันพลันแล่นแบบนั้นอีก"
"ท่านแม่ ไฉนท่านถึงกล่าวเช่นนั้น? " เย่เสวี่ยอี๋ไม่รู้สึกเศร้าใจเป็อย่างมาก
เย่จื่อเฟิงหันกลับไปหาเสวี่ยอี๋แล้วกล่าวอย่างสง่างามว่า "เสวี่ยอี๋ฟังมารดาของเ้ากล่าว เ้าจงถอยไปก่อน หลิวอี้เก๋อผู้นี้เพิ่งจะก้าวถึงระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 6 พลังยุทธ์ยังไม่เสถียรซึ่งเท่ากับว่ามันแค่อยู่ในระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 5 ระดับสูงสุดเท่านั้น"
ถึงแม้จะกล่าวเช่นนั้นออกไป แต่เขากลับไม่มั่นใจว่าพลังระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 3 ของตนเอง จะสามารถเอาชนะต่อสู้กับหลิวอี้เก๋อที่อยู่ในระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 6 ได้หรือไม่ แต่เป็เพราะเขาไม่อยากให้เย่เสวี่ยอี๋เข้ามาเกี่ยวข้องกับเื่วุ่นๆ ในครั้งนี้
หลังจากที่เย่เฉินเปิดไฟเขียวอนุญาตให้หลิวอี้เก๋อสั่งสอนเย่จื่อเฟิงได้ มันก็รู้สึกดีใจเป็อย่างมาก แต่พอได้ยินน้ำเสียงและคำพูดของเย่จื่อเฟิง มันก็รู้สึกว่าฝ่ายตรงข้ามไม่เห็นตนเองอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
" พลังของข้าจะอยู่ในขั้นที่ 6 หรือขั้นที่ 5 แล้วอย่างไร ท่าต่อสู้กับไอ้กระจอกที่เพิ่งอยู่ขั้นที่ 2 แบบเ้า เกรงว่าเ้าจะพ่ายแพ้ทั้งๆ ที่ข้ายังไม่รู้สึกสนุกเลยด้วยซ้ำ? " หลังจากกล่าวจบ หลิวอี้เก๋อก็เกร็งกล้ามเนื้อจนร่างกายขยายใหญ่โตเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัว เส้นโลหิตสีน้ำเงินใต้ิัปูดโปนให้เห็นอย่างเด่นชัด ดูช่างน่าสะพรึงกลัวเป็อย่างยิ่ง
เย่เสวี่ยอี๋รู้ดีว่าพี่ชายของนางสามารถเอาชนะหวางหลินผู้มีฝีมืออยู่ในระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 4 แต่คนที่เขาต้องเผชิญหน้าอยู่ในตอนนี้มันมีฝีมืออยู่ในระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 5 ระดับสูงสุด เทียบเท่ากับขั้นที่ 6 ขั้นแรก ซึ่งนับเป็การต่อสู้ที่อันตรายมากเกินไป แม้นางจะเป็ห่วงพี่ชายเหลือเกินแต่ก็ไม่อัดขัดขืนเจตจำนงของเขาได้ นางจึงทำได้แต่เฝ้าภาวนาเงียบๆ เท่านั้น
" ข้าจะอัดเ้าจนน่วมเลยคอยดู! "
ดวงตาทั้งสองของหลิวอี้เก๋อเบิกกว้าง โคจรลมปราณมายังใต้เท้าของตนเอง ปลดปล่อยพลังอันแข็งกร้าวรุนแรงราวกับะเิกระแทกฝ่ามือพวยพุ่งเข้าใส่เข้าที่หน้าอกของเย่จื่อเฟิง
เย่จื่อเฟิงทำแค่เพียงหัวเราะในลำคอ พร้อมกับเอี้ยวตัวปัดฝ่ามือของหลิวอี้เก๋อ การกระทำนี้ทำให้อีกฝ่ายตื่นตระหนกจนต้องถอยหลังกลับ
เย่จื่อเฟิงไม่ได้หยุดแม้แต่เพียงก้าว เขาก้าวขาตามไปข้างหน้าไปสิบก้าว ขณะที่หลิวอี้เก๋อก้าวถอยหลังกลับไปแค่สามก้าวอย่างไม่ทันตั้งตัว
เย่จื่อเฟิงไม่ได้รู้สึกดีใจแม้แต่น้อย เขาต้องต่อสู้กับผู้มีพลังเหนือกว่าถึง 2 ขั้น แม้ว่าเขาจะแก้ปัญหาเื่พลังกายไปได้บางส่วน แต่พลังต่อสู้ยังถือว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แน่นอนว่าการต่อสู้ครั้งนี้เขาคงไม่กล้ารับคำหากไม่มีความมั่นใจ และดูเหมือนว่าฝ่ายตรงข้ามอย่างหลิวอี้เก๋อจะรู้สึกประหลาดใจเป็อย่างยิ่ง ด้วยเพราะมันะเิพลังทั้งหมดมุ่งหมายโจมตีเย่จื่อเฟิง หวังให้เขาล้มคว่ำหมดสภาพต่อหน้าปวงชน แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรเมื่อเย่จื่อเฟิงไม่เพียงแต่จะยืนหยัดอยู่ได้ ทว่าเขายังทำให้มันต้องถึงกับถอยร่นกลับถึงสามก้าว
เย่หุ้ยฉือ ที่ดูการต่อสู้ หันไปกล่าวกับเย่เฉินว่า " ท่านพ่อ ไอ้ขยะเย่จื่อเฟิงมันอยู่แค่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 2 จริงๆ แน่หรือ? ไหนเลยข้ากลับรู้สึกว่า ต่อให้เป็ข้าก็ไม่อาจเอาชนะมันได้"
สีหน้าของเย่เฉินเปลี่ยนเป็น่าเกลียด "เ้าถามข้า แล้วข้าจะถามผู้ใดเล่า? เป็ไปได้ว่าเ้าหนูหลิวนั่นกําลังออมมืออยู่? "
ไม่เพียงแต่ตระกูลเย่เท่านั้นที่กำลังงงเป็ไก่ตาแตก แม้แต่ตระกูลหลิวเองก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน จ้องมองการต่อสู้ด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวน่าเกลียด
ในที่สุดหลิวหนิงจือก็เหลืออด นางะโออกไปด้วยความโมโหว่า "หลิวอี้เก๋อ ถ้าเ้า้าจะสั่งสอนมันก็จงทําเดี๋ยวนี้ ทําไมต้องออมมือให้มันขนาดนั้นด้วย? ตอนนี้เ้าถือเป็ตัวแทนของทั้งตระกูลหลิวนะ! "
หลิวอี้เก๋อหัวเราะอย่างขมขื่นอยู่ในใจ มันอยากจะบอกว่า ‘ข้ามิได้ออมมือ∼’ แต่ด้วยสายตาที่จับจ้องมองการต่อสู้ของพวกมันอยู่ในตอนนี้ มันจะแสดงท่าทีว่าตนเองกำลังเสียท่าอยู่ได้อย่างไร? หากมันทุ่มเทพลังทั้งหมดที่มีแล้วแต่ยังทําได้เพียงเสมอกับไอ้ขยะจากตระกูลเย่ล่ะก็ ถ้าเช่นนั้นไม่ได้หมายความว่าตัวมันไร้ค่ายิ่งกว่าขยะนี่เสียอีกหรอกหรือ?
"เ้าบังคับข้าเอง เย่จื่อเฟิง! " แววตาของมันเป็ไปด้วยความอำมหิต หลิวอี้เก๋อปล่อยแขนลงราวกับว่ามันเป็เหล็กกล้าที่หนักอึ้ง แล้วทันใดนั้นแขนของมันก็กลายเป็สีดําสนิท
เย่เสวี่ยอี๋หน้าซีดเผือดเลยขึ้นมาว่า " ท่าไม่ดีแล้ว นี่มันวิชากายาหยกที่สามารถใช้ได้เมื่อก้าวถึงระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 6! ดูเหมือนเ้านั่นมันจะเอาจริงแล้ว"
ต่อให้เสวี่ยอี๋ไม่กล่าว เย่จื่อเฟิงก็สังเกตเห็นได้ถึงความแข็งแกร่งของกระบวนท่านี้ ทุกคนต่างรู้สึกลุ้นจนตัวโก่งเมื่อเห็นภาพดังกล่าวที่ทำให้ประหลาดใจ เพราะเย่จื่อเฟิงไม่ถอยแม้แต่เพียงก้าว
เขาปาดโลหิตตรงมุมปาก แล้วเริ่มรวบรวมพลังหยวนจากทั่วร่างกายมาไว้ที่แขน
"เปล่าประโยชน์! " หลิวอี้เก๋อยิ้มเยาะ มันเคลื่อนตัวพุ่งเข้าหาเย่จื่อเฟิงความเร็วสูงมีประกายอัสนีพุ่มล้อมรอบกาย ราวกับะุปืนใหญ่ พริบตาเดียวของมันก็มาถึงเย่จื่อเฟิง
ถ้ากล่าวถึงระดับความเร็วในการรวบรวมพลังหยวน เย่จื่อเฟิงนั้นรวดเร็วกว่ามันหลายขุมนัก แม้พื้นฐานฝึกตนของเขาจะห่างจากอีกฝ่ายถึง 2 ขั้น ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามปลดปล่อยพลังหมัดสุดแรงเกิด แต่ท้ายสุดกลับถูกเย่จื่อเฟิงทำลายสลายพลังของมันได้อย่างหมดจดสมบูรณ์
ถึงกระนั้นร่างของเย่จื่อเฟิงก็เผชิญแรงอัดกระแทกจนต้องหลังกรูมาหลายก้าวจนหลังพิงกําแพง เมื่อหลิวอี้เก๋อเห็นว่าอีกฝ่ายเปิดช่องโหว่มันจึงรีบฉวยโอกาสนี้อย่างรวดเร็ว โดยการพุ่งเตะเข้าใส่ที่ท่อนแขนของเย่จื่อเฟิงจนร่างของมันถอยออกมาเพราะแรงกระแทก แต่มันก็พุ่งเข้าไปเตะซ้ำอีกถึงสามครั้ง จนปรากฏเป็รอยหลุมลึกบนผนัง
ทว่าสีหน้าของเย่จื่อเฟิงยังคงสุขุม หลังจากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็าว่า "เ้าคงอยากสังหารข้าจริงๆ สินะ? มันชักจะมากเกินไปแล้วไอ้เด็กระยำ! "
" ข้าจะฆ่าเ้าแล้วไง? " หลิวอี้เก๋อกล่าวอย่างเหลืออด มันทุ่มเทพลังทั้งหมดที่มีไปแล้ว หากมันไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดที่มีั้แ่เริ่ม ป่านนี้มันคงโจมตีสร้างผลกระทบให้แก่เย่จื่อเฟิงไม่มากก็น้อย แต่ทุกอย่างมันก็สายเกินไปเพราะกลายเป็ว่ายามนี้ มันเป็เพียงตัวตลกให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะ ฉะนั้นสิ่งที่มันพอจะทำได้คือโจมตีด้วยท่วงท่าอลังการที่สุดไว้ก่อนเท่านั้น
เย่เฉินและตระกูลเย่คนอื่นๆ จับจ้องมองดูการต่อสู้ตาไม่กะพริบ พวกมันล้วนแล้วแต่แทบอดใจรอไม่ไหวที่จะได้เห็นเย่จื่อเฟิงถูกบดขยี้ตกตายด้วยน้ำมือของหลิวอี้เก๋อ ในเมื่อตอนนั้นตระกูลหลิวอุตส่าห์ปรารถนาดีชดเชยสินน้ำใจด้วยการมอบโอสถวิเศษให้ แต่เย่จื่อเฟิงกลับปฏิเสธ ฉะนั้นขยะไร้ค่าอย่างเย่จื่อเฟิงจึงไร้ประโยชน์ต่อตระกูลเย่อย่างสมบูรณ์
เย่จื่อเฟิงพยักหน้าทันใดนั้นแววตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็เ็าทันที "ดี! ถ้าเ้า้าฆ่าข้ามากขนาดนั้น เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้ เพราะข้าจะใช้เ้าฝึกฝนกระบวนท่าใหม่ซะเลย"
"ว่าอะไรนะ? "
หลิวอี้เก๋อรู้สึกงุนงง แต่เมื่อเห็นลักษณะท่าทางและสายตาของเย่จื่อเฟิงที่เปลี่ยนไป หลิวหนิงจือก็รู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง ดังนั้นมันจึงรีบเอ่ยขึ้นว่า "ศิษย์พี่ พอแค่นี้ดีไหม? อย่างไรเสียที่นี่ก็คือตระกูลเย่"
"พอแค่นี้งั้นรึ? ศิษย์น้องหญิง การแสดงเพิ่งจะเริ่มเท่านั้น! "ท่าทีของหลิวอี้เก๋อเต็มไปด้วยจิตสังหาร ในตอนนี้มันโกรธจนหน้ามืด มัน้าบดขยี้เย่จื่อเฟิงให้แหลกเละคามือ
ตอนนี้ความเร็วของทั้งสองอันหาที่เปรียบมิได้ ในเมื่อหลิวอี้เก๋อไม่อาจควบคุมทิศทางการต่อสู้ให้ถือไพ่เหนือกว่าเย่จื่อเฟิงลงได้ มันจึงโจมตีเข้าไปที่่ท้องของฝ่ายตรงข้าม ทันใดนั้นรอยประทับโลหิตก็ปรากฏขึ้นบนเสื้อของเย่จื่อเฟิง และยังไม่จบเพียงแค่นั้นหลิวอี้เก๋อมันฟาดแขนเข้าใส่ตำแหน่งดังกล่าวสมทบทันที เย่จื่อเฟิงยกแขนซ้ายขึ้นมาปกป้องอย่างทันควันเช่นกัน ขณะตราประทับโลหิตปรากฏ แต่ครั้งนี้สีของมันเข้มข้นกว่าแต่ก่อน
"ท่านพี่เย่จื่อเฟิง! " เย่เสวี่ยอี๋ะโออกมาด้วยความกังวล
ทว่าเย่จื่อเฟิงก็ยังคงไม่ยอมหลบเลี่ยง เสมือนไม่คิดที่จะหลบหนีจากวิถีการโจมตี เขาใช้โอกาสที่หลิวอี้เก๋อเข้ามาประชิดยึดจับตรง่ไหล่ของมันไว้ให้ แล้วใช้ฝ่ามือข้างขวาจ่อไปที่หน้าของมัน ในเวลานี้บนฝ่ามือของเขาปรากฏเป็มวลพลังสีดำทรงกลมขนาดเล็กและนี่ก็คือความตายที่มองไม่เห็น ทันใดนั้นมวลพลังสีดำดังกล่าวก็อัดกระแทกเข้าใส่บริเวณหน้าอกของหลิวอี้เก๋อ ทุกคนต่างจ้องมองภาพดังกล่าวด้วยความลุ้นระทึกจนแทบจะหยุดหายใจ
"เ้า! "
หลิวอี้เก๋อเงยหน้าขึ้นและก่อนที่มันจะทันได้ตอบสนอง มวลพลังสีดำดังกล่าวก็อัดกระแทกเข้าใส่หน้าอกของมัน ความรู้สึกของมันยาวราวกับกำลังโดนค้อนั์ฟาดเข้าใส่อย่างแรง ร่างของมันลอยกระเด็นอัดกระแทกเข้าใส่เพดานราวกับลูกศรก็ไม่ปาน ส่งผลให้โลหิตทะลักออกจากปาก อั่คคคค!!!!
จบตอน